2005/Sep/18

Treasure…Chapter1

...เคยไม๊ กับการได้พบใครสักคน ที่ทำให้คุณรู้สึกว่า การได้มีชีวิตอยู่ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด...

 

....วันนี้... หิมะก็ตกอีกแล้วสินะ...

สายตาคู่นึง มองผ่านหน้าต่างบานเดิมออกไปข้างนอก ภาพทิวทัศน์ที่คุ้นตาเหมือนทุกวัน หิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า เมืองทั้งเมืองที่ปกคลุมไปด้วยสีขาว รวมถึงสนามเด็กเล่นที่อยู่ตรงข้ามหน้าต่างพอดิบพอดี..จะให้มองออกไปกี่ทีๆมันก็ยังคงเป็นภาพที่เห็นเหมือนเดิมทุกวัน แต่ทำไมมันช่างน่าโหยหาเสียเหลือเกิน..

....ข้างนอกคงจะหนาวน่าดู....

สายตาคู่เดิมยังคงทอดออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเด็กตัวเล็กๆวิ่งเล่นกันกลางกองหิมะในสนาม แล้วรอยยิ้มน้อยๆก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเรียวมนนั่น

ถึงอากาศจะหนาวแค่ไหน แต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆเหล่านั้นกลับดูอบอุ่นเหลือเกิน.. ช่างแตกต่างกับภายในห้องห้องนี้ แม้จะมีเครื่องปรับอากาศให้รู้สึกอบอุ่น แต่ความรู้สึกในใจของเจ้าของห้อง มันช่างเยือกเย็นและอ้างว้างจริงๆ...

 

...ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูดังขึ้น แต่เจ้าของห้องร่างเล็กที่ยังนั่งอยู่บนเตียง ก็ไม่ได้ละสายตาไปจากภาพนอกหน้าต่างนั่นเลย

แม่เข้าไปนะ เสียงของหญิงวัยกลางคนพูดขึ้น ก่อนจะค่อยๆก้าวเข้ามา พร้อมกับใครอีกคนหนึ่ง แม่..พาครูสอนพิเศษคนใหม่มาแล้วนะ

............................

เอ่อ...... ผู้เป็นแม่มีท่าทีลำบากใจ เมื่อลูกชายไม่ส่งเสียงตอบรับ หรือแม้แต่จะหันมามองเลย

...เอ่อ...ให้ผมลองดูไม๊ครับ.. ชายร่างสูงที่ยืนข้างๆแอบกระซิบอย่างไม่แน่ใจตัวเองนัก

จะดีเหรอคะ...ขนาดคนเป็นแม่ยังไม่พูดด้วย แล้วกับคนแปลกหน้า มีเหรอจะยอมพูดด้วย...

อืมมม...คงไม่เป็นไรมั้งครับ ชายหนุ่มตอบทั้งๆที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าคนที่จะมาเป็นนักเรียนของเขาจะมีฤทธิ์เดชแค่ไหน ผมเคยเจอนักเรียนมาหลายแบบอยู่เหมือนกัน ชายหนุ่มพูดเบาๆ ยิ้มให้กำลังใจตัวเอคุณแม่ไปรอข้างนอกก่อนละกันนะครับ

ถ้างั้น....ฝากด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้นะคะ ผู้เป็นแม่กล่าวเชิงขอบคุณ มองไปที่ลูกชายด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไป...

 

ชายร่างสูงฮอนใจเฮือกใหญ่ รวบรวมความกล้า แล้วจึงก้าวช้าๆไปยังร่างที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง

สวัสดี ผมชื่อทาจิบานะ เคตะครับ เรียกเคตะเฉยๆก็ได้ ร่างยาวแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

..............................

ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่ได้ใส่ใจเอาซะเลย ราวกับว่าเขาไม่รับรู้อะไรรอบกายเลยสักนิด

เอ่อ...นาย.....เรียวเฮคุงใช่มั้ย... ผมเรียกเรียวเฮเฉยๆละกันนะ ร่างยาวยังคงพยายามเรียกความสนใจของคนตรงหน้า แม้ว่าจะไม่มีเสียงหรือท่าทีตอบรับใดๆ

..............................

.....เฮ้อ..พูดไม่เป็นรึไงเนี่ย... ร่างยาวแอบบ่นในใจ  พูดด้วยแล้วเงียบแบบนี้มันก็ลำบากอยู่ล่ะนะ

นี่นายน่ะ แล้วเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นแผ่วๆ แม้จะไม่ได้หันหน้ามาพูดแต่ร่างยาวยิ้มอย่างโล่งใจที่อีกฝ่ายเริ่มตอบรับ จะได้ไม่ต้องทนอึดอัดอยู่เงียบๆอีก นายกลับไปเถอะ ชั้นไม่ต้องการครูสอนพิเศษอะไรทั้งนั้น น้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ไม่ต่างอะไรกับอากาศข้างนอกที่เคตะเพิ่งจะเดินฝ่าเพื่อมายังบ้านใหญ่หลังนี้

ได้ยินแค่นั้นร่างยาวก็แทบจะหุบยิ้มไม่ทัน พูดแบบนั้นก็แย่สิ เพราะยังไงชั้นก็รับงานมาแล้ว

........................................

แต่.....จะเอาอย่างนั้นก็ดีเหมือนกันนะ นายไม่เรียนก็ได้ แต่ผมก็มารับเงินฟรีๆ สบายดีเหมือนกัน ร่างยาวพูดยิ้มๆ พลางเหล่ตาไปยังร่างเล็กที่ยังคงหันหลังให้ตลอด

................

เจ้าของห้องยังคงไม่ปริปากใดๆ เพียงแค่หันหลังกลับมามองคนแปลกหน้าที่เอาแต่พูดอยู่คนเดียว ดวงตากลมโตคู่สวยมองไปยังร่างสูงยาวตรงหน้า หากแต่สายตาที่มองไปช่างดูว่างเปล่าราวกับไร้วิญญาณ

เพียงแค่แว่บเดียว สายตาคู่นั้นก็กลับไปจดจ้องอยู่ภายนอกหน้าต่างอย่างเดิม

นั่นเป็นครั้งแรกที่เคตะได้เห็นใบหน้าของเจ้าของห้องที่เขาเข้ามายืนอยู่สักพักแล้ว ร่างสูงแทบจะตะลึงกับใบหน้าหวาน ดวงตากลมโต แก้มใสๆ และผิวขาวๆราวกับหิมะที่ปกคลุมเมืองทั่วทั้งเมือง..

เอ้อ... กว่าจะตั้งสติได้ เจ้าของใบหน้าหวานนั้นก็หันหลังกลับไปซะแล้ว นี่.... เคตะรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ค่อยๆเดินเข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นกว่าเดิมทำไมนายถึงไม่อยากเรียนล่ะ

แววตาที่ว่างเปล่าของเรียวเฮ ทำให้เคตะรู้สึกว่าเขาควรจะใส่ใจกับคนๆนี้ให้มาก

.................................

.....เรายุ่งเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไปไม๊เนี่ย คนเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกนี่นะ....

เอ่อ..ขอโท... เคตะเอ่ยปากจะขอโทษ แต่เสียงเล็กๆกลับแทรกขึ้นมาก่อน

จะเรียนไปทำไม....ในเมื่อชั้นก็อยู่ได้อีกแค่ไม่นาน

เคตะพอจะรู้มาบ้างก่อนที่จะมาที่นี่วันนี้ว่านักเรียนของเขาป่วย ถึงได้ต้องจ้างครูมาสอนที่บ้าน แต่เขาก็ไม่ได้รู้ว่าเรียวเฮป่วยหนักแค่ไหน

เพราะอย่างนั้น ก็เลยเอาแต่นั่งซึมอยู่ในห้องคนเดียวแบบนี้น่ะเหรอ ร่างยาวพูดอย่างใส่อารมณ์

เคตะเป็นคนที่มักจะทำอะไรตามความรู้สึกของตัวเองเสมอ สิ่งที่อยากทำหรือไม่อยากทำ เขาจะเป็นคนกำหนดด้วยตัวเอง และสิ่งที่เขาทนไม่ได้ก็คือคนที่นั่งอมทุกข์อยู่คนเดียวโดยไม่คิดจะทำอะไรด้วยตัวเองเลย

ถ้านายคิดว่าชีวิตของนายมันเหลืออีกไม่มาก ทำไมไม่ใช้ชีวิตที่เหลือนั่นให้คุ้มค่าล่ะ จะเปล่าเวลาที่เหลือให้หมดไปกับการนั่งเศร้าอยู่คนเดียวน่ะเหรอ

คนอย่างนายจะมาเข้าใจอะไร ร่างเล็กเริ่มมีน้ำเสียงตอบกลับ ใครจะยอมให้คนแปลกหน้าที่เพิ่งเดินผ่านประตูห้องเข้ามา มาด่าเอาเฉยๆล่ะ ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครกล้ามาต่อว่าเขาแบบนี้เลยสักครั้ง

ใช่ ชั้นไม่เข้าใจหรอก ร่างยาวตอบกลับ ในใจก็เริ่มรู้สึกดีที่คนตรงหน้าไม่เอาแต่นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาอีกแล้ว ไม่เข้าใจว่านายทนปล่อยให้วันเวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าแบบนี้ได้ยังไง อย่างน้อยที่สุดนายก็ไม่ควรจะทำให้คนที่รักนายต้องมาทนทุกข์ไปด้วย

นาย...ไม่เข้าใจหรอก... ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำใสๆค่อยๆร่วงหล่นจากดวงตากลมโต ความอัดอั้น ความเศร้า ความหว้าเหว่ที่ถูกปกปิดไว้ด้วยใบหน้าและสายตาที่เย็นชาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างง่ายดาย

เคตะเริ่มรู้สึกตัวว่าเค้าคงจะพูดแรงเกินไป เขาไม่รู้ว่าเรียวเฮต้องใช้ชีวิตมายังไง เคยเจออะไรมาบ้าง เขาล้วงมือหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกง ยื่นให้คนตรงหน้า

เรียวเฮรับมา แต่ก็ได้แต่กำมันไว้แน่น ปล่อยให้น้ำตาที่ทนเก็บซ่อนไว้อยู่นานไหลอย่างไม่ขาดสาย

เคตะค่อยๆนั่งลงข้างๆร่างเล็ก เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนแก้มใสๆนั่น สองแขนโอบกอดร่างเล็กๆไว้อย่างอ่อนโยนราวกับจะปกป้องร่างนี้จากสิ่งเลวร้ายรอบตัวทั้งหมด... เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก แต่ทำไมนะ..เขาถึงอยากจะปกป้องคนๆนี้ด้วยกำลังทั้งหมดที่เขามี...

 

...ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร..รู้เพียงแต่ว่า มันช่างอบอุ่นจริงๆ... ..ความอบอุ่นแบบที่ผมโหยหามาตลอด...

 

2B Continued

 

Treasure..Chapter2

 

...........วันนี้ หิมะก็ยังคงตกเหมือนเมื่อวาน.......

....ทุกอย่างในห้อง ภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่าง หิมะ สนามเล่นตรงข้าม ..ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมทุกวัน แต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไป ก็คือความรู้สึกของผมเอง....

 

..ก๊อก..ก๊อก.. เสียงประตูห้องดังขึ้น

ถ้าเป็นเมื่อวาน มันก็เป็นแค่เสียงที่ไม่มีความหมายอะไร ต่อให้ดังกี่ครั้ง เจ้าของห้องก็ไม่คิดจะปรายตามามอง แต่วันนี้ เสียงเคาะประตูที่เหมือนเดิมทุกวัน กลับทำให้เจ้าของห้องรู้สึกแปลกๆได้ เขาหันไปมองที่ประตูหวังเพียงว่าคนที่เปิดเข้ามา จะเป็นคนที่เขารออยู่ แล้วคนที่เดินเข้ามาเป็นคนที่เค้าเฝ้ารออยู่จริงๆ

...ทั้งๆที่อยากจะยิ้มให้ แต่ทำไมมันถึงยากจังนะ...

หวัดดีครับ เรียวเฮ เสียงสดใสดังขึ้น กับรอยยิ้มบนใบหน้าสวยๆ

อ..อืม หวัดดี ร่างบางที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงเหมือนทุกวันทักตอบด้วยสีหน้าเฉยชา ทั้งๆที่เขาอยากให้คนที่เข้ามาเป็นเคตะ แต่เขาก็ไม่รู้จะพูดหรือทำสีหน้ายังไงด้วยในเมื่อที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงอะไรออกมามากไปกว่าสีหน้าที่เย็นชาเลย

ผมเอาเค้กมาฝากด้วยล่ะ ร่างสูงยิ้มให้ จะทานเลยไม๊

อะ..อืม เรียวเฮก็ยังแค่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิม

ถ้างั้นเดี๋ยวผมลงไปเอาจานขึ้นมาให้นะ พูดเสร็จก็วางเค้กไว้ที่โต๊ะ ทำท่าจะเดินออกไป

เดี๋ยว เสียงเล็กๆห้ามเอาไว้ ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวชั้นโทรสายในไปบอกให้เค้ายกมาให้เอง ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์เรียกให้แม่บ้านยกของมาให้

....สบายจังแฮะ..ก็บ้านคนรวยนี่นะ...เคตะแอบอึ้งๆอยู่ในใจ ถ้าเป็นบ้านเขาเองน่ะเหรอ ไม่มีทางหรอก แค่โทรศัพท์สายในยังไม่มี อย่าหวังว่าจะมีแม่บ้านมาคอยบริการให้

ไม่นานนัก แม่บ้านก็นำจานกับชาอีกสองถ้วยมาให้ถึงที่ห้อง..

 

อร่อยแฮะ เสียงใสๆร้องขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า เมื่อตักเค้กคำแรกเข้าปาก

ภาพที่เห็นทำให้เคตะดีใจเป็นที่สุด เพราะเขาอยากทำให้เรียวเฮร่าเริงขึ้นบ้างแค่เล็กน้อยก็ยังดี แต่เจ้ารู้จะรู้ตัวบ้างไม๊ว่าสาเหตุนึงที่เขาอยากให้เรียวเฮร่าเริงขึ้น เพราะเขาอยากรู้ว่าถ้ารอยยิ้มใสๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยๆนี่แล้ว มันจะงดงามแค่ไหน

อร่อยใช่มั้ยล่ะ เคตะยิ้มภูมิใจกับตัวเอง ก็แฟนผมเป็นคนทำนี่นา ต้องอร่อยอยู่แล้วล่ะ ว่าแล้วก็ก้มหน้าลงตักเค้กเข้าปากตัวเองบ้าง

แค่นั้นแหละ มือเล็กบอบบางก็แทบจะปล่อยช้อนลง รอยยิ้มที่มีเพียงเล็กน้อยอยู่แล้วก็จางหายลงในพริบตา

...แฟน...งั้นเหรอ.....

...แล้ว...ความความรู้สึกเจ็บแปลบในใจนี่มันอะไรกัน...

อ่าว..ไหนว่าอร่อยไง ทำไมไม่กินต่อล่ะ เคตะว่าเมื่อเห็นเรียวเฮนิ่งค้างอยู่

อะ..เอ้อ..คือฉันไม่ค่อยหิวน่ะ โทษที เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำใจกินไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ...

อ้าวเหรอ งั้นก็ตามใจนายเถอะ แต่อย่าเก็บนานนะ เดี๋ยวไม่อร่อย ร่างยาวยังยิ้มให้ ไม่ได้รู้ถึงสาเหตุที่ร่างเล็กเกิดรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

ว่าแต่....นายมาสอนพิเศษไม่ใช่เหรอ... คุณครู... เสียงเล็กๆ เน้นชัดเจนคำสุดท้าย

ได้ยินแบบนั้นเคตะก็สะอึกไปนิดนึง รู้สึกว่าเขาคงทำไม่ถูกนัก เขามาสอนพิเศษ ไม่ได้มาเป็นเพื่อนนั่งคุยนี่นะ เอ่อ..ขอโทษนะ ผมไม่ได้ลืมหรอก แค่คิดว่าเราน่าจะได้คุย ได้รู้จักกันก่อน ใบหน้าที่ปกติดูมั่นใจอยู่ตลอดเวลาดูจะเจื่อนๆเล็กน้อย

เห็นแบบนั้นรอยยิ้มเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ชั้นล้อเล่นน่ะ นั่งคุยกันก่อนก็ดีเหมือนกัน ร่างเล็กชักเริ่มสนุกกับการได้แกล้งคุณครูของเขาซะแล้ว ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคนที่มาเป็น คุณครู ของฉัน เห็นใครมาจากไหน

.....อ่าาาา...นี่เราจะโดนสอบปากคำรึเปล่าเนี่ย... นึกว่าท่าทางเงียบๆซึมๆแล้วจะไม่เรื่องมากซะอีก... ร่างยาวแอบนึกในใจ ที่ผ่านมาเขาก็เคยเป็นครูสอนพิเศษให้เด็กหลายแบบอยู่ แล้วก็เคยปราบเด็กแสบๆมาไม่น้อย ...เรียวเฮเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็ดีไป แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องล่ะก็..ท่าจะมีปัญหาซะแล้ว..

นายอายุเท่าไหร่เหรอ ร่างเล็กเริ่มยิงคำถามด้วยเสียงเรียบๆ

สิบเก้าน่ะ คงไม่ต่างกับนายมากหรอก เคตะว่า ผมเองก็ไม่คิดว่าจะต้องมาสอนพิเศษให้คนอายุไล่เลี่ยกันแบบนี้ จนกระทั่งเมื่อวานนี่แหละ

ฮะๆๆๆๆ เรียวเฮหัวเราะเบาๆ แต่ทำเอาคนตรงหน้างงว่าหัวเราะอะไรกัน ตอนแม่ฉันจะจ้างนายมาสอน เค้าถามอายุนายก่อนรึเปล่าเนี่ย

อืม..รู้สึกจะไม่ได้ถามนะ ผมก็จำไม่ได้ แต่มีถามว่าเรียนที่ไหน ปีอะไรแล้วน่ะ ทำไมเหรอ เคตะถามตรงๆ

รู้รึเปล่าว่าฉันอายุมากกว่านายอีกด้วยซ้ำ..คุณครู.. ร่างเล็กยังคงแกล้งเน้นคำพูดที่คำสุดท้ายอยู่ เขาไม่ได้อยากจะทำให้เคตะรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด แต่...ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงหยุดตัวเองไม่ได้..

ห๊า..จริงเหรอ.. ร่างยาวร้องซะเสียงดัง ผมคิดว่าเราอายุเท่ากัน หรือไม่ก็...นาย..เอ๊ยย คุณน่าจะอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ ...ตายล่ะสิ นึกว่าเรียวเฮเด็กกว่า ก็เลยเรียกว่านายไปซะตั้งแต่แรก...

โทษทีนะ ฉันมันตัวเล็ก ร่างเล็กประชด

เอ่อ..ไม่ใช่อย่างนั้น คือผมเห็นว่าคุณหน้าเด็กน่ะ จริงๆนะ เอ่อ.. พยายามจะแก้ตัว เพราะไม่อยากให้ร่างเล็กนี่โกรธ..ยังไงเราก็ต้องรับค่าจ้างจากเค้าอยู่ดีล่ะวะ...

นี่ ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันแค่ล้อเล่น ถึงแม่จะจ้างคนเด็กกว่ามาสอนก็ไม่แปลก เพราะฉันไม่ได้เรียนหนังสือมานานแล้ว คนที่อายุน้อยกว่าจะเรียนสูงกว่าฉันมันก้อเป็นเรื่องปกติ เสียงเรียบๆพูด แล้วก็หันกลับไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง พลางเอ่ยเบาๆ ที่สำคัญ แม่ฉันคงไม่ได้ต้องการคนมาสอนพิเศษจริงๆหรอก

.........ได้ยินแบบนั้น เคตะก็พูดอะไรต่อไม่ออก... ที่ผ่านมาเขาเคยสอนพิเศษให้แต่เด็กนักเรียน พอมาเจอเคสแบบนี้เข้า ก็เลยไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง

...แย่จังนะเรา ทั้งๆที่รับงานมาแล้วแต่กลับไม่รู้เรื่องของคนที่ต้องมาสอน แถมยังทำตัวไม่ถูกแบบนี้อีก... ร่างยาวได้แต่นึกโทษตัวเอง

เออนี่..  ร่างบางเอ่ยขณะหันกลับมายังอีกฝ่าย แล้วก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณ หรือเรียกตัวเองว่าผมหรอกนะ ฉันก็แค่ล้อนายเล่น ถึงจะอายุมากกว่านาย แต่ฉันก็เพิ่งจะ20ไปเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง พยายามยิ้มบางๆให้ เพื่อให้เคตะไม่รู้สึกแย่กับที่ตัวเองแกล้งล้อเล่นไปเมื่อกี้

ร่างยาวได้แต่พยักหน้ารับคำ ไม่พูดอะไร ...ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองก็เพิ่งจะ19ไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง...

เอ่อ... หลังจากนิ่งอยู่นาน ในขณะที่ร่างบางเองก็เอาแต่เหม่อลอยออกไปยังภาพเมืองสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เคตะก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นซะ ผมถามอะไรหน่อยได้มั้ย

ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกตัวเองว่าผม

เอ้อ..ขอโทษ..งั้นฉันขอถามอะไรหน่อยนะ

อะไรล่ะ เรียวเฮก็ยังได้แต่พูดด้วยเสียงแผ่วๆ ขณะที่ยังคงจ้องมองหิมะข้างนอกที่ยังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย

ปกติ วันๆนายทำอะไรบ้าง แค่ที่เจอเมื่อวาน เคตะก็พอจะรู้แล้วว่าร่างเล็กนี่คงแทบจะไม่ย่างกรายออกจากห้องของตัวเองเลย แต่อย่างน้อยก็น่าจะหาอะไรทำบ้าง

ทำอะไรน่ะเหรอ เรียวเฮพูดพลางยิ้มเยาะให้ตัวเอง จะทำอะไรได้..ก็แค่รอวันตาย

ได้ยินคำพูดแบบนั้น เคตะก็นึกฉุนขึ้นมาอีก แต่ก็ได้แต่ข่มใจตัวเองไว้ เพราะขืนพูดอะไรแบบเมื่อวานไปอีก คงได้ทำอีกฝ่ายร้องไห้แน่ๆ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ คนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน แล้วถ้าทุกคนเอาแต่นั่งรอวันที่ตัวเองจะตาย แล้วเราจะเกิดมาเพื่ออะไร

นั่นสิ...ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร เรียวเฮหันกลับมายังร่างสูง นายตอบฉันได้ไม๊ล่ะ เสียงที่เคยเรียบเฉย เริ่มจะสั่นเครือเล็กน้อย ที่จริงเขาไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะมันทำให้เขานึกถึงเรื่องบางเรื่องที่มันกัดกินความรู้สึกของเขาอยู่ทุกวันนี้

ขอโทษนะ ฉันคงตอบนายไม่ได้หรอก ร่างสูงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ คนที่จะตอบได้ก็มีแต่ตัวนายเองเท่านั้นแหละ ขอเพียงแค่นายพยายามที่จะหาคำตอบให้กับตัวเอง

นายอย่ามาเทศน์เลย ฉันไม่อยากฟัง ร่างบางหันหลังให้กับเคตะอีกครั้ง เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นดวงตาที่เริ่มจะคลอไปด้วยน้ำใสๆ

ฉันไม่มีสิทธิ์จะเทศน์นายหรอก ขอโทษด้วยนะ เคตะพูดเบาๆ เดินไปใกล้ร่างเล็กที่หน้าต่าง พลางยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือของอีกฝ่ายเบาๆ ถึงจะไม่เห็นว่าเรียวเฮร้องไห้ แต่เคตะก็รู้สึกได้ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

เพียงแค่นั้น น้ำใสๆก็ร่วงหล่นจากดวงตากลมโตนั่นอีกจนได้

ร่างยาววางมือของตัวเองลงบนไหล่ที่บอบบางของเรียวเฮ ตบเบาๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

 

....ทำไมนะ ทำไมเราต้องร้องไห้ต่อหน้าคนๆนี้ทุกครั้ง... ทำไมจะต้องรู้สึกอะไรกับคำพูดของเขาด้วย...

....ทำไม...

2B Continued

 

Treasure…Chapter3

 

ร่างยาวเปิดประตู ก้าวออกจากห้องเดินลงมาที่ชั้นล่าง หลังจากนั่งเงียบๆเป็นเพื่อนเรียวเฮอยู่สักพัก เขาก็คิดว่าควรจะปล่อยให้ร่างเล็กได้พักผ่อนมากกว่า

“จะกลับแล้วเหรอคะ?” แม่ของเรียวเฮทักอย่างเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าเคตะไม่ได้ทำหน้าที่ครูสอนพิเศษอย่างที่ควรจะเป็น “มีปัญหาอะไรเหรอคะ เรียวเฮเขาทำอะไรรึเปล่า?”

“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมเห็นเรียวเฮเขาเครียดๆก็เลยปล่อยให้เขาพักน่ะครับ ยังไงค่าจ้างวันนี้ผมไม่รับก็ละกันนะครับ” ...ก็ไม่ได้มาสอนอะไรเลยนี่หว่า...

“อ้อ” แม่ของเรียวเฮยิ้มและพูดด้วยท่าทางโล่งอก เธอเกรงว่าเรียวเฮจะทำตัวมีปัญหาจนทำให้ครูคนใหม่นี่ต้องขอลาออกอีก เพราะแน่นอนว่าเคตะไม่ใช่ครูสอนพิเศษคนแรกที่เธอมาพาที่นี่แน่ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาวันนี้”

“เอ่อ...คือว่า.....” ร่างยาวเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกรงๆ “จะว่าอะไรมั้ยครับ ถ้าผมอยากจะรู้เรื่องของเรียวเฮให้มากกว่านี้” เคตะพูดอย่างเกรงใจ แต่ก็ทำให้แม่ของเรียวเฮรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย “คือ..ผมเห็นเขาไม่ค่อยร่าเริงเลย คุณแม่ก็คงจะทราบอยู่แล้ว แต่ท่าทางเขาเหมือน...เอ่อ...” เคตะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะพูด “ขอโทษนะครับ...ผมรู้สึกเหมือนเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ ผมอยากจะทราบว่าเขาป่วยเป็นอะไร แล้วที่สำคัญนอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว เขามีปัญหาอย่างอื่นรึเปล่า”

ผู้เป็นแม่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็ห้ามน้ำตาไว้ไม่ได้

“เอ่อ...ถ้าผมละลาบละล้วงเกินไปก็ขอโทษนะครับ” เคตะเห็นก็รีบก้มหัวขอโทษอย่างรู้สึกผิด

“ไม่หรอกจ๊ะ” เธอเช็ดน้ำใสๆที่ไหลมาคลอดวงตาออก แล้วยิ้มบางๆให้ชายหนุ่มตรงหน้า “ฉันจะเล่าให้เธอฟังก็ได้ ไหนๆเธอก็เป็นคนแรกที่ถาม แถมยังเป็นคนแรกที่เรียวเฮไม่ไล่ตะเพิดกลับไปตั้งแต่วันแรกอีก”

ได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มร่างสูงก็ยิ้มออก แต่ก็แอบสะดุดอยู่นิดนึง “ปกติเรียวเฮเขาทำแบบนั้นกับครูที่มาสอนเหรอครับ” ...ดูท่าทางก็ไม่น่าจะร้ายขนาดนั้นนี่นา....

“อะ...อืมม...ก็...” แม่ของเรียวเฮเริ่มรู้สึกละอาย เพราะมันเท่ากับว่าเธอจ้างเคตะมาโดยที่ไม่บอกเลยว่าลูกชายของเธอเคยทำพฤติกรรมยังไงกับคนที่มาสอนบ้าง “ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าฉันเล่าให้เธอฟังแล้ว ฉันขออย่าให้เรียวเฮรู้จะได้มั้ย”

“ได้ครับ” ร่างยาวรับคำอย่างหนักแน่น เขารู้สึกเป็นห่วงเรียวเฮ และอยากจะรู้เรื่องราวที่ผ่านมาของเรียวเฮจริงๆ

 

แล้วแม่ของเรียวเฮก็พาเคตะไปที่ห้องรับรองแขก หลังจากแม่บ้านนำเครื่องดื่มมาวางให้ เธอก็เริ่มเอ่ยปาก “ก็อย่างที่เธอรู้อยู่แล้วว่าเรียวเฮสุขภาพไม่ค่อยดี เขาออกไปไหนไม่ได้ ฉันถึงได้จ้างให้เธอมาสอนพิเศษที่บ้าน”

“ครับ แต่ผมอยากจะทราบว่า ที่บอกว่าสุขภาพไม่ดี มันหนักแค่ไหน” ร่างยาวถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เรียวเฮเขา..เป็นโรคหัวใจล้มเหลวตั้งแต่กำเนิดจ๊ะ”

ได้ยินชัดเจนแบบนั้นเคตะก็ได้แต่นิ่งไป ...โรคหัวใจงั้นเหรอ...

“แต่ว่านั่นก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาหรอก”

“หมายความว่ายังไงครับ” ร่างยาวถามต่อ

“ถึงแม้ร่างกายจะไม่แข็งแรง แต่เรียวเฮก็เคยเป็นเด็กร่าเริงเหมือนเด็กทั่วๆไป……….” เธอนิ่งไปพักนึง ก่อนจะเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จนกระทั่ง...เรียวโกะตายไปเมื่อ4ปีก่อน”

.....เรียวโกะ...ใครกัน??...แล้วทำไมถึงตาย.... คำถามมากมายผุดขึ้นในความคิดของเคตะ แต่พอเห็นใบหน้าเศร้าของคนตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าจะเอ่ยปาก

“เรียวโกะน่ะ เป็นน้องสาวฝาแฝดของเรียวเฮ” แล้วแม่ของเรียวเฮก็ไขความกระจ่างให้ “เด็ก2คนนั้นมีสุขภาพที่ย่ำแย่มาตั้งแต่เกิด หลังจากคลอดแล้วก็ต้องอยู่ในตู้อบอยู่หลายอาทิตย์ หลังจากนั้นหมอก็ตรวจพบว่าทั้ง2คนเป็นโรคหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะกับเรียวโกะ เธอมีอาการหนักกว่าเรียวเฮอยู่มาก คุณหมอแนะนำว่าให้ฉันพาเด็กทั้ง2คนไปเข้ารับการรักษา ซึ่งจะช่วยยืดอายุของทั้ง2คนได้ เด็ก2คนนั้นต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเรียวเฮก็ยังเป็นเด็กที่ร่าเริง เขามักจะคอยดูแลน้องสาวอยู่เสมอ เด็ก2คนนั้นแทบจะไม่ยอมแยกห่างจากกันเลย พอทั้ง2คนได้เรียนถึงชั้นม.ปลาย ฉันดีใจมากที่ได้เห็นลูกทั้ง2คนโตมาได้ขนาดนี้ คิดว่าจะได้เห็นพวกเขาเติบโตอย่างแข็งแรงต่อไป แต่แล้ว....” สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ “เมื่อ4ปีก่อน จู่ๆ อาการของเรียวโกะก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆจนต้องเข้าโรงพยาบาล เรียวเฮเป็นห่วงน้องสาวมาก เขาเอาแต่ไปนั่งเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล แทบจะไม่ยอมไปโรงเรียนเลย จนท้ายที่สุด คุณหมอก็บอกกับฉันว่าเรียวโกะต้องเข้ารับการผ่าตัด..... ตอนนั้นเองฉันทำใจไว้แล้วว่าการผ่าตัดอาจจะล้มเหลวได้ แต่ฉันก็ไม่อยากเห็นลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมาน ถึงได้ยอมให้เธอเข้ารับการผ่าตัด ในขณะที่เรียวเฮยืนกรานปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะต้องสูญเสียน้องสาวคนสำคัญไป....แล้ว...”

“แล้วการผ่าตัดก็ล้มเหลว คุณเรียวโกะก็เลยเสียไป อย่างนั้นสินะครับ” เคตะพูดเบาๆ น้ำเสียงแสดงความเสียใจกับคนตรงหน้าอย่างที่สุด แม่ของเรียวเฮได้แต่ก้มหน้ารับทั้งน้ำตา “แล้วหลังจากนั้น.....”

“ตั้งแต่นั้นมาเรียวเฮก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่ยอมไปเรียน ไม่ยอมพูดจากับใคร เขาเสียใจมาก แล้วก็เอาแต่โทษว่าเป็นเพราะตัวเองที่ทำให้เรียวโกะต้องตาย ถ้าเขาเกิดมาไม่แข็งแรงซะเอง คนที่จะต้องตายก็คงจะเป็นเขา”

“หมายความว่า4ปีที่ผ่านมานี่ เรียวเฮเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยเหรอครับ” ร่างสูงถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล ...คนเราจะเอาแต่อยู่ในบ้านนานเป็นปีๆแบบนี้ได้ยังไงกัน...

“ใช่จ๊ะ” แม่ของเรียวเฮตอบด้วยสีหน้าเศร้า “เขาไม่ยอมไปแม้กระทั่งโรงพยาบาล สภาพร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่แล้วก็ทรุดหนักลงอีก ฉันต้องขอให้หมอมาตรวจสุขภาพให้เขาที่บ้านแต่ก็ไม่มีท่าทีจะดีขึ้น นับวันสุขภาพของเขาก็ยิ่งแย่หนัก หมอบอกว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจเขาอ่อนแอเกินไป ฉันทนเห็นลูกแบบนี้ต่อไปไม่ไหวก็เลยพยายามจ้างครูมาสอนที่บ้าน หวังว่าจะให้เขาได้มีอะไรทำ ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง แต่เขาก็ไม่เคยยอมเปิดปากพูดกับใครเลย บ้างครั้งก็ถึงกับโวยวาย ขว้างปาของวุ่นวายไปหมด จนทุกคนเอือมและไม่มีใครยอมมาอีก.... ฉันเองก็เหนื่อยเหลือเกิน คิดอยู่ว่าจะลองพยายามดูอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็ได้เธอมาสอนนี่แหละ...” เธอนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “เรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ว่านี่แหละ” พยายามยิ้มให้ทั้งตัวเอง และไม่อยากให้เคตะถอดใจกับลูกชายของเธอ

“ครับ ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้คนนอกอย่างผมฟัง” เคตะรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องนึกถึงเรื่องเศร้าๆแบบนี้ขึ้นมา แล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงแข็งขัน “คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะพยายามทำให้เรียวเฮร่าเริงขึ้นให้ได้เลย”

คนเป็นแม่ได้ยินแบบนั้นก็ระบายยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ”

 

........................................

....เย็นวันเดียวกัน....

ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งอยู่ห้องเพียงลำพัง ดวงอาทิตย์เพิ่งจะลับขอบฟ้าไปไม่นาน ภาพนอกหน้าต่างที่เคยขาวโพลนกลายเป็นสีดำสนิท มีเพียงดวงไฟข้างทางจำนวนไม่มาก กับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ยังแข่งกันส่องแสงสว่างรำไร...

...ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น แม่บ้านเปิดประตูเข้ามาเบาๆ

“คุณเรียวเฮเรียกเหรอคะ” แม่บ้านสาวเดินขึ้นมาตามคำสั่งของคนร่างเล็กที่กดเรียกจากโทรศัพท์สายใน

“อืม ช่วยเก็บถ้วยจานที่โต๊ะนี่ลงไปที” เขาหมายถึงจานเค้กกับถ้วยชาที่เขานั่งทานกับเคตะตอนกลางวัน

“ได้ค่ะ” แม่บ้านสาวรับคำ “เอ่อ...เค้กที่เหลือนี่จะให้เก็บไว้มั้ยคะ” เธอถามเมื่อเห็นยังมีเค้กเหลืออยู่ในกล่อง

“.........” ร่างเล็กเงียบไปครู่นึง “ไม่ต้อง...ทิ้งไปได้เลย” เขาพูดให้ทั้งๆหันหลังราวกับไม่ใส่ใจอะไรเลย

“ค่ะ” แม่บ้านทำตามคำสั่ง เก็บจานชามแล้วเปิดประตูเดินออกไปเบาๆ

ร่างเล็กปิดตาลง พยายามจะไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น แต่กลับมาสิ่งนึงที่ปรากฏขึ้นในความคิด คือรอยยิ้มของผู้ชายคนนึงที่เขาแทบจะไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากชื่อและอายุ

...เคตะ...ทำไมฉันถึงต้องคิดถึงนายด้วย...

.......ถ้าเป็นเธอ เธอจะทำยังไงเหรอ.............เรียวโกะ..........

2B Continued

 

Treasure…Chapter4

 

....ก๊อก...ก๊อก....ชายร่างสูงเคาะประตูบานใหญ่ตรงหน้า แล้วก็เปิดเข้าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อรุณสวัสดิ์ เรียว..... เอ๋??ไม่อยู่เหรอ?? ชายหนุ่มแปลกใจที่ไม่พบเจ้าของห้องตรงที่เดิม ..เตียงขนาดใหญ่ที่อยู่ริมหน้าต่าง..ว่างเปล่า ต่างไปจากทุกครั้ง..

เฮ๊ยยยยยยยยยยยย แล้วเสียงของชายหนุ่มสองคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อร่างเล็กเจ้าของห้องเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีแค่ผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่างไว้

ขอโทษๆๆๆ ร่างยาวรีบหันหลังกลับปิดประตูห้องทันที

....เฮ้..ทำไมเราต้องเขินด้วยล่ะ นั่นมันผู้ชายนะ จะบ้ารึเปล่า......... แต่ว่า.... 

พอนึกภาพร่างเล็กๆ ผิวขาวๆที่เห็นเมื่อกี้แล้ว ร่างสูงก็หยุดใจเต้นไม่ได้ (คนแต่ง:คิดไปถึงไหนแล้วนั่นน่ะ)

เอ่อ...เสร็จแล้ว หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วร่างเล็กพูดเบาๆพร้อมเปิดประตูออกกะทันหัน ทำเอาคนที่ยืนพิงประตูอยู่นอกห้องแทบจะล้มลงมาทับอีกฝ่ายอ๊าก... เสียงเล็กๆร้องขึ้นเมื่อร่างสูงตรงหน้าทำท่าจะล้มลง แต่โชคดีที่เคตะไหวทันรีบดึงตัวเองพร้อมกับคว้าร่างของคนตรงหน้าไว้ไม่ให้ล้มลงไปด้วยกัน แขนเรียวยาวกอดร่างเล็กไว้แน่น ในขณะที่มือใหญ่ข้างนึงประคองศีรษะของเรียวเฮไว้

แฮ่ก...แฮ่ก.... ร่างสูงได้แต่หอบด้วยอาการตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งๆที่ยังกอดร่างเรียวบางไว้แน่น ส่วนอีกฝ่ายก็ได้แต่นิ่งอึ้งอยู่ในอ้อมกอดนั้น...

เอ่อ...เค...ตะ... เรียวเฮเรียกเบาๆ เมื่อเคตะยังไม่ปล่อยเขาสักที

ห๊า...เอ๊ยย ขอโทษๆๆๆๆ ร่างยาวรีบปล่อยแขนออกทันทีที่รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แล้วทั้งคู่ก็ได้แต่หันหน้าไปกันคนละทาง...

........ตื่นเต้นอะไรกันนะ เรียวเฮ ทำไมจะต้องใจเต้นแรงขนาดนี้ด้วย.....

เอ่อ....ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้า เพื่อคลายอาการตื่นเต้น ก่อนจะค่อยๆหันกลับไปหาอีกฝ่าย ทำไมวันนี้มาแต่เช้าล่ะ พูดทั้งใบหน้าที่ยังคงเป็นสีชมพูระเรื่อ

ก้อ... ร่างยาวเองก็รู้สึกแปลกๆกะเขาเหมือนกัน เอ่อ...พอดีวันนี้มีธุระตอนบ่ายก็เลยมาเช้ากว่าทุกทีน่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า ....ก็เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีธุระด่วนขึ้นมาน่ะสิ...

อืม.... ร่างเล็กงึมงำกับตัวเองเบาๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า

ถ้างั้นก้อ...เรียนหนังสือกันไม๊ ร่างยาวยิ้มให้

อ..อื้ม เรียวเฮก็ได้แต่ตอบเบาๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า ใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมทุกทีๆ

ร่างสูงลากเก้าอี้อีกตัวที่ถูกเตรียมไว้ที่ห้องอยู่แล้วมาวางหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะที่สำหรับนั่งทำงานคนเดียว แน่นอนว่าคงจะแคบเกินไปถ้าให้คนสองคนมานั่งพร้อมกัน ร่างของทั้งคู่ก็เลยดูจะใกล้ชิดกันซะเหลือเกิน และนั่นก็ยิ่งทำให้เรียวเฮใจเต้นแรงไม่ได้หยุดสักที...

งั้นก็ลองทำแบบฝึกหัดนี่ดูก่อนละกันนะ เคตะยื่นหนังสือเรียนที่เปิดค้างหน้านึงไว้ให้ จะได้รู้ว่านายเรียนมาแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้นะ

ร่างเล็กรับหนังสือมา ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดไม่มองอย่างอื่นเลย ....ก็จะให้มองอะไรล่ะ แค่นี้สมาธิก็หลุดลอยไปไหนแล้วก็ไม่รู้.... ถึงจะเหมือนนั่งทำแบบฝึกหัดท่าทางตั้งใจ แต่จริงๆแล้วในหัวของเรียวเฮแทบจะคิดอะไรไม่ออกเลย

....เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ปล่อยให้ร่างเล็กทำแบบฝึกหัด เคตะก็หยิบตำราเรียนของตัวเองมานั่งทบทวนไปด้วย แต่ก็ยังคอยดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุด...

เสร็จแล้วล่ะ เสียงเบาๆเอ่ยขึ้น

เสร็จแล้วเหรอ ร่างยาวยิ้มให้ พร้อมกับรับแบบฝึกหัดคืน อืมมม...ทำได้ดีนี่นา....

ถึงจะไม่ค่อยมีสมาธิ แต่เรียเฮก็ตั้งใจเต็มที่ รอยยิ้มหวานๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อได้ยินคำชม ผิวขาวใสดูจะมีสีระเรื่อขึ้นมาอีกแล้ว

แต่ก้อยังมีที่ทำไม่ได้บ้าง ...คงจะยากเกินไปสำหรับนาย เดี๋ยวฉันสอนให้เอง ว่าแล้วก็ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ร่างเล็กมากขึ้น ......เริ่มจากตรงนี้....แทนที่ค่าxกับyอย่างนี้ แล้วก็ค่อยๆหาผลลัพธ์ออกมา... เคตะพยายามตั้งใจสอนเต็มที่ แต่พอทั้งใบหน้าของเคตะเข้ามาใกล้ แถมเสียงพูดที่ดังราวกับกระซิบอยู่ข้างหูแบบนี้ ทำเอาร่างเล็กทำอะไรไม่ถูก หัวใจเต้นแรงราวกับจะออกมาข้างนอกซะให้ได้

แค่นี้เอง..ง่ายใช่มั้ยล่ะ เคตะยิ้มกว้าง ท่าทางภูมิใจกับผลงาการสอนของตัวเองซะเหลือเกิน แต่เรียวเฮนี่สิฟังเข้าหัวไปไม่ถึงครึ่งเลย

เอ่อ...ขอโทษนะ.... ร่างเล็กพูดเบาๆ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ฟังที่อีกฝ่ายสอนสักเท่าไร ขอ..อีกทีได้ไม๊

อ่อ...ได้สิ แอบเสียเซลฟ์เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ฉันพูดเร็วไปสินะ ขอโทษที คราวนี้จะค่อยๆอธิบายละกัน

.....ไม่ได้เร็วไปหรอก แต่มันไม่มีสมาธิต่างหากล่ะ.... ร่างเล็กได้แต่แอบคิดในใจ

อ๋อ เข้าใจแล้ว ง่ายจริงๆด้วย ร่างเล็กร้องดีใจ หลังจากพยายามรวบรวมสมาธิฟังที่เคตะสอน ในที่สุดก็เรียนรู้เรื่องซะที...

ใช่มั้ยล่ะ ร่างยาวยิ้มดีใจเมื่อเห็นคนตรงหน้ายิ้มออก ต่างไปจากวันแรกที่เจอ ถ้าทำได้แล้ว งั้นก้อ...ลองทำข้อที่เหลือนี่ดูเองละกันนะ เป็นการบ้านพรุ่งนี้ฉันจะมาตรวจ สั่งการบ้านอย่างกับเรียวเฮเป็นเด็กงั้นแหละ

อืม ถึงจะไม่พอใจเท่าไร แต่ร่างเล็กก็รับหนังสือมา ..ว่าง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ...

แขนเรียวๆยกขึ้นพื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือ เอ่อ...ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ ขอโทษนะที่มาสอนได้แค่แป๊บเดียว ร่างยาวก็ยังพูเหมือนห่วงเรื่องที่ตัวเองจะทำงานได้ไม่เต็มที่อยู่ดี

ช่างเถอะ นายมีธุระนิ ร่างเล็กพูดเบาๆ ยกแขนขึ้นท้างคางแล้วก็หันหน้าไปทางอื่นซะงั้น เห็นแบบนั้นเคตะก็อดยิ้มไม่ได้ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานๆ ยิ้มให้ก่อนจะพูดเบาๆ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่นะ

เรียวเฮไม่ทันได้ตั้งตัว รู้สึกว่าหน้าจะร้อนขึ้นมากะทันหัน เขาก็เลยรีบหันหน้าไปทางอื่นซะ

เอ้านี่... เคตะเรียก พลางยื่นอะไรมาให้ รางวัลที่วันนี้ตั้งใจเรียน

มือเล็กๆยื่นออกไปรับ หยิบของในถุงออกมาแล้วก็ ซีดีเหรอ.....Yume no basho e” เสียงหวานๆค่อยๆอ่านชื่อเพลงที่เขียนอยู่ที่หน้าปก

ฉันชอบมากเลยนะเพลงนี้น่ะ นายฟังดูละกันนะ เคตะพูดก่อนจะหยิบเสื้อโค้ตขึ้นมาใส่ ไปนะ บ๊ายบาย

อืม บาย ร่างเล็กพูดเสียงเรียบๆ ขณะที่ยังมือแผ่นซีดีอยู่ในมือ

....พอเสียงประตูปิดลงสนิท ร่างเล็กก็ก้มลงมองซีดีในือ ก่อนจะค่อยๆแกะออกมาวางแผ่นลงในเครื่องเสียง...

............................

อืมมมม....ก็เพราะดีนะ เสียงเล็กๆงึมงำกับตัวเอง ขณะที่รอยยิ้มบางๆค่อยๆระบายขึ้นบนหน้าหวานๆนั้น

 

....หลังจากเดินฝ่าหิมะกลางฤดูหนาวแบบนี้ ในที่สุดร่างสูงโปร่งก็มาหยุดอยู่ที่หน้าอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง...

...ก๊อก..ก๊อก.. เคตะเคาะประตูเบาๆ แล้วประตูก้อเปิดออกจากด้านใน

มาแล้วเหรอเคตะ สาวสวยร่างเล็กที่มาเปิดประตูให้ยิ้มร่าเมื่อได้เห็นคนตรงหน้า เข้ามาสิๆ ดึงแขนเรียวของร่างสูงตรงหน้า

เคตะเดินเข้าห้องอย่างคุ้นเคย หากแต่สีหน้าไม่ได้ตอบรับรอยยิ้มของเจ้าของห้องเลย ....เฮ้อ.....ไหนบอกว่าไม่สบายไง น้ำเสียงบ่งบอกอาการเหนื่อยหน่ายเพราะรู้ถึงนิสัยของคนตรงหน้าดี

ก็..แหม เมื่อเช้าอากิไม่สบายจริงๆนะ ถึงได้โทรไปเรียกให้มาไง พูดไปก็ออดแขนของเคตะไปด้วย

ถ้าไม่ได้เป็นอะไรมากก็ไม่ต้องเรียกให้มาด่วนสิ ฉันต้องทำงานนะรู้มั้ย

โธ่เอ๊ย...งานๆๆๆ เดี๋ยวนี้เคตะเอาแต่งานมาอ้าง ไม่เห็นสนใจอากิเลย หญิงสาวแอบโวยวาย

ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ร่างสูงบ่น แต่ก็ไม่อยากจะเถียงให้มากความ แล้วนี่กินข้าวรึไง

ยังเลย ก็รอเคตะพาไปกินอยู่นี่ไง สาวน้อยยิ้มหวานเมื่อเคตะเริ่มใส่ใจเธอมากขึ้น เดี๋ยวอากิเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ รอแป๊บเดียว พูดเสร็จก็เขย่งปลายเท้าหอมแก้มของร่างสูงอย่างรักใคร่ก่อนจะวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องน้ำ

....เฮ้อ.... ร่างยาวนั่งลงบนเตียงนุ่ม ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของแฟนสาว....

.....ว่าแต่ป่านนี้ เรียวเฮจะฟังเพลงที่ให้ไปรึยังน้า.... พอนึกหน้าใครบางคนขึ้นมาแล้วก็ได้แต่แอบยิ้มอยู่คนเดียว

2B Continued

 

Treasure…Chapter5

 

“หวัดดีเรียวเฮ” เสียงร่าเริงของชายหนุ่มดังขึ้นหลังประตูห้องถูกเปิดออก

“อืม หวัดดี” เจ้าของห้องยิ้มทักเมื่อเห็นร่างสูงเดินเข้ามา

“ฉันซื้อทาโกะยากิมาด้วย กินไม๊” ถามเสร็จก็ไม่รอคำตอบของอีกฝ่าย จัดการแกะกล่องเรียบร้อยแล้วก็ยื่นให้คนตรงหน้า

“ขอบใจนะ” ร่างเล็กรับมาแล้วก็ค่อยๆจัดการเจ้าลูกกลมๆใส่ปาก “อร่อยจัง” หน้าตามีความสุขเหมือนเด็กๆเลย

ร่างยาวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหวานๆนั่นแล้วก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ เขาอยากทำให้เรียวเฮยิ้มแบบนี้ได้ทุกวันจัง

“อ่าว นายไม่กินเหรอ” เรียวเฮถามเมื่อเห็นเคตะเอาแต่นั่งจ้องตัวเองแล้วก็ยิ้มอยู่นั่นแหละ

“กินสิ” พูดยิ้มๆแล้วก็อ้าปากกะให้คนน่ารักป้อนให้ ไม่ๆได้สนใจที่เรียวเฮยื่นกล่องทาโกะยากิให้เลย

เจอแบบนี้เข้าเรียวเฮก็เลยต้องจำใจจิ้มเจ้าลูกกลมๆยื่นให้ เคตะได้ทีจับมือเล็กๆของคนน่ารักไว้แล้วก็ค่อยๆงับทาโกะยากิเข้าปาก รู้บ้างไม๊ว่าทำเอาหน้าใสๆแดงไปถึงไหน แถมใจก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะเอาซะเลย

“อร่อยเนอะ” พูดไปแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือของเรียวเฮซะที...

“นี่...” ร่างเล็กพูดเสียงเบา “ปล่อยได้แล้ว”

“อ๊ะ..โทษที” ....ไม่ได้ตั้งใจนะ...แค่เผลอไปเท่านั้นเอง...  มือใหญ่ๆปล่อยมือเรียวเล็กให้เป็นอิสระ
.....รู้สึกเสียดายยังไงไม่รู้....เหมือนไม่อยากจะปล่อยมือนี้ไปเลย....

“เฮ้...หน้านายเลอะซอสด้วยล่ะ” เคตะทักเมื่อหันไปเห็นแก้มใสๆเลอะซอสทาโกะยากิแล้วก็หัวเราะเบาๆ “เหมือนเด็กเลย”

“อย่ามาว่าฉันเป็นเด็กนะ อย่าลืมสิว่าฉันแก่กว่านาย” มาว่าคนแก่กว่าเป็นเด็กแบบนี้ เป็นใครก็ฉุนละนะ “เลอะตรงไหนอ่ะ” มือเล็กจะยกขึ้นเช็ด แต่มันมองไม่เห็น จะเช็ดถูกได้ยังไงกัน

“ตรงนี้ไง” เคตะเอื้อมมือไปเช็ดซอสที่เลอะอยู่ออกให้ แต่เจ้ามือตัวดีกลับไม่ยอมปล่อยซะที นิ้วเรียวๆอดไม่ได้ที่จะไล้ไปตามแก้มใสๆนั่น จนผิวขาวๆแทบจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปหมดแล้ว

“เอ่อ...นี่..มันเลอะไปเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” คนน่ารักถามเมื่อเห็นเคตะไม่ปล่อยซะที

“..อ้อ...” ถ้าไม่เรียกก้อคงไม่ได้สติแหงๆ “เช็ดออกแล้วล่ะ” แล้วก็ยกนิ้วที่เปื้อนซอสขึ้นมาเลีย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยิ่งทำคนน่ารักใจเต้นไม่เป็นส่ำมากขึ้นไปทุกทีๆ

“เอ่อ...เดี๋ยวฉันไปห้องน้ำหน่อยนะ” พูดเสร็จร่างเล็กก็ลุกจากที่นั่งวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปเลย

.......บ้าจริง...จะตื่นเต้นอะไรหนักหนา.....

........ใจเต้นแรงชะมัดเลย....เค้าจะได้ยินไม๊เนี่ย.....

.......สงบสติหน่อยสิ เรียวเฮ......

 

หลังจาก(พยายาม)สงบสติลงแล้ว ร่างเล็กก็เดินออกจากห้องน้ำมา แต่ถึงอย่างนั้นแก้มขาวๆก็ยังดูมีสีระเรื่ออยู่อย่างเห็นได้ชัด

“นายไม่สบายรึเปล่า” ร่างสูงถาม “ทำไมดูหน้าแดงๆ” (คนแต่ง...ถามมาได้ก้อตัวเองนั่นแหละทำ)

“ป่าวๆ ไม่ได้เป็นอะไร” เรียวเฮตอบตะกุกตะกักเมื่อถูกเคตะจ้อง แถมยังจะยื่นมือมาเข้ามาจับที่หน้าอีก

...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเขินขนาดนี้....

“แน่ใจนะ” เขารู้อยู่แล้วว่าเรียวเฮร่างกายไม่แข็งแรงก็เลยถามเพื่อความแน่ใจ ไม่อยากเห็นเรียวเฮต้องไม่สบายหนักกว่านี้

“อื้ม” ร่างเล็กยิ้มให้เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ

“งั้นก็ดีแล้ว” ได้ยินแบบนั้นเคตะก็ยิ้มอย่างโล่งอก

“เอ้านี่” ร่างเล็กเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ยื่นหนังสือแบบฝึกหัดให้ “การบ้านเมื่อวาน ทำเสร็จแล้วนะ”

มือใหญ่ยื่นไปรับหนังสือคืนมา พร้อมกับหยิบหนังสืออีกเล่มนึงให้แทน

“อะไรน่ะ นิทานเด็กนี่นา” คนน่ารักมองดูปกหนังสือที่เหมือนรูปการ์ตูน แล้วก็ทำหน้างงๆที่ครูของเขาเอานิทานเด็กมาให้อ่านแบบนี้

“ใช่” ร่างสูงโปร่งยิ้ม “แต่ว่าเป็นภาษาอังกฤษนะ นายอ่านได้อยู่แล้วใช่มั้ย” ที่รู้ว่าเรียวเฮอ่านภาษาอังกฤษได้ก็เพราะเขาเห็นหนังสือภาษาอังกฤษกับดิคชันนารีวางอยู่บนชั้นหนังสือในห้องนี้ไม่น้อยเลย แถมแต่ละเล่มก็ท่าทางจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่ ไอ้นิทานเด็กนี่ถือว่ากระจอกไปเลยแหละ

“ก็อ่านได้...(สบายอยู่แล้ว)..แต่ทำไมต้องให้อ่านนิทานล่ะ ฉันไม่ใช่เด็กนะ” ร่างเล็กพูดเสียงเล็กสมตัว ท่าทางงอนๆ เขาไม่ชอบเลยที่ใครจะมามองว่าเขาเป็นเด็ก

“ฉันไม่ได้ว่านายเป็นเด็กซะหน่อย” ร่างยาวพูดยิ้มๆเมื่อเห็นคนตรงหน้างอน ...ก็มันน่ารักนี่นา... “แต่ลองอ่านดูก่อน ไม่ยาวหรอก นายอ่านแป๊บเดียวก็จบ” พูดเสร็จก็ไม่สนใจ เปิดหนังสือแบบฝึกหัดที่รับมา แล้วก็ทำท่าตรวจอย่างขมักเขม้น

ร่างเล็กก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่.....เอาวะ...อ่านก้อได้....

ตรวจการบ้านเสร็จ เคตะก็ยิ้มออกมา ก็เรียวเฮทำถูกหมดเลยนี่นา ...เก่งแบบนี้ ไม่ต้องสอนแล้วมั้งเนี่ย...

 

“อ่านจบแล้ว” ร่างเล็กพูดเสียงเบา ลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งลงบนเตียง “เศร้าจังนะ” พูดถึงนิทานที่เพิ่งอ่านจบลงในเวลาไม่นานเลย

....หนังสือที่เคตะเอามาเป็นเรื่องราวของปลาบนแผงขายในตลาดตัวนึงที่ปรารถนาจะได้กลับสู่ทะเลบ้านเกิดของมัน มันจึงได้อ้อนวอนขอร้องให้ใครๆช่วยพามันกลับทะเล ระหว่างทางมันได้พบกับใครต่อใครมากมายที่เข้ามาช่วย แต่ก็ไม่มีใครที่ไม่หวังผลตอบแทน สัตว์อื่นๆต่างเลือกกัดกินส่วนต่างๆของเจ้าปลาไปทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดมันก็ได้กลับสู่ทะเลในสภาพที่เหลือเพียงก้างปลา และมันก็ต้องหนาวและจมน้ำทะเลตายในที่สุด....

“น่าสงสารปลาตัวนั้นออก”

“แล้วถ้านายเป็นปลาตัวนั้น นายจะทำยังไงล่ะ” เคตะลุกตามไปนั่งลงข้างๆ ถามเสียงเรียบๆ “ถ้ารู้ว่ายังไงก็ต้องตายอยู่ดี จะยอมอยู่เฉยๆให้คนซื้อไปทำอาหาร หรือจะเสี่ยงที่จะได้กลับไปยังทะเลถึงแม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้า นายจะต้องเจออะไรบ้าง”

“ถ้าเป็นฉันน่ะเหรอ....ฉันก็คง...ทำแบบเจ้าปลาตัวนี้ล่ะมั้ง ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้กลับทะเลจริงรึเปล่า แต่ถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องถูกคนซื้อไปเป็นอาหารอยู่ดี”

ร่างยิ้มพอใจกับคำตอบของร่างเล็กเป็นที่สุด “นายก็เหมือนกับเจ้าปลาตัวนี้แหละ จำได้ไม๊ นายเคยบอกว่านายอยู่ไปวันๆ รอวันที่จะต้องตาย”

ร่างเล็กได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไป

...ใช่...ฉันเคยคิดแบบนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันเลิกคิด...เพียงแต่....ลืมที่จะคิดถึงมัน....

“ถ้านายคิดอย่างที่พูดจริง นายคงไม่คิดที่จะรอวันตายเฉยๆ อย่างที่เคยพูดใช่ไม๊” เคตะพูด มองเข้าไปที่ดวงตากลมโตของร่างเล็ก แต่อีกฝ่ายกลับเงียบแล้วก็หลบตาไปทางอื่นเสีย

“คิดดูให้ดี ไม่ต้องตอบฉันก็ได้ ฉันอยากให้นายตอบตัวเองมากกว่า” พูดแล้วก็ยิ้มกว้างให้

“อืม” เรียวเฮได้แต่ตอบรับเบาๆ

......ฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเองคิดยังไง...รู้แต่ว่า...ฉันอยากเห็นนายทุกวันแบบนี้...ต่อไปเรื่อยๆ....มันแปลว่าฉันอยากจะมีชีวิต...อยากจะสู้ต่อไปรึเปล่า....

 

“ฮัดชิ้ว” จู่ๆร่างเล็กก็จามขึ้นมาเบาๆ

“นายไม่สบายจริงๆด้วย” เคตะพูด สีหน้าเป็นห่วงมากๆ

“เปล่าหรอก ฉันไม่ได้เป็นอะไร”

“หนาวรึเปล่า” ร่างยาวถามพลางถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมให้ร่างเล็ก แถมแขนข้างนึงก็โอบเอวบางๆเข้ามาซะชิด จนเรียวเฮเขินสุดๆ

“เอ่อนี่!!! เดี๋ยวสิ!!!” จู่ๆก็ถูกกอดแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว จะให้อยู่เฉยๆได้ยังไง

“เอาน่า...” ร่างยาวพูดขณะที่มือก็ไม่ยอมปล่อยจากร่างบางนั่น “ขืนปล่อยให้นายเป็นหวัดก็แย่สิ ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย คราวหลังห้ามนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำแบบเมื่อวานอีกนะ” นึกถึงเมื่อวานที่บังเอิญเข้ามาเห็นตอนนั้นพอดี “ถ้าเป็นไข้ขึ้นมาจะทำยังไง”

พอเคตะพูดถึงเรื่องเมื่อวาน ร่างเล็กก็หน้าแดงด้วยความเขินขึ้นมาทันที เขาไม่อยากให้เคตะนึกถึงสภาพตัวเองตอนนั้นนี่นา.. (แต่คงยาก เพราะเคตะจะจำฝังใจ)

“เออนี่....ฟังเพลงที่ให้ไปเมื่อวานรึยัง” ร่างยาวเปลี่ยนเรื่องซะเฉยๆ

“อะ..อืมๆ ฟังแล้ว เพราะดีนะ” คนน่ารักตอบตะกุกตะกักเพราะว่ายังใจเต้นแรงไม่หาย

“ใช่ม๊าๆๆๆ” เคตะได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจสุดๆ “นั่นน่ะเป็นเพลงที่ฉันชอบมากๆเลยล่ะ เวลาที่ท้อก็มักจะหยิบขึ้นมาฟัง”

“นายท้อ...ด้วยเหรอ” ร่างเล็กถาม ...ก็เคตะดูจะร่าเริงตลอดเวลาสำหรับเรียวเฮนี่นา...

“มันก็มีบ้างล่ะ คนเราแต่ละคนก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น สำคัญที่ว่าเราพยายามที่จะแก้ปัญหารึเปล่า”

“อืมมม” .......มันแปลว่าเราไม่รู้จักแก้ปัญหาสินะ......

เห็นท่าทางเรียวเฮออกจะซึมๆลง เคตะก็เลยรีบพูดต่อ “อย่าคิดมากนะ ฉันไม่ได้พูดกระทบนายหรอกน่า” แล้วก็ยิ้มให้ “ที่ฉันเอาเพลงนี้มาให้ฟังเพราะอยากให้นายรู้สึกเข้มแข็งขึ้น เหมือนที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะประโยคที่บอกให้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อใครสักคน”

“เพื่อใครสักคนเหรอ...” ร่างเล็กทวนคำพูด

“ใช่ ลองหลับตาแล้วฟังเพลง... ดูสิว่านายคิดถึงใคร...คนที่สำคัญที่สุดสำหรับนาย”

...ตี๊ดๆๆๆ... จู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาขัดซะนี่

“อ๊ะ โทษที ฉันลืมปิดมือถือ” ร่างยาวพูดแล้วลุกไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ามากดเพื่ออ่านข้อความ ก่อนจะยกแขนขึ้นดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวฉันคงต้องไปแล้วล่ะ” พูดเสร็จก็หยิบเสื้อโค้ตมาใส่ “เออใช่.. ฉันให้เบอร์โทรศัพท์กับนายไว้ดีกว่า มีอะไรโทรมาได้ตลอดเลยนะ” หยิบสมุดโน้ตในกระเป๋าเป้มาจดแล้วฉีกหน้ากระดาษยื่นให้

มือเล็กๆรับมาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร

“ฉันไปก่อนนะ บ๊ายบาย แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” ร่างสูงพูดลาแล้วก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป

....ปัง... สิ้นเสียงปิดประตู ร่างเล็กๆก็ล้มตัวลงบนเตียง “อ๊ะ..เสื้อเคตะนี่นา” เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้คืนเสื้อที่เคตะเอามาคลุมให้ เรียวเฮค่อยๆลุกขึ้นหยิบเสื้อมากอดไว้กับอก... แล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเคย เห็นภาพชายร่างสูงโปร่งเดินออกจากบ้านของเขาไป ก่อนจะหันกลับเข้ามาที่ห้องอีกครั้ง เหลือบไปเห็นซีดีที่วางอยู่บนเครื่องเสียง เรียวเฮเอื้อมมือไปหยิบรีโมทเพื่อเปิดเพลง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงอีกครั้งขณะที่ในมือยังกอดเสื้อตัวใหญ่ไว้ ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงช้าๆปล่อยให้เสียงเพลงผ่านเข้าไปในโสตประสาท นึกถึงคำพูดของเคตะ

.....ลองหลับตาแล้วฟังเพลง... ดูสิว่านายคิดถึงใคร...คนที่สำคัญที่สุดสำหรับนาย....

..................................

.......เรียวโกะ...ฉันคิดถึงเธอ.........

............................

.............เคตะ....แล้วนายล่ะ......เวลานายฟังเพลงนี้....นายคิดถึงใคร.........

2B Continued

 

Treasure…Chapter6

 

เฮ้..มาแล้วๆ เสียงร้องของชายร่างสูงตะโกนบอกเพื่อนๆขณะวิ่งเข้าใต้ตึกคณะวิศวะ...

สายอยู่เรื่อยนะนาย มัวไปทำอะไรอยู่ เพื่อนซี้ท่านนึงแอบต่อว่าด้วยรอยยิ้ม

หุบปากน่ะไอ้ริว เอานี่อุดปากซะ ว่าแล้วก็ยื่นข้าวกล่องให้เจ้าเพื่อนตัวกลม