Treasure…Chapter1
...เคยไม๊ กับการได้พบใครสักคน ที่ทำให้คุณรู้สึกว่า การได้มีชีวิตอยู่ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด...
....วันนี้... หิมะก็ตกอีกแล้วสินะ...
สายตาคู่นึง มองผ่านหน้าต่างบานเดิมออกไปข้างนอก ภาพทิวทัศน์ที่คุ้นตาเหมือนทุกวัน หิมะสีขาวที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า เมืองทั้งเมืองที่ปกคลุมไปด้วยสีขาว รวมถึงสนามเด็กเล่นที่อยู่ตรงข้ามหน้าต่างพอดิบพอดี..จะให้มองออกไปกี่ทีๆมันก็ยังคงเป็นภาพที่เห็นเหมือนเดิมทุกวัน แต่ทำไมมันช่างน่าโหยหาเสียเหลือเกิน..
....ข้างนอกคงจะหนาวน่าดู....
สายตาคู่เดิมยังคงทอดออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเด็กตัวเล็กๆวิ่งเล่นกันกลางกองหิมะในสนาม แล้วรอยยิ้มน้อยๆก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเรียวมนนั่น
ถึงอากาศจะหนาวแค่ไหน แต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆเหล่านั้นกลับดูอบอุ่นเหลือเกิน.. ช่างแตกต่างกับภายในห้องห้องนี้ แม้จะมีเครื่องปรับอากาศให้รู้สึกอบอุ่น แต่ความรู้สึกในใจของเจ้าของห้อง มันช่างเยือกเย็นและอ้างว้างจริงๆ...
...ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้น แต่เจ้าของห้องร่างเล็กที่ยังนั่งอยู่บนเตียง ก็ไม่ได้ละสายตาไปจากภาพนอกหน้าต่างนั่นเลย
“แม่เข้าไปนะ” เสียงของหญิงวัยกลางคนพูดขึ้น ก่อนจะค่อยๆก้าวเข้ามา พร้อมกับใครอีกคนหนึ่ง “แม่..พาครูสอนพิเศษคนใหม่มาแล้วนะ”
............................
“เอ่อ......” ผู้เป็นแม่มีท่าทีลำบากใจ เมื่อลูกชายไม่ส่งเสียงตอบรับ หรือแม้แต่จะหันมามองเลย
“...เอ่อ...ให้ผมลองดูไม๊ครับ..” ชายร่างสูงที่ยืนข้างๆแอบกระซิบอย่างไม่แน่ใจตัวเองนัก
“จะดีเหรอคะ”...ขนาดคนเป็นแม่ยังไม่พูดด้วย แล้วกับคนแปลกหน้า มีเหรอจะยอมพูดด้วย...
“อืมมม...คงไม่เป็นไรมั้งครับ” ชายหนุ่มตอบทั้งๆที่ก็ยังไม่รู้เลยว่าคนที่จะมาเป็นนักเรียนของเขาจะมีฤทธิ์เดชแค่ไหน “ผมเคยเจอนักเรียนมาหลายแบบอยู่เหมือนกัน” ชายหนุ่มพูดเบาๆ ยิ้มให้กำลังใจตัวเอง “คุณแม่ไปรอข้างนอกก่อนละกันนะครับ”
“ถ้างั้น....ฝากด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้นะคะ” ผู้เป็นแม่กล่าวเชิงขอบคุณ มองไปที่ลูกชายด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไป...
ชายร่างสูงฮอนใจเฮือกใหญ่ รวบรวมความกล้า แล้วจึงก้าวช้าๆไปยังร่างที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง
“สวัสดี ผมชื่อทาจิบานะ เคตะครับ เรียกเคตะเฉยๆก็ได้” ร่างยาวแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
..............................
ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่ได้ใส่ใจเอาซะเลย ราวกับว่าเขาไม่รับรู้อะไรรอบกายเลยสักนิด
“เอ่อ...นาย.....เรียวเฮคุงใช่มั้ย... ผมเรียกเรียวเฮเฉยๆละกันนะ” ร่างยาวยังคงพยายามเรียกความสนใจของคนตรงหน้า แม้ว่าจะไม่มีเสียงหรือท่าทีตอบรับใดๆ
..............................
.....เฮ้อ..พูดไม่เป็นรึไงเนี่ย... ร่างยาวแอบบ่นในใจ พูดด้วยแล้วเงียบแบบนี้มันก็ลำบากอยู่ล่ะนะ
“นี่นายน่ะ” แล้วเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นแผ่วๆ แม้จะไม่ได้หันหน้ามาพูดแต่ร่างยาวยิ้มอย่างโล่งใจที่อีกฝ่ายเริ่มตอบรับ จะได้ไม่ต้องทนอึดอัดอยู่เงียบๆอีก “นายกลับไปเถอะ ชั้นไม่ต้องการครูสอนพิเศษอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ไม่ต่างอะไรกับอากาศข้างนอกที่เคตะเพิ่งจะเดินฝ่าเพื่อมายังบ้านใหญ่หลังนี้
ได้ยินแค่นั้นร่างยาวก็แทบจะหุบยิ้มไม่ทัน “พูดแบบนั้นก็แย่สิ เพราะยังไงชั้นก็รับงานมาแล้ว”
........................................
“แต่.....จะเอาอย่างนั้นก็ดีเหมือนกันนะ นายไม่เรียนก็ได้ แต่ผมก็มารับเงินฟรีๆ สบายดีเหมือนกัน” ร่างยาวพูดยิ้มๆ พลางเหล่ตาไปยังร่างเล็กที่ยังคงหันหลังให้ตลอด
................
เจ้าของห้องยังคงไม่ปริปากใดๆ เพียงแค่หันหลังกลับมามองคนแปลกหน้าที่เอาแต่พูดอยู่คนเดียว ดวงตากลมโตคู่สวยมองไปยังร่างสูงยาวตรงหน้า หากแต่สายตาที่มองไปช่างดูว่างเปล่าราวกับไร้วิญญาณ
เพียงแค่แว่บเดียว สายตาคู่นั้นก็กลับไปจดจ้องอยู่ภายนอกหน้าต่างอย่างเดิม
นั่นเป็นครั้งแรกที่เคตะได้เห็นใบหน้าของเจ้าของห้องที่เขาเข้ามายืนอยู่สักพักแล้ว ร่างสูงแทบจะตะลึงกับใบหน้าหวาน ดวงตากลมโต แก้มใสๆ และผิวขาวๆราวกับหิมะที่ปกคลุมเมืองทั่วทั้งเมือง..
“เอ้อ...” กว่าจะตั้งสติได้ เจ้าของใบหน้าหวานนั้นก็หันหลังกลับไปซะแล้ว “นี่....” เคตะรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ค่อยๆเดินเข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นกว่าเดิม“ทำไมนายถึงไม่อยากเรียนล่ะ”
แววตาที่ว่างเปล่าของเรียวเฮ ทำให้เคตะรู้สึกว่าเขาควรจะใส่ใจกับคนๆนี้ให้มาก
“.................................”
.....เรายุ่งเรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไปไม๊เนี่ย คนเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกนี่นะ....
“เอ่อ..ขอโท...” เคตะเอ่ยปากจะขอโทษ แต่เสียงเล็กๆกลับแทรกขึ้นมาก่อน
“จะเรียนไปทำไม....ในเมื่อชั้นก็อยู่ได้อีกแค่ไม่นาน”
เคตะพอจะรู้มาบ้างก่อนที่จะมาที่นี่วันนี้ว่านักเรียนของเขาป่วย ถึงได้ต้องจ้างครูมาสอนที่บ้าน แต่เขาก็ไม่ได้รู้ว่าเรียวเฮป่วยหนักแค่ไหน
“เพราะอย่างนั้น ก็เลยเอาแต่นั่งซึมอยู่ในห้องคนเดียวแบบนี้น่ะเหรอ” ร่างยาวพูดอย่างใส่อารมณ์
เคตะเป็นคนที่มักจะทำอะไรตามความรู้สึกของตัวเองเสมอ สิ่งที่อยากทำหรือไม่อยากทำ เขาจะเป็นคนกำหนดด้วยตัวเอง และสิ่งที่เขาทนไม่ได้ก็คือคนที่นั่งอมทุกข์อยู่คนเดียวโดยไม่คิดจะทำอะไรด้วยตัวเองเลย
“ถ้านายคิดว่าชีวิตของนายมันเหลืออีกไม่มาก ทำไมไม่ใช้ชีวิตที่เหลือนั่นให้คุ้มค่าล่ะ จะเปล่าเวลาที่เหลือให้หมดไปกับการนั่งเศร้าอยู่คนเดียวน่ะเหรอ”
“คนอย่างนายจะมาเข้าใจอะไร” ร่างเล็กเริ่มมีน้ำเสียงตอบกลับ ใครจะยอมให้คนแปลกหน้าที่เพิ่งเดินผ่านประตูห้องเข้ามา มาด่าเอาเฉยๆล่ะ ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครกล้ามาต่อว่าเขาแบบนี้เลยสักครั้ง
“ใช่ ชั้นไม่เข้าใจหรอก” ร่างยาวตอบกลับ ในใจก็เริ่มรู้สึกดีที่คนตรงหน้าไม่เอาแต่นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาอีกแล้ว “ไม่เข้าใจว่านายทนปล่อยให้วันเวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าแบบนี้ได้ยังไง อย่างน้อยที่สุดนายก็ไม่ควรจะทำให้คนที่รักนายต้องมาทนทุกข์ไปด้วย”
“นาย...ไม่เข้าใจหรอก...” ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำใสๆค่อยๆร่วงหล่นจากดวงตากลมโต ความอัดอั้น ความเศร้า ความหว้าเหว่ที่ถูกปกปิดไว้ด้วยใบหน้าและสายตาที่เย็นชาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างง่ายดาย
เคตะเริ่มรู้สึกตัวว่าเค้าคงจะพูดแรงเกินไป เขาไม่รู้ว่าเรียวเฮต้องใช้ชีวิตมายังไง เคยเจออะไรมาบ้าง เขาล้วงมือหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกง ยื่นให้คนตรงหน้า
เรียวเฮรับมา แต่ก็ได้แต่กำมันไว้แน่น ปล่อยให้น้ำตาที่ทนเก็บซ่อนไว้อยู่นานไหลอย่างไม่ขาดสาย
เคตะค่อยๆนั่งลงข้างๆร่างเล็ก เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนแก้มใสๆนั่น สองแขนโอบกอดร่างเล็กๆไว้อย่างอ่อนโยนราวกับจะปกป้องร่างนี้จากสิ่งเลวร้ายรอบตัวทั้งหมด... เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก แต่ทำไมนะ..เขาถึงอยากจะปกป้องคนๆนี้ด้วยกำลังทั้งหมดที่เขามี...
...ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร..รู้เพียงแต่ว่า มันช่างอบอุ่นจริงๆ... ..ความอบอุ่นแบบที่ผมโหยหามาตลอด...
2B Continued
Treasure..Chapter2
...........วันนี้ หิมะก็ยังคงตกเหมือนเมื่อวาน.......
....ทุกอย่างในห้อง ภาพทิวทัศน์นอกหน้าต่าง หิมะ สนามเล่นตรงข้าม ..ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิมทุกวัน แต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไป ก็คือความรู้สึกของผมเอง....
..ก๊อก..ก๊อก.. เสียงประตูห้องดังขึ้น
ถ้าเป็นเมื่อวาน มันก็เป็นแค่เสียงที่ไม่มีความหมายอะไร ต่อให้ดังกี่ครั้ง เจ้าของห้องก็ไม่คิดจะปรายตามามอง แต่วันนี้ เสียงเคาะประตูที่เหมือนเดิมทุกวัน กลับทำให้เจ้าของห้องรู้สึกแปลกๆได้ เขาหันไปมองที่ประตูหวังเพียงว่าคนที่เปิดเข้ามา จะเป็นคนที่เขารออยู่ แล้วคนที่เดินเข้ามาเป็นคนที่เค้าเฝ้ารออยู่จริงๆ
...ทั้งๆที่อยากจะยิ้มให้ แต่ทำไมมันถึงยากจังนะ...
“หวัดดีครับ เรียวเฮ” เสียงสดใสดังขึ้น กับรอยยิ้มบนใบหน้าสวยๆ
“อ..อืม หวัดดี” ร่างบางที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงเหมือนทุกวันทักตอบด้วยสีหน้าเฉยชา ทั้งๆที่เขาอยากให้คนที่เข้ามาเป็นเคตะ แต่เขาก็ไม่รู้จะพูดหรือทำสีหน้ายังไงด้วยในเมื่อที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงอะไรออกมามากไปกว่าสีหน้าที่เย็นชาเลย
“ผมเอาเค้กมาฝากด้วยล่ะ” ร่างสูงยิ้มให้ “จะทานเลยไม๊”
“อะ..อืม” เรียวเฮก็ยังแค่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆเหมือนเดิม
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมลงไปเอาจานขึ้นมาให้นะ” พูดเสร็จก็วางเค้กไว้ที่โต๊ะ ทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยว” เสียงเล็กๆห้ามเอาไว้ “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวชั้นโทรสายในไปบอกให้เค้ายกมาให้เอง” ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์เรียกให้แม่บ้านยกของมาให้
....สบายจังแฮะ..ก็บ้านคนรวยนี่นะ...เคตะแอบอึ้งๆอยู่ในใจ ถ้าเป็นบ้านเขาเองน่ะเหรอ ไม่มีทางหรอก แค่โทรศัพท์สายในยังไม่มี อย่าหวังว่าจะมีแม่บ้านมาคอยบริการให้
ไม่นานนัก แม่บ้านก็นำจานกับชาอีกสองถ้วยมาให้ถึงที่ห้อง..
“อร่อยแฮะ” เสียงใสๆร้องขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆบนใบหน้า เมื่อตักเค้กคำแรกเข้าปาก
ภาพที่เห็นทำให้เคตะดีใจเป็นที่สุด เพราะเขาอยากทำให้เรียวเฮร่าเริงขึ้นบ้างแค่เล็กน้อยก็ยังดี แต่เจ้ารู้จะรู้ตัวบ้างไม๊ว่าสาเหตุนึงที่เขาอยากให้เรียวเฮร่าเริงขึ้น เพราะเขาอยากรู้ว่าถ้ารอยยิ้มใสๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยๆนี่แล้ว มันจะงดงามแค่ไหน
“อร่อยใช่มั้ยล่ะ” เคตะยิ้มภูมิใจกับตัวเอง “ก็แฟนผมเป็นคนทำนี่นา ต้องอร่อยอยู่แล้วล่ะ” ว่าแล้วก็ก้มหน้าลงตักเค้กเข้าปากตัวเองบ้าง
แค่นั้นแหละ มือเล็กบอบบางก็แทบจะปล่อยช้อนลง รอยยิ้มที่มีเพียงเล็กน้อยอยู่แล้วก็จางหายลงในพริบตา
...แฟน...งั้นเหรอ.....
...แล้ว...ความความรู้สึกเจ็บแปลบในใจนี่มันอะไรกัน...
“อ่าว..ไหนว่าอร่อยไง ทำไมไม่กินต่อล่ะ” เคตะว่าเมื่อเห็นเรียวเฮนิ่งค้างอยู่
“อะ..เอ้อ..คือฉันไม่ค่อยหิวน่ะ โทษที เก็บเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำใจกินไม่ได้ขึ้นมาซะเฉยๆ...
“อ้าวเหรอ งั้นก็ตามใจนายเถอะ แต่อย่าเก็บนานนะ เดี๋ยวไม่อร่อย” ร่างยาวยังยิ้มให้ ไม่ได้รู้ถึงสาเหตุที่ร่างเล็กเกิดรู้สึกไม่ดีขึ้นมา
“ว่าแต่....นายมาสอนพิเศษไม่ใช่เหรอ... คุณครู...” เสียงเล็กๆ เน้นชัดเจนคำสุดท้าย
ได้ยินแบบนั้นเคตะก็สะอึกไปนิดนึง รู้สึกว่าเขาคงทำไม่ถูกนัก เขามาสอนพิเศษ ไม่ได้มาเป็นเพื่อนนั่งคุยนี่นะ “เอ่อ..ขอโทษนะ ผมไม่ได้ลืมหรอก แค่คิดว่าเราน่าจะได้คุย ได้รู้จักกันก่อน” ใบหน้าที่ปกติดูมั่นใจอยู่ตลอดเวลาดูจะเจื่อนๆเล็กน้อย
เห็นแบบนั้นรอยยิ้มเล็กๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ “ชั้นล้อเล่นน่ะ นั่งคุยกันก่อนก็ดีเหมือนกัน” ร่างเล็กชักเริ่มสนุกกับการได้แกล้งคุณครูของเขาซะแล้ว “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าคนที่มาเป็น “คุณครู” ของฉัน เห็นใครมาจากไหน”
.....อ่าาาา...นี่เราจะโดนสอบปากคำรึเปล่าเนี่ย... นึกว่าท่าทางเงียบๆซึมๆแล้วจะไม่เรื่องมากซะอีก... ร่างยาวแอบนึกในใจ ที่ผ่านมาเขาก็เคยเป็นครูสอนพิเศษให้เด็กหลายแบบอยู่ แล้วก็เคยปราบเด็กแสบๆมาไม่น้อย ...เรียวเฮเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็ดีไป แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องล่ะก็..ท่าจะมีปัญหาซะแล้ว..
“นายอายุเท่าไหร่เหรอ” ร่างเล็กเริ่มยิงคำถามด้วยเสียงเรียบๆ
“สิบเก้าน่ะ คงไม่ต่างกับนายมากหรอก” เคตะว่า “ผมเองก็ไม่คิดว่าจะต้องมาสอนพิเศษให้คนอายุไล่เลี่ยกันแบบนี้ จนกระทั่งเมื่อวานนี่แหละ”
“ฮะๆๆๆๆ” เรียวเฮหัวเราะเบาๆ แต่ทำเอาคนตรงหน้างงว่าหัวเราะอะไรกัน “ตอนแม่ฉันจะจ้างนายมาสอน เค้าถามอายุนายก่อนรึเปล่าเนี่ย”
“อืม..รู้สึกจะไม่ได้ถามนะ ผมก็จำไม่ได้ แต่มีถามว่าเรียนที่ไหน ปีอะไรแล้วน่ะ ทำไมเหรอ” เคตะถามตรงๆ
“รู้รึเปล่าว่าฉันอายุมากกว่านายอีกด้วยซ้ำ..คุณครู..” ร่างเล็กยังคงแกล้งเน้นคำพูดที่คำสุดท้ายอยู่ เขาไม่ได้อยากจะทำให้เคตะรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด แต่...ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงหยุดตัวเองไม่ได้..
“ห๊า..จริงเหรอ..” ร่างยาวร้องซะเสียงดัง “ผมคิดว่าเราอายุเท่ากัน หรือไม่ก็...นาย..เอ๊ยย คุณน่าจะอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ” ...ตายล่ะสิ นึกว่าเรียวเฮเด็กกว่า ก็เลยเรียกว่านายไปซะตั้งแต่แรก...
“โทษทีนะ ฉันมันตัวเล็ก” ร่างเล็กประชด
“เอ่อ..ไม่ใช่อย่างนั้น คือผมเห็นว่าคุณหน้าเด็กน่ะ จริงๆนะ เอ่อ..” พยายามจะแก้ตัว เพราะไม่อยากให้ร่างเล็กนี่โกรธ..ยังไงเราก็ต้องรับค่าจ้างจากเค้าอยู่ดีล่ะวะ...
“นี่ ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันแค่ล้อเล่น ถึงแม่จะจ้างคนเด็กกว่ามาสอนก็ไม่แปลก เพราะฉันไม่ได้เรียนหนังสือมานานแล้ว คนที่อายุน้อยกว่าจะเรียนสูงกว่าฉันมันก้อเป็นเรื่องปกติ” เสียงเรียบๆพูด แล้วก็หันกลับไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง พลางเอ่ยเบาๆ “ที่สำคัญ แม่ฉันคงไม่ได้ต้องการคนมาสอนพิเศษจริงๆหรอก”
.........ได้ยินแบบนั้น เคตะก็พูดอะไรต่อไม่ออก... ที่ผ่านมาเขาเคยสอนพิเศษให้แต่เด็กนักเรียน พอมาเจอเคสแบบนี้เข้า ก็เลยไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง
...แย่จังนะเรา ทั้งๆที่รับงานมาแล้วแต่กลับไม่รู้เรื่องของคนที่ต้องมาสอน แถมยังทำตัวไม่ถูกแบบนี้อีก... ร่างยาวได้แต่นึกโทษตัวเอง
“เออนี่..” ร่างบางเอ่ยขณะหันกลับมายังอีกฝ่าย “แล้วก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณ หรือเรียกตัวเองว่าผมหรอกนะ ฉันก็แค่ล้อนายเล่น ถึงจะอายุมากกว่านาย แต่ฉันก็เพิ่งจะ20ไปเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง” พยายามยิ้มบางๆให้ เพื่อให้เคตะไม่รู้สึกแย่กับที่ตัวเองแกล้งล้อเล่นไปเมื่อกี้
ร่างยาวได้แต่พยักหน้ารับคำ ไม่พูดอะไร ...ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองก็เพิ่งจะ19ไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง...
“เอ่อ...” หลังจากนิ่งอยู่นาน ในขณะที่ร่างบางเองก็เอาแต่เหม่อลอยออกไปยังภาพเมืองสีขาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เคตะก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นซะ “ผมถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกตัวเองว่าผม”
“เอ้อ..ขอโทษ..งั้นฉันขอถามอะไรหน่อยนะ”
“อะไรล่ะ” เรียวเฮก็ยังได้แต่พูดด้วยเสียงแผ่วๆ ขณะที่ยังคงจ้องมองหิมะข้างนอกที่ยังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“ปกติ วันๆนายทำอะไรบ้าง” แค่ที่เจอเมื่อวาน เคตะก็พอจะรู้แล้วว่าร่างเล็กนี่คงแทบจะไม่ย่างกรายออกจากห้องของตัวเองเลย แต่อย่างน้อยก็น่าจะหาอะไรทำบ้าง
“ทำอะไรน่ะเหรอ” เรียวเฮพูดพลางยิ้มเยาะให้ตัวเอง “จะทำอะไรได้..ก็แค่รอวันตาย”
ได้ยินคำพูดแบบนั้น เคตะก็นึกฉุนขึ้นมาอีก แต่ก็ได้แต่ข่มใจตัวเองไว้ เพราะขืนพูดอะไรแบบเมื่อวานไปอีก คงได้ทำอีกฝ่ายร้องไห้แน่ๆ “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ คนเราเกิดมาก็ต้องตายทุกคน แล้วถ้าทุกคนเอาแต่นั่งรอวันที่ตัวเองจะตาย แล้วเราจะเกิดมาเพื่ออะไร”
“นั่นสิ...ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าฉันเกิดมาเพื่ออะไร” เรียวเฮหันกลับมายังร่างสูง “นายตอบฉันได้ไม๊ล่ะ” เสียงที่เคยเรียบเฉย เริ่มจะสั่นเครือเล็กน้อย ที่จริงเขาไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะมันทำให้เขานึกถึงเรื่องบางเรื่องที่มันกัดกินความรู้สึกของเขาอยู่ทุกวันนี้
“ขอโทษนะ ฉันคงตอบนายไม่ได้หรอก” ร่างสูงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ “คนที่จะตอบได้ก็มีแต่ตัวนายเองเท่านั้นแหละ ขอเพียงแค่นายพยายามที่จะหาคำตอบให้กับตัวเอง”
“นายอย่ามาเทศน์เลย ฉันไม่อยากฟัง” ร่างบางหันหลังให้กับเคตะอีกครั้ง เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นดวงตาที่เริ่มจะคลอไปด้วยน้ำใสๆ
“ฉันไม่มีสิทธิ์จะเทศน์นายหรอก ขอโทษด้วยนะ” เคตะพูดเบาๆ เดินไปใกล้ร่างเล็กที่หน้าต่าง พลางยัดผ้าเช็ดหน้าใส่มือของอีกฝ่ายเบาๆ ถึงจะไม่เห็นว่าเรียวเฮร้องไห้ แต่เคตะก็รู้สึกได้ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
เพียงแค่นั้น น้ำใสๆก็ร่วงหล่นจากดวงตากลมโตนั่นอีกจนได้
ร่างยาววางมือของตัวเองลงบนไหล่ที่บอบบางของเรียวเฮ ตบเบาๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
....ทำไมนะ ทำไมเราต้องร้องไห้ต่อหน้าคนๆนี้ทุกครั้ง... ทำไมจะต้องรู้สึกอะไรกับคำพูดของเขาด้วย...
....ทำไม...
2B Continued
Treasure…Chapter3
ร่างยาวเปิดประตู ก้าวออกจากห้องเดินลงมาที่ชั้นล่าง หลังจากนั่งเงียบๆเป็นเพื่อนเรียวเฮอยู่สักพัก เขาก็คิดว่าควรจะปล่อยให้ร่างเล็กได้พักผ่อนมากกว่า
“จะกลับแล้วเหรอคะ?” แม่ของเรียวเฮทักอย่างเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าเคตะไม่ได้ทำหน้าที่ครูสอนพิเศษอย่างที่ควรจะเป็น “มีปัญหาอะไรเหรอคะ เรียวเฮเขาทำอะไรรึเปล่า?”
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ ผมเห็นเรียวเฮเขาเครียดๆก็เลยปล่อยให้เขาพักน่ะครับ ยังไงค่าจ้างวันนี้ผมไม่รับก็ละกันนะครับ” ...ก็ไม่ได้มาสอนอะไรเลยนี่หว่า...
“อ้อ” แม่ของเรียวเฮยิ้มและพูดด้วยท่าทางโล่งอก เธอเกรงว่าเรียวเฮจะทำตัวมีปัญหาจนทำให้ครูคนใหม่นี่ต้องขอลาออกอีก เพราะแน่นอนว่าเคตะไม่ใช่ครูสอนพิเศษคนแรกที่เธอมาพาที่นี่แน่ๆ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์มาวันนี้”
“เอ่อ...คือว่า.....” ร่างยาวเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกรงๆ “จะว่าอะไรมั้ยครับ ถ้าผมอยากจะรู้เรื่องของเรียวเฮให้มากกว่านี้” เคตะพูดอย่างเกรงใจ แต่ก็ทำให้แม่ของเรียวเฮรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย “คือ..ผมเห็นเขาไม่ค่อยร่าเริงเลย คุณแม่ก็คงจะทราบอยู่แล้ว แต่ท่าทางเขาเหมือน...เอ่อ...” เคตะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะพูด “ขอโทษนะครับ...ผมรู้สึกเหมือนเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ ผมอยากจะทราบว่าเขาป่วยเป็นอะไร แล้วที่สำคัญนอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว เขามีปัญหาอย่างอื่นรึเปล่า”
ผู้เป็นแม่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็ห้ามน้ำตาไว้ไม่ได้
“เอ่อ...ถ้าผมละลาบละล้วงเกินไปก็ขอโทษนะครับ” เคตะเห็นก็รีบก้มหัวขอโทษอย่างรู้สึกผิด
“ไม่หรอกจ๊ะ” เธอเช็ดน้ำใสๆที่ไหลมาคลอดวงตาออก แล้วยิ้มบางๆให้ชายหนุ่มตรงหน้า “ฉันจะเล่าให้เธอฟังก็ได้ ไหนๆเธอก็เป็นคนแรกที่ถาม แถมยังเป็นคนแรกที่เรียวเฮไม่ไล่ตะเพิดกลับไปตั้งแต่วันแรกอีก”
ได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มร่างสูงก็ยิ้มออก แต่ก็แอบสะดุดอยู่นิดนึง “ปกติเรียวเฮเขาทำแบบนั้นกับครูที่มาสอนเหรอครับ” ...ดูท่าทางก็ไม่น่าจะร้ายขนาดนั้นนี่นา....
“อะ...อืมม...ก็...” แม่ของเรียวเฮเริ่มรู้สึกละอาย เพราะมันเท่ากับว่าเธอจ้างเคตะมาโดยที่ไม่บอกเลยว่าลูกชายของเธอเคยทำพฤติกรรมยังไงกับคนที่มาสอนบ้าง “ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าฉันเล่าให้เธอฟังแล้ว ฉันขออย่าให้เรียวเฮรู้จะได้มั้ย”
“ได้ครับ” ร่างยาวรับคำอย่างหนักแน่น เขารู้สึกเป็นห่วงเรียวเฮ และอยากจะรู้เรื่องราวที่ผ่านมาของเรียวเฮจริงๆ
แล้วแม่ของเรียวเฮก็พาเคตะไปที่ห้องรับรองแขก หลังจากแม่บ้านนำเครื่องดื่มมาวางให้ เธอก็เริ่มเอ่ยปาก “ก็อย่างที่เธอรู้อยู่แล้วว่าเรียวเฮสุขภาพไม่ค่อยดี เขาออกไปไหนไม่ได้ ฉันถึงได้จ้างให้เธอมาสอนพิเศษที่บ้าน”
“ครับ แต่ผมอยากจะทราบว่า ที่บอกว่าสุขภาพไม่ดี มันหนักแค่ไหน” ร่างยาวถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรียวเฮเขา..เป็นโรคหัวใจล้มเหลวตั้งแต่กำเนิดจ๊ะ”
ได้ยินชัดเจนแบบนั้นเคตะก็ได้แต่นิ่งไป ...โรคหัวใจงั้นเหรอ...
“แต่ว่านั่นก็ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาหรอก”
“หมายความว่ายังไงครับ” ร่างยาวถามต่อ
“ถึงแม้ร่างกายจะไม่แข็งแรง แต่เรียวเฮก็เคยเป็นเด็กร่าเริงเหมือนเด็กทั่วๆไป……….” เธอนิ่งไปพักนึง ก่อนจะเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จนกระทั่ง...เรียวโกะตายไปเมื่อ4ปีก่อน”
.....เรียวโกะ...ใครกัน??...แล้วทำไมถึงตาย.... คำถามมากมายผุดขึ้นในความคิดของเคตะ แต่พอเห็นใบหน้าเศร้าของคนตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าจะเอ่ยปาก
“เรียวโกะน่ะ เป็นน้องสาวฝาแฝดของเรียวเฮ” แล้วแม่ของเรียวเฮก็ไขความกระจ่างให้ “เด็ก2คนนั้นมีสุขภาพที่ย่ำแย่มาตั้งแต่เกิด หลังจากคลอดแล้วก็ต้องอยู่ในตู้อบอยู่หลายอาทิตย์ หลังจากนั้นหมอก็ตรวจพบว่าทั้ง2คนเป็นโรคหัวใจล้มเหลว โดยเฉพาะกับเรียวโกะ เธอมีอาการหนักกว่าเรียวเฮอยู่มาก คุณหมอแนะนำว่าให้ฉันพาเด็กทั้ง2คนไปเข้ารับการรักษา ซึ่งจะช่วยยืดอายุของทั้ง2คนได้ เด็ก2คนนั้นต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเรียวเฮก็ยังเป็นเด็กที่ร่าเริง เขามักจะคอยดูแลน้องสาวอยู่เสมอ เด็ก2คนนั้นแทบจะไม่ยอมแยกห่างจากกันเลย พอทั้ง2คนได้เรียนถึงชั้นม.ปลาย ฉันดีใจมากที่ได้เห็นลูกทั้ง2คนโตมาได้ขนาดนี้ คิดว่าจะได้เห็นพวกเขาเติบโตอย่างแข็งแรงต่อไป แต่แล้ว....” สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ “เมื่อ4ปีก่อน จู่ๆ อาการของเรียวโกะก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆจนต้องเข้าโรงพยาบาล เรียวเฮเป็นห่วงน้องสาวมาก เขาเอาแต่ไปนั่งเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล แทบจะไม่ยอมไปโรงเรียนเลย จนท้ายที่สุด คุณหมอก็บอกกับฉันว่าเรียวโกะต้องเข้ารับการผ่าตัด..... ตอนนั้นเองฉันทำใจไว้แล้วว่าการผ่าตัดอาจจะล้มเหลวได้ แต่ฉันก็ไม่อยากเห็นลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมาน ถึงได้ยอมให้เธอเข้ารับการผ่าตัด ในขณะที่เรียวเฮยืนกรานปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะต้องสูญเสียน้องสาวคนสำคัญไป....แล้ว...”
“แล้วการผ่าตัดก็ล้มเหลว คุณเรียวโกะก็เลยเสียไป อย่างนั้นสินะครับ” เคตะพูดเบาๆ น้ำเสียงแสดงความเสียใจกับคนตรงหน้าอย่างที่สุด แม่ของเรียวเฮได้แต่ก้มหน้ารับทั้งน้ำตา “แล้วหลังจากนั้น.....”
“ตั้งแต่นั้นมาเรียวเฮก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่ยอมไปเรียน ไม่ยอมพูดจากับใคร เขาเสียใจมาก แล้วก็เอาแต่โทษว่าเป็นเพราะตัวเองที่ทำให้เรียวโกะต้องตาย ถ้าเขาเกิดมาไม่แข็งแรงซะเอง คนที่จะต้องตายก็คงจะเป็นเขา”
“หมายความว่า4ปีที่ผ่านมานี่ เรียวเฮเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหนเลยเหรอครับ” ร่างสูงถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล ...คนเราจะเอาแต่อยู่ในบ้านนานเป็นปีๆแบบนี้ได้ยังไงกัน...
“ใช่จ๊ะ” แม่ของเรียวเฮตอบด้วยสีหน้าเศร้า “เขาไม่ยอมไปแม้กระทั่งโรงพยาบาล สภาพร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่แล้วก็ทรุดหนักลงอีก ฉันต้องขอให้หมอมาตรวจสุขภาพให้เขาที่บ้านแต่ก็ไม่มีท่าทีจะดีขึ้น นับวันสุขภาพของเขาก็ยิ่งแย่หนัก หมอบอกว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจเขาอ่อนแอเกินไป ฉันทนเห็นลูกแบบนี้ต่อไปไม่ไหวก็เลยพยายามจ้างครูมาสอนที่บ้าน หวังว่าจะให้เขาได้มีอะไรทำ ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง แต่เขาก็ไม่เคยยอมเปิดปากพูดกับใครเลย บ้างครั้งก็ถึงกับโวยวาย ขว้างปาของวุ่นวายไปหมด จนทุกคนเอือมและไม่มีใครยอมมาอีก.... ฉันเองก็เหนื่อยเหลือเกิน คิดอยู่ว่าจะลองพยายามดูอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็ได้เธอมาสอนนี่แหละ...” เธอนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “เรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ว่านี่แหละ” พยายามยิ้มให้ทั้งตัวเอง และไม่อยากให้เคตะถอดใจกับลูกชายของเธอ
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้คนนอกอย่างผมฟัง” เคตะรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องนึกถึงเรื่องเศร้าๆแบบนี้ขึ้นมา แล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงแข็งขัน “คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะพยายามทำให้เรียวเฮร่าเริงขึ้นให้ได้เลย”
คนเป็นแม่ได้ยินแบบนั้นก็ระบายยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ”
........................................
....เย็นวันเดียวกัน....
ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งอยู่ห้องเพียงลำพัง ดวงอาทิตย์เพิ่งจะลับขอบฟ้าไปไม่นาน ภาพนอกหน้าต่างที่เคยขาวโพลนกลายเป็นสีดำสนิท มีเพียงดวงไฟข้างทางจำนวนไม่มาก กับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ยังแข่งกันส่องแสงสว่างรำไร...
...ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น แม่บ้านเปิดประตูเข้ามาเบาๆ
“คุณเรียวเฮเรียกเหรอคะ” แม่บ้านสาวเดินขึ้นมาตามคำสั่งของคนร่างเล็กที่กดเรียกจากโทรศัพท์สายใน
“อืม ช่วยเก็บถ้วยจานที่โต๊ะนี่ลงไปที” เขาหมายถึงจานเค้กกับถ้วยชาที่เขานั่งทานกับเคตะตอนกลางวัน
“ได้ค่ะ” แม่บ้านสาวรับคำ “เอ่อ...เค้กที่เหลือนี่จะให้เก็บไว้มั้ยคะ” เธอถามเมื่อเห็นยังมีเค้กเหลืออยู่ในกล่อง
“.........” ร่างเล็กเงียบไปครู่นึง “ไม่ต้อง...ทิ้งไปได้เลย” เขาพูดให้ทั้งๆหันหลังราวกับไม่ใส่ใจอะไรเลย
“ค่ะ” แม่บ้านทำตามคำสั่ง เก็บจานชามแล้วเปิดประตูเดินออกไปเบาๆ
ร่างเล็กปิดตาลง พยายามจะไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น แต่กลับมาสิ่งนึงที่ปรากฏขึ้นในความคิด คือรอยยิ้มของผู้ชายคนนึงที่เขาแทบจะไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากชื่อและอายุ
...เคตะ...ทำไมฉันถึงต้องคิดถึงนายด้วย...
.......ถ้าเป็นเธอ เธอจะทำยังไงเหรอ.............เรียวโกะ..........
2B Continued
Treasure…Chapter4
....ก๊อก...ก๊อก....ชายร่างสูงเคาะประตูบานใหญ่ตรงหน้า แล้วก็เปิดเข้าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อรุณสวัสดิ์ เรียว..... เอ๋??ไม่อยู่เหรอ??” ชายหนุ่มแปลกใจที่ไม่พบเจ้าของห้องตรงที่เดิม ..เตียงขนาดใหญ่ที่อยู่ริมหน้าต่าง..ว่างเปล่า ต่างไปจากทุกครั้ง..
“เฮ๊ยยยยยยยยยยยย” แล้วเสียงของชายหนุ่มสองคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อร่างเล็กเจ้าของห้องเดินออกมาจากห้องน้ำโดยมีแค่ผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่างไว้
“ขอโทษๆๆๆ” ร่างยาวรีบหันหลังกลับปิดประตูห้องทันที
....เฮ้..ทำไมเราต้องเขินด้วยล่ะ นั่นมันผู้ชายนะ จะบ้ารึเปล่า......... แต่ว่า....
พอนึกภาพร่างเล็กๆ ผิวขาวๆที่เห็นเมื่อกี้แล้ว ร่างสูงก็หยุดใจเต้นไม่ได้ (คนแต่ง:คิดไปถึงไหนแล้วนั่นน่ะ)
“เอ่อ...เสร็จแล้ว” หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วร่างเล็กพูดเบาๆพร้อมเปิดประตูออกกะทันหัน ทำเอาคนที่ยืนพิงประตูอยู่นอกห้องแทบจะล้มลงมาทับอีกฝ่าย“อ๊าก...” เสียงเล็กๆร้องขึ้นเมื่อร่างสูงตรงหน้าทำท่าจะล้มลง แต่โชคดีที่เคตะไหวทันรีบดึงตัวเองพร้อมกับคว้าร่างของคนตรงหน้าไว้ไม่ให้ล้มลงไปด้วยกัน แขนเรียวยาวกอดร่างเล็กไว้แน่น ในขณะที่มือใหญ่ข้างนึงประคองศีรษะของเรียวเฮไว้
“แฮ่ก...แฮ่ก....” ร่างสูงได้แต่หอบด้วยอาการตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งๆที่ยังกอดร่างเรียวบางไว้แน่น ส่วนอีกฝ่ายก็ได้แต่นิ่งอึ้งอยู่ในอ้อมกอดนั้น...
“เอ่อ...เค...ตะ...” เรียวเฮเรียกเบาๆ เมื่อเคตะยังไม่ปล่อยเขาสักที
“ห๊า...เอ๊ยย ขอโทษๆๆๆๆ” ร่างยาวรีบปล่อยแขนออกทันทีที่รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แล้วทั้งคู่ก็ได้แต่หันหน้าไปกันคนละทาง...
........ตื่นเต้นอะไรกันนะ เรียวเฮ ทำไมจะต้องใจเต้นแรงขนาดนี้ด้วย.....
“เอ่อ....”ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้า เพื่อคลายอาการตื่นเต้น ก่อนจะค่อยๆหันกลับไปหาอีกฝ่าย “ทำไมวันนี้มาแต่เช้าล่ะ” พูดทั้งใบหน้าที่ยังคงเป็นสีชมพูระเรื่อ
“ก้อ...” ร่างยาวเองก็รู้สึกแปลกๆกะเขาเหมือนกัน “เอ่อ...พอดีวันนี้มีธุระตอนบ่ายก็เลยมาเช้ากว่าทุกทีน่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า” ....ก็เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีธุระด่วนขึ้นมาน่ะสิ...
“อืม....” ร่างเล็กงึมงำกับตัวเองเบาๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า
“ถ้างั้นก้อ...เรียนหนังสือกันไม๊” ร่างยาวยิ้มให้
“อ..อื้ม” เรียวเฮก็ได้แต่ตอบเบาๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า ใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมทุกทีๆ
ร่างสูงลากเก้าอี้อีกตัวที่ถูกเตรียมไว้ที่ห้องอยู่แล้วมาวางหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ โต๊ะที่สำหรับนั่งทำงานคนเดียว แน่นอนว่าคงจะแคบเกินไปถ้าให้คนสองคนมานั่งพร้อมกัน ร่างของทั้งคู่ก็เลยดูจะใกล้ชิดกันซะเหลือเกิน และนั่นก็ยิ่งทำให้เรียวเฮใจเต้นแรงไม่ได้หยุดสักที...
“งั้นก็ลองทำแบบฝึกหัดนี่ดูก่อนละกันนะ” เคตะยื่นหนังสือเรียนที่เปิดค้างหน้านึงไว้ให้ “จะได้รู้ว่านายเรียนมาแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้นะ”
ร่างเล็กรับหนังสือมา ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดไม่มองอย่างอื่นเลย ....ก็จะให้มองอะไรล่ะ แค่นี้สมาธิก็หลุดลอยไปไหนแล้วก็ไม่รู้.... ถึงจะเหมือนนั่งทำแบบฝึกหัดท่าทางตั้งใจ แต่จริงๆแล้วในหัวของเรียวเฮแทบจะคิดอะไรไม่ออกเลย
....เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ขณะที่ปล่อยให้ร่างเล็กทำแบบฝึกหัด เคตะก็หยิบตำราเรียนของตัวเองมานั่งทบทวนไปด้วย แต่ก็ยังคอยดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุด...
“เสร็จแล้วล่ะ” เสียงเบาๆเอ่ยขึ้น
“เสร็จแล้วเหรอ” ร่างยาวยิ้มให้ พร้อมกับรับแบบฝึกหัดคืน “อืมมม...ทำได้ดีนี่นา....”
ถึงจะไม่ค่อยมีสมาธิ แต่เรียเฮก็ตั้งใจเต็มที่ รอยยิ้มหวานๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อได้ยินคำชม ผิวขาวใสดูจะมีสีระเรื่อขึ้นมาอีกแล้ว
“แต่ก้อยังมีที่ทำไม่ได้บ้าง ...คงจะยากเกินไปสำหรับนาย เดี๋ยวฉันสอนให้เอง” ว่าแล้วก็ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ร่างเล็กมากขึ้น “......เริ่มจากตรงนี้....แทนที่ค่าxกับyอย่างนี้ แล้วก็ค่อยๆหาผลลัพธ์ออกมา...” เคตะพยายามตั้งใจสอนเต็มที่ แต่พอทั้งใบหน้าของเคตะเข้ามาใกล้ แถมเสียงพูดที่ดังราวกับกระซิบอยู่ข้างหูแบบนี้ ทำเอาร่างเล็กทำอะไรไม่ถูก หัวใจเต้นแรงราวกับจะออกมาข้างนอกซะให้ได้
“แค่นี้เอง..ง่ายใช่มั้ยล่ะ” เคตะยิ้มกว้าง ท่าทางภูมิใจกับผลงาการสอนของตัวเองซะเหลือเกิน แต่เรียวเฮนี่สิฟังเข้าหัวไปไม่ถึงครึ่งเลย
“เอ่อ...ขอโทษนะ....” ร่างเล็กพูดเบาๆ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ฟังที่อีกฝ่ายสอนสักเท่าไร “ขอ..อีกทีได้ไม๊”
“อ่อ...ได้สิ” แอบเสียเซลฟ์เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร “ฉันพูดเร็วไปสินะ ขอโทษที คราวนี้จะค่อยๆอธิบายละกัน”
.....ไม่ได้เร็วไปหรอก แต่มันไม่มีสมาธิต่างหากล่ะ.... ร่างเล็กได้แต่แอบคิดในใจ
“อ๋อ เข้าใจแล้ว ง่ายจริงๆด้วย” ร่างเล็กร้องดีใจ หลังจากพยายามรวบรวมสมาธิฟังที่เคตะสอน ในที่สุดก็เรียนรู้เรื่องซะที...
“ใช่มั้ยล่ะ” ร่างยาวยิ้มดีใจเมื่อเห็นคนตรงหน้ายิ้มออก ต่างไปจากวันแรกที่เจอ “ถ้าทำได้แล้ว งั้นก้อ...ลองทำข้อที่เหลือนี่ดูเองละกันนะ เป็นการบ้านพรุ่งนี้ฉันจะมาตรวจ” สั่งการบ้านอย่างกับเรียวเฮเป็นเด็กงั้นแหละ
“อืม” ถึงจะไม่พอใจเท่าไร แต่ร่างเล็กก็รับหนังสือมา ..ว่าง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ...
แขนเรียวๆยกขึ้นพื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือ “เอ่อ...ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ ขอโทษนะที่มาสอนได้แค่แป๊บเดียว” ร่างยาวก็ยังพูเหมือนห่วงเรื่องที่ตัวเองจะทำงานได้ไม่เต็มที่อยู่ดี
“ช่างเถอะ นายมีธุระนิ” ร่างเล็กพูดเบาๆ ยกแขนขึ้นท้างคางแล้วก็หันหน้าไปทางอื่นซะงั้น เห็นแบบนั้นเคตะก็อดยิ้มไม่ได้ เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานๆ ยิ้มให้ก่อนจะพูดเบาๆ “แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่นะ”
เรียวเฮไม่ทันได้ตั้งตัว รู้สึกว่าหน้าจะร้อนขึ้นมากะทันหัน เขาก็เลยรีบหันหน้าไปทางอื่นซะ
“เอ้านี่...” เคตะเรียก พลางยื่นอะไรมาให้ “รางวัลที่วันนี้ตั้งใจเรียน”
มือเล็กๆยื่นออกไปรับ หยิบของในถุงออกมาแล้วก็ “ซีดีเหรอ.....Yume no basho e” เสียงหวานๆค่อยๆอ่านชื่อเพลงที่เขียนอยู่ที่หน้าปก
“ฉันชอบมากเลยนะเพลงนี้น่ะ นายฟังดูละกันนะ” เคตะพูดก่อนจะหยิบเสื้อโค้ตขึ้นมาใส่ “ไปนะ บ๊ายบาย”
“อืม บาย” ร่างเล็กพูดเสียงเรียบๆ ขณะที่ยังมือแผ่นซีดีอยู่ในมือ
....พอเสียงประตูปิดลงสนิท ร่างเล็กก็ก้มลงมองซีดีในือ ก่อนจะค่อยๆแกะออกมาวางแผ่นลงในเครื่องเสียง...
............................
“อืมมมม....ก็เพราะดีนะ” เสียงเล็กๆงึมงำกับตัวเอง ขณะที่รอยยิ้มบางๆค่อยๆระบายขึ้นบนหน้าหวานๆนั้น
....หลังจากเดินฝ่าหิมะกลางฤดูหนาวแบบนี้ ในที่สุดร่างสูงโปร่งก็มาหยุดอยู่ที่หน้าอพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง...
...ก๊อก..ก๊อก.. เคตะเคาะประตูเบาๆ แล้วประตูก้อเปิดออกจากด้านใน
“มาแล้วเหรอเคตะ” สาวสวยร่างเล็กที่มาเปิดประตูให้ยิ้มร่าเมื่อได้เห็นคนตรงหน้า “เข้ามาสิๆ” ดึงแขนเรียวของร่างสูงตรงหน้า
เคตะเดินเข้าห้องอย่างคุ้นเคย หากแต่สีหน้าไม่ได้ตอบรับรอยยิ้มของเจ้าของห้องเลย “....เฮ้อ.....ไหนบอกว่าไม่สบายไง” น้ำเสียงบ่งบอกอาการเหนื่อยหน่ายเพราะรู้ถึงนิสัยของคนตรงหน้าดี
“ก็..แหม เมื่อเช้าอากิไม่สบายจริงๆนะ ถึงได้โทรไปเรียกให้มาไง” พูดไปก็ออดแขนของเคตะไปด้วย
“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรมากก็ไม่ต้องเรียกให้มาด่วนสิ ฉันต้องทำงานนะรู้มั้ย”
“โธ่เอ๊ย...งานๆๆๆ เดี๋ยวนี้เคตะเอาแต่งานมาอ้าง ไม่เห็นสนใจอากิเลย” หญิงสาวแอบโวยวาย
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา” ร่างสูงบ่น แต่ก็ไม่อยากจะเถียงให้มากความ “แล้วนี่กินข้าวรึไง”
“ยังเลย ก็รอเคตะพาไปกินอยู่นี่ไง” สาวน้อยยิ้มหวานเมื่อเคตะเริ่มใส่ใจเธอมากขึ้น “เดี๋ยวอากิเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ รอแป๊บเดียว” พูดเสร็จก็เขย่งปลายเท้าหอมแก้มของร่างสูงอย่างรักใคร่ก่อนจะวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องน้ำ
“....เฮ้อ....” ร่างยาวนั่งลงบนเตียงนุ่ม ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของแฟนสาว....
.....ว่าแต่ป่านนี้ เรียวเฮจะฟังเพลงที่ให้ไปรึยังน้า.... พอนึกหน้าใครบางคนขึ้นมาแล้วก็ได้แต่แอบยิ้มอยู่คนเดียว
2B Continued
Treasure…Chapter5
“หวัดดีเรียวเฮ” เสียงร่าเริงของชายหนุ่มดังขึ้นหลังประตูห้องถูกเปิดออก
“อืม หวัดดี” เจ้าของห้องยิ้มทักเมื่อเห็นร่างสูงเดินเข้ามา
“ฉันซื้อทาโกะยากิมาด้วย กินไม๊” ถามเสร็จก็ไม่รอคำตอบของอีกฝ่าย จัดการแกะกล่องเรียบร้อยแล้วก็ยื่นให้คนตรงหน้า
“ขอบใจนะ” ร่างเล็กรับมาแล้วก็ค่อยๆจัดการเจ้าลูกกลมๆใส่ปาก “อร่อยจัง” หน้าตามีความสุขเหมือนเด็กๆเลย
ร่างยาวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าหวานๆนั่นแล้วก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ เขาอยากทำให้เรียวเฮยิ้มแบบนี้ได้ทุกวันจัง
“อ่าว นายไม่กินเหรอ” เรียวเฮถามเมื่อเห็นเคตะเอาแต่นั่งจ้องตัวเองแล้วก็ยิ้มอยู่นั่นแหละ
“กินสิ” พูดยิ้มๆแล้วก็อ้าปากกะให้คนน่ารักป้อนให้ ไม่ๆได้สนใจที่เรียวเฮยื่นกล่องทาโกะยากิให้เลย
เจอแบบนี้เข้าเรียวเฮก็เลยต้องจำใจจิ้มเจ้าลูกกลมๆยื่นให้ เคตะได้ทีจับมือเล็กๆของคนน่ารักไว้แล้วก็ค่อยๆงับทาโกะยากิเข้าปาก รู้บ้างไม๊ว่าทำเอาหน้าใสๆแดงไปถึงไหน แถมใจก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะเอาซะเลย
“อร่อยเนอะ” พูดไปแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือของเรียวเฮซะที...
“นี่...” ร่างเล็กพูดเสียงเบา “ปล่อยได้แล้ว”
“อ๊ะ..โทษที” ....ไม่ได้ตั้งใจนะ...แค่เผลอไปเท่านั้นเอง... มือใหญ่ๆปล่อยมือเรียวเล็กให้เป็นอิสระ
.....รู้สึกเสียดายยังไงไม่รู้....เหมือนไม่อยากจะปล่อยมือนี้ไปเลย....
“เฮ้...หน้านายเลอะซอสด้วยล่ะ” เคตะทักเมื่อหันไปเห็นแก้มใสๆเลอะซอสทาโกะยากิแล้วก็หัวเราะเบาๆ “เหมือนเด็กเลย”
“อย่ามาว่าฉันเป็นเด็กนะ อย่าลืมสิว่าฉันแก่กว่านาย” มาว่าคนแก่กว่าเป็นเด็กแบบนี้ เป็นใครก็ฉุนละนะ “เลอะตรงไหนอ่ะ” มือเล็กจะยกขึ้นเช็ด แต่มันมองไม่เห็น จะเช็ดถูกได้ยังไงกัน
“ตรงนี้ไง” เคตะเอื้อมมือไปเช็ดซอสที่เลอะอยู่ออกให้ แต่เจ้ามือตัวดีกลับไม่ยอมปล่อยซะที นิ้วเรียวๆอดไม่ได้ที่จะไล้ไปตามแก้มใสๆนั่น จนผิวขาวๆแทบจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูไปหมดแล้ว
“เอ่อ...นี่..มันเลอะไปเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” คนน่ารักถามเมื่อเห็นเคตะไม่ปล่อยซะที
“..อ้อ...” ถ้าไม่เรียกก้อคงไม่ได้สติแหงๆ “เช็ดออกแล้วล่ะ” แล้วก็ยกนิ้วที่เปื้อนซอสขึ้นมาเลีย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยิ่งทำคนน่ารักใจเต้นไม่เป็นส่ำมากขึ้นไปทุกทีๆ
“เอ่อ...เดี๋ยวฉันไปห้องน้ำหน่อยนะ” พูดเสร็จร่างเล็กก็ลุกจากที่นั่งวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปเลย
.......บ้าจริง...จะตื่นเต้นอะไรหนักหนา.....
........ใจเต้นแรงชะมัดเลย....เค้าจะได้ยินไม๊เนี่ย.....
.......สงบสติหน่อยสิ เรียวเฮ......
หลังจาก(พยายาม)สงบสติลงแล้ว ร่างเล็กก็เดินออกจากห้องน้ำมา แต่ถึงอย่างนั้นแก้มขาวๆก็ยังดูมีสีระเรื่ออยู่อย่างเห็นได้ชัด
“นายไม่สบายรึเปล่า” ร่างสูงถาม “ทำไมดูหน้าแดงๆ” (คนแต่ง...ถามมาได้ก้อตัวเองนั่นแหละทำ)
“ป่าวๆ ไม่ได้เป็นอะไร” เรียวเฮตอบตะกุกตะกักเมื่อถูกเคตะจ้อง แถมยังจะยื่นมือมาเข้ามาจับที่หน้าอีก
...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องเขินขนาดนี้....
“แน่ใจนะ” เขารู้อยู่แล้วว่าเรียวเฮร่างกายไม่แข็งแรงก็เลยถามเพื่อความแน่ใจ ไม่อยากเห็นเรียวเฮต้องไม่สบายหนักกว่านี้
“อื้ม” ร่างเล็กยิ้มให้เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ
“งั้นก็ดีแล้ว” ได้ยินแบบนั้นเคตะก็ยิ้มอย่างโล่งอก
“เอ้านี่” ร่างเล็กเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ยื่นหนังสือแบบฝึกหัดให้ “การบ้านเมื่อวาน ทำเสร็จแล้วนะ”
มือใหญ่ยื่นไปรับหนังสือคืนมา พร้อมกับหยิบหนังสืออีกเล่มนึงให้แทน
“อะไรน่ะ นิทานเด็กนี่นา” คนน่ารักมองดูปกหนังสือที่เหมือนรูปการ์ตูน แล้วก็ทำหน้างงๆที่ครูของเขาเอานิทานเด็กมาให้อ่านแบบนี้
“ใช่” ร่างสูงโปร่งยิ้ม “แต่ว่าเป็นภาษาอังกฤษนะ นายอ่านได้อยู่แล้วใช่มั้ย” ที่รู้ว่าเรียวเฮอ่านภาษาอังกฤษได้ก็เพราะเขาเห็นหนังสือภาษาอังกฤษกับดิคชันนารีวางอยู่บนชั้นหนังสือในห้องนี้ไม่น้อยเลย แถมแต่ละเล่มก็ท่าทางจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่ ไอ้นิทานเด็กนี่ถือว่ากระจอกไปเลยแหละ
“ก็อ่านได้...(สบายอยู่แล้ว)..แต่ทำไมต้องให้อ่านนิทานล่ะ ฉันไม่ใช่เด็กนะ” ร่างเล็กพูดเสียงเล็กสมตัว ท่าทางงอนๆ เขาไม่ชอบเลยที่ใครจะมามองว่าเขาเป็นเด็ก
“ฉันไม่ได้ว่านายเป็นเด็กซะหน่อย” ร่างยาวพูดยิ้มๆเมื่อเห็นคนตรงหน้างอน ...ก็มันน่ารักนี่นา... “แต่ลองอ่านดูก่อน ไม่ยาวหรอก นายอ่านแป๊บเดียวก็จบ” พูดเสร็จก็ไม่สนใจ เปิดหนังสือแบบฝึกหัดที่รับมา แล้วก็ทำท่าตรวจอย่างขมักเขม้น
ร่างเล็กก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่.....เอาวะ...อ่านก้อได้....
ตรวจการบ้านเสร็จ เคตะก็ยิ้มออกมา ก็เรียวเฮทำถูกหมดเลยนี่นา ...เก่งแบบนี้ ไม่ต้องสอนแล้วมั้งเนี่ย...
“อ่านจบแล้ว” ร่างเล็กพูดเสียงเบา ลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งลงบนเตียง “เศร้าจังนะ” พูดถึงนิทานที่เพิ่งอ่านจบลงในเวลาไม่นานเลย
....หนังสือที่เคตะเอามาเป็นเรื่องราวของปลาบนแผงขายในตลาดตัวนึงที่ปรารถนาจะได้กลับสู่ทะเลบ้านเกิดของมัน มันจึงได้อ้อนวอนขอร้องให้ใครๆช่วยพามันกลับทะเล ระหว่างทางมันได้พบกับใครต่อใครมากมายที่เข้ามาช่วย แต่ก็ไม่มีใครที่ไม่หวังผลตอบแทน สัตว์อื่นๆต่างเลือกกัดกินส่วนต่างๆของเจ้าปลาไปทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดมันก็ได้กลับสู่ทะเลในสภาพที่เหลือเพียงก้างปลา และมันก็ต้องหนาวและจมน้ำทะเลตายในที่สุด....
“น่าสงสารปลาตัวนั้นออก”
“แล้วถ้านายเป็นปลาตัวนั้น นายจะทำยังไงล่ะ” เคตะลุกตามไปนั่งลงข้างๆ ถามเสียงเรียบๆ “ถ้ารู้ว่ายังไงก็ต้องตายอยู่ดี จะยอมอยู่เฉยๆให้คนซื้อไปทำอาหาร หรือจะเสี่ยงที่จะได้กลับไปยังทะเลถึงแม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้า นายจะต้องเจออะไรบ้าง”
“ถ้าเป็นฉันน่ะเหรอ....ฉันก็คง...ทำแบบเจ้าปลาตัวนี้ล่ะมั้ง ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้กลับทะเลจริงรึเปล่า แต่ถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องถูกคนซื้อไปเป็นอาหารอยู่ดี”
ร่างยิ้มพอใจกับคำตอบของร่างเล็กเป็นที่สุด “นายก็เหมือนกับเจ้าปลาตัวนี้แหละ จำได้ไม๊ นายเคยบอกว่านายอยู่ไปวันๆ รอวันที่จะต้องตาย”
ร่างเล็กได้ยินแบบนั้นก็อึ้งไป
...ใช่...ฉันเคยคิดแบบนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันเลิกคิด...เพียงแต่....ลืมที่จะคิดถึงมัน....
“ถ้านายคิดอย่างที่พูดจริง นายคงไม่คิดที่จะรอวันตายเฉยๆ อย่างที่เคยพูดใช่ไม๊” เคตะพูด มองเข้าไปที่ดวงตากลมโตของร่างเล็ก แต่อีกฝ่ายกลับเงียบแล้วก็หลบตาไปทางอื่นเสีย
“คิดดูให้ดี ไม่ต้องตอบฉันก็ได้ ฉันอยากให้นายตอบตัวเองมากกว่า” พูดแล้วก็ยิ้มกว้างให้
“อืม” เรียวเฮได้แต่ตอบรับเบาๆ
......ฉันไม่รู้หรอกว่าตัวเองคิดยังไง...รู้แต่ว่า...ฉันอยากเห็นนายทุกวันแบบนี้...ต่อไปเรื่อยๆ....มันแปลว่าฉันอยากจะมีชีวิต...อยากจะสู้ต่อไปรึเปล่า....
“ฮัดชิ้ว” จู่ๆร่างเล็กก็จามขึ้นมาเบาๆ
“นายไม่สบายจริงๆด้วย” เคตะพูด สีหน้าเป็นห่วงมากๆ
“เปล่าหรอก ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“หนาวรึเปล่า” ร่างยาวถามพลางถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมให้ร่างเล็ก แถมแขนข้างนึงก็โอบเอวบางๆเข้ามาซะชิด จนเรียวเฮเขินสุดๆ
“เอ่อนี่!!! เดี๋ยวสิ!!!” จู่ๆก็ถูกกอดแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว จะให้อยู่เฉยๆได้ยังไง
“เอาน่า...” ร่างยาวพูดขณะที่มือก็ไม่ยอมปล่อยจากร่างบางนั่น “ขืนปล่อยให้นายเป็นหวัดก็แย่สิ ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย คราวหลังห้ามนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำแบบเมื่อวานอีกนะ” นึกถึงเมื่อวานที่บังเอิญเข้ามาเห็นตอนนั้นพอดี “ถ้าเป็นไข้ขึ้นมาจะทำยังไง”
พอเคตะพูดถึงเรื่องเมื่อวาน ร่างเล็กก็หน้าแดงด้วยความเขินขึ้นมาทันที เขาไม่อยากให้เคตะนึกถึงสภาพตัวเองตอนนั้นนี่นา.. (แต่คงยาก เพราะเคตะจะจำฝังใจ)
“เออนี่....ฟังเพลงที่ให้ไปเมื่อวานรึยัง” ร่างยาวเปลี่ยนเรื่องซะเฉยๆ
“อะ..อืมๆ ฟังแล้ว เพราะดีนะ” คนน่ารักตอบตะกุกตะกักเพราะว่ายังใจเต้นแรงไม่หาย
“ใช่ม๊าๆๆๆ” เคตะได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจสุดๆ “นั่นน่ะเป็นเพลงที่ฉันชอบมากๆเลยล่ะ เวลาที่ท้อก็มักจะหยิบขึ้นมาฟัง”
“นายท้อ...ด้วยเหรอ” ร่างเล็กถาม ...ก็เคตะดูจะร่าเริงตลอดเวลาสำหรับเรียวเฮนี่นา...
“มันก็มีบ้างล่ะ คนเราแต่ละคนก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น สำคัญที่ว่าเราพยายามที่จะแก้ปัญหารึเปล่า”
“อืมมม” .......มันแปลว่าเราไม่รู้จักแก้ปัญหาสินะ......
เห็นท่าทางเรียวเฮออกจะซึมๆลง เคตะก็เลยรีบพูดต่อ “อย่าคิดมากนะ ฉันไม่ได้พูดกระทบนายหรอกน่า” แล้วก็ยิ้มให้ “ที่ฉันเอาเพลงนี้มาให้ฟังเพราะอยากให้นายรู้สึกเข้มแข็งขึ้น เหมือนที่ฉันรู้สึกทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะประโยคที่บอกให้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อใครสักคน”
“เพื่อใครสักคนเหรอ...” ร่างเล็กทวนคำพูด
“ใช่ ลองหลับตาแล้วฟังเพลง... ดูสิว่านายคิดถึงใคร...คนที่สำคัญที่สุดสำหรับนาย”
...ตี๊ดๆๆๆ... จู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาขัดซะนี่
“อ๊ะ โทษที ฉันลืมปิดมือถือ” ร่างยาวพูดแล้วลุกไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ามากดเพื่ออ่านข้อความ ก่อนจะยกแขนขึ้นดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ “เดี๋ยวฉันคงต้องไปแล้วล่ะ” พูดเสร็จก็หยิบเสื้อโค้ตมาใส่ “เออใช่.. ฉันให้เบอร์โทรศัพท์กับนายไว้ดีกว่า มีอะไรโทรมาได้ตลอดเลยนะ” หยิบสมุดโน้ตในกระเป๋าเป้มาจดแล้วฉีกหน้ากระดาษยื่นให้
มือเล็กๆรับมาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
“ฉันไปก่อนนะ บ๊ายบาย แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” ร่างสูงพูดลาแล้วก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป
....ปัง... สิ้นเสียงปิดประตู ร่างเล็กๆก็ล้มตัวลงบนเตียง “อ๊ะ..เสื้อเคตะนี่นา” เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้คืนเสื้อที่เคตะเอามาคลุมให้ เรียวเฮค่อยๆลุกขึ้นหยิบเสื้อมากอดไว้กับอก... แล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเคย เห็นภาพชายร่างสูงโปร่งเดินออกจากบ้านของเขาไป ก่อนจะหันกลับเข้ามาที่ห้องอีกครั้ง เหลือบไปเห็นซีดีที่วางอยู่บนเครื่องเสียง เรียวเฮเอื้อมมือไปหยิบรีโมทเพื่อเปิดเพลง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงอีกครั้งขณะที่ในมือยังกอดเสื้อตัวใหญ่ไว้ ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงช้าๆปล่อยให้เสียงเพลงผ่านเข้าไปในโสตประสาท นึกถึงคำพูดของเคตะ
.....ลองหลับตาแล้วฟังเพลง... ดูสิว่านายคิดถึงใคร...คนที่สำคัญที่สุดสำหรับนาย....
..................................
.......เรียวโกะ...ฉันคิดถึงเธอ.........
............................
.............เคตะ....แล้วนายล่ะ......เวลานายฟังเพลงนี้....นายคิดถึงใคร.........
2B Continued
Treasure…Chapter6
“เฮ้..มาแล้วๆ” เสียงร้องของชายร่างสูงตะโกนบอกเพื่อนๆขณะวิ่งเข้าใต้ตึกคณะวิศวะ...
“สายอยู่เรื่อยนะนาย มัวไปทำอะไรอยู่” เพื่อนซี้ท่านนึงแอบต่อว่าด้วยรอยยิ้ม
“หุบปากน่ะไอ้ริว เอานี่อุดปากซะ” ว่าแล้วก็ยื่นข้าวกล่องให้เจ้าเพื่อนตัวกลม
“โอ้ มีเสบียงมาด้วย งั้นยกโทษเรื่องมาสายให้ละกัน” นายริว(อิจิ)เห็นของกินก็หน้าบานทันที แถมยังเรียกเพื่อนๆคนอื่นให้อีก “เฮ้ พวกนาย เคตะมันซื้อข้าวกล่องมาฝากทุกคนแน่ะ”
แค่นั้นแหละหนุ่มๆทุกคนต่างก็วางมือจากงาน หันไปหาข้าวกล่องกันทันที
“รู้สึกผิดที่ไม่ค่อยอยู่ช่วยเพื่อนทำงานเลยซื้อของมาเซ่นรึไง” หนึ่งในหนุ่มๆแอบกัดเพื่อนร่างสูงโปร่ง
“ใช่ๆ กินไปแล้วนะเว๊ย เพราะฉะนั้นห้ามบอกอาจารย์ล่ะว่าฉันอู้งาน” เจ้าของร่างสูงหันไปหัวเราะเล่นด้วย “ว่าแต่นี่ทำไปถึงไหนแล้วอ่ะ” แล้วก็หันไปถามเพื่อนสนิทที่นั่งเคี้ยวข้าวตุ้ยๆอยู่
“ก็ทำไปเรื่อยๆอ่ะ ถ้าช่วยๆกัน เย็นนี้ก็น่าจะเสร็จ” นายริวตอบทั้งๆที่ข้าวยังเต็มปาก
...ใช่แล้วล่ะ วันนี้นายเคตะมีนัดทำงานโปรเจคที่ต้องส่งอาจารย์กับเพื่อนๆ ที่รีบออกจากบ้านเรียวเฮมาก็ไม่ได้ไปหาแฟนสาวที่ชื่ออากิอะไรนั่นหรอกน่า ที่จริงเคตะมันอ้างว่าติดงานแล้วก็เบี้ยวเพื่อนมาหลายทีจนงานเค้าจะเสร็จอยู่แล้ว คราวนี้ก็เลยเลี่ยงไม่ได้แล้วน่ะ...
เสร็จจากการจัดการข้าวกล่องกันหมดเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็กลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ กะว่าจะให้งานเสร็จวันนี้ให้ได้ เวลาค่อยๆผ่านไปช้าๆ แสงอาทิตย์สีส้มเริ่มสาดส่องไปทั่วทุกพื้นที่ให้รู้ว่าเย็นมากแล้ว
“เฮ้อ...เหนื่อยจัง นี่เรานั่งทำงานกันนานขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”
“อย่ามาบ่นได้ไม๊ คนอื่นเขามาทำก่อนนายอีก” ริวอิจิพูดเมื่อเห็นตาโย่งเพื่อนซี้บ่นอุบ
“บ่นไม่ได้รึไง ไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยทำต่อแล้วซะหน่อย” เคตะเถียงกลับแล้วก็ก้มหน้าลงทำงานต่อ
ริวอิจิเงยหน้าจากงานขึ้นมองเพื่อน และมองไปเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาที่คณะพอดี “เฮ๊ย ไอ้เคะ...”
“อะไรอีกวะ” ร่างสูงเงยหน้าขึ้นเมื่อเพื่อนเรียก ริวอิจิโบ้ยหน้าไปทางที่ใครคนหนึ่งกำลังเดินมาโดยไม่พูดอะไร ร่างสูงหันไปมองตาม ขณะที่คนๆนั้นเดินมาเกือบจะถึงที่ที่พวกเขานั่งทำงานกันอยู่แล้ว
“อากิจัง..มีอะไรเหรอ ทำไมมาหาถึงที่นี่เลย” เคตะลุกขึ้นยืนคุยกับแฟนสาว
“ยังจะมาถามอีกว่ามีอะไร” สาวสวยพูดเสียงสูง ท่าทางไม่พอใจนัก “โทรมาก็ไม่รับสาย”
“อ๊ะ...โทษที ฉันทิ้งโทรศัพท์ไว้ในเป้น่ะ” หันไปมองกระเป๋าที่วางสุมๆอยู่กับของทุกคน
“ยังดีนะที่มาที่นี่แล้วเจอ” อากิบ่นกับตัวเอง “เอ้า...นี่” ยื่นหนังสือเล่มนึงให้กับแฟนหนุ่ม “หนังสือที่บอกจะยืมไง”
“อ้อ ขอบใจนะ” ยืนใหญ่ๆรับหนังสือมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง แค่นี้ก็ทำให้อากิยิ้มออกแล้วล่ะ
“แล้วนี่ทำงานกันอีกนานไม๊อ่ะ” เธอถามเพราะหวังว่าเคตะจะปลีกตัวออกมาก่อนเพื่อไปส่งเธอได้
“โทษทีนะอากิ ฉันยังต้องอยู่ช่วยเพื่อนๆ กลับเองได้รึป่าว”
“งั้นเหรอ........” สาวน้อยหน้าตาบ่งบอกว่าผิดหวังอย่างแรง
“เฮ๊ย งานจะเสร็จแล้วละ เคตะนายไปส่งอากิจังเหอะ” เพื่อนตัวดีหันไปพูดกับตาโย่ง
“เอ่อ..ไม่เป็นไรหรอกริวอิจิคุง ฉันกลับเองได้” อากิจังรีบแทรกบอกริวอิจิคุงก่อนที่เคตะจะพูดอะไร “ขอโทษนะ ไม่รู้ว่าทุกคนทำงานอยู่ ไม่งั้นจะทำขนมมาให้”
“ว้า...อดกินขนมที่อากิจังทำเลย” ใครๆก็รู้ว่าสาวสวยคนนี้มีฝีมือการทำอาหารและขนมเป็นเลิศ
“เอาไว้คราวหน้านะ” สาวสวยยิ้มให้ “งั้นอากิไปก่อนนะ” แล้วก็หันมาบอกลาแฟนหนุ่ม
“ขอโทษนะที่ไปส่งไม่ได้ กลับดีๆล่ะ”
แล้วสาวร่างเล็กก็เดินจากไป...
“เฮ้อ...อะไรของนาย ไปส่งเค้าแค่นี้เอง งานก็เหลืออยู่แค่นี้ พวกฉันทำกันเองก็ได้” ริวอิจบ่นเมื่อเคตะไม่ได้ไปส่งอากิจังที่บ้าน
“ก็นี่มันงานกลุ่มนะ จะให้ฉันกินแรงพวกนายได้ยังไง” เคตะพูดขณะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ แต่แค่นั้นเพื่อนๆก็รู้ได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ที่ผ่านมาถ้าเป็นเรื่องของอากิจัง เคตะจะให้ความสำคัญก่อนเสมอ เพื่อนๆรู้ดีว่าถ้าเขาอู้งานหรือโดดเรียนไปไหนแล้วโทรตามตัวไม่ได้ โทรไปถามอากิจังเมื่อไหร่ก็เจอตัว แต่ระยะหลังเคตะไปไหนไม่มีใครรู้ อากิจังเองยังต้องคอยมาถามหาที่คณะแล้วก็ไม่เจออยู่บ่อยๆ ....แล้วที่แอบอู้ไปก่อนหน้านี้ เคตะไปไหน.....
...........................
ค่ำวันนั้น
“หวัดดีเรียวเฮ” เสียงร่าเริงเหมือนอย่างทุกครั้งดังขึ้น แต่ร่างเล็กรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“อ่าว...เคตะ??? ดึกป่านนี้แล้ว ทำไม???” ความรู้สึกแปลกใจ ระคนกับดีใจลึกๆ
“อืม ฉันแค่แวะเอาไอ้นี่มาให้น่ะ” ว่าแล้วก็ยื่นหนังสือเล่มนึงให้ ...หนังสือที่อากิเอามาให้วันนี้....
มือเล็กๆรับหนังสือมา อ่านชื่อหนังสือที่ปก …Something we call “LOVE”…
“แต่ว่าให้ยืมเฉยๆนะ เพราะฉันก็ยืมเค้ามาอีกที” เคตะว่า
“อ่าว?? แล้วจะดีเหรอ” ร่างเล็กถาม ขณะเดียวกันในใจก็นึกสงสัยที่ทำไมเคตะถึงต้องเอา “หนังสือเล่มนี้”มาให้อ่าน
ชื่อหนังสืออาจจะหวานแหววไปนิด แต่ที่จริงมันก็เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับความรักหลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นรักเพื่อน รักพ่อแม่ รักแบบคู่รัก หรือกระทั่งการรักตัวเอง เคตะอยากให้เรียวเฮรู้จัก “รัก” เท่านั้นเอง เพราะคิดว่าคนเราอยู่โดยขาดความรักไม่ได้ ถ้าเรียวเฮรู้จักรัก ก็คงจะรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ก็ได้
“ไม่เป็นไรหรอก แล้วก็ไม่ต้องรีบอ่านก็ได้” ร่างสูงยิ้ม “ว่าแต่กินข้าวรึยัง” แล้วก็ถามเหมือนอีกฝ่ายเป็นเด็กๆ
“กินแล้วสิ ดึกป่านนี้แล้ว”
“อืม ดีแล้ว งั้นก็เข้านอนเถอะ พักผ่อนมากๆนะ” ยิ้มให้ “งั้นฉันกลับละ” ..........เฮ้อ...รู้สึกเหมือนไม่อยากกลับเลยแฮะ..... คิดอยู่ในใจแต่ก็ฝืนใจหันหลังกลับ
...........อย่าเพิ่งกลับ....ได้ไม๊........
เสียงร้องในใจของคนร่างเล็ก มือเล็กๆเผลอยื่นออกไปดึงมือของร่างสูงไว้โดยไม่รู้สึกตัว
“หืม?? มีอะไรรึเปล่า” เคตะหันมาด้วยความแปลกใจ
“เอ่อ..ป่าวๆ” ร่างเล็กเองก็ตกใจเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป แล้วก็รีบปล่อยมือใหญ่ๆออก “กลับดีๆนะ” พูดไปแต่ตากลมๆกลับมองไปไหนก็ไม่รู้
.......แย่จัง ไม่กล้าสบตาเลย....
เคตะมองหน้าร่างเล็ก แล้วก็อดไม่ได้ สองแขนสวมกอดร่างเล็กๆไว้เบาๆ ทำเอาเรียวเฮยิ่งตกใจเข้าไปอีก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ปล่อยให้ร่างสูงกอดตัวเองอยู่อย่างนั้น........
“เอ่อ....ขอโทษนะ” พอรู้สึกตัวอีกทีเคตะก็รีบปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ
คนน่ารักได้แต่ยิ้มบางๆทั้งที่แก้มใสๆกลายเป็นสีชมพูไปเรียบร้อยแล้ว ส่ายหัวเบาๆ
“งั้น...ฉันกลับนะ” ร่างสูงพูดตะกุกตะกักเล็กน้อย ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเผลอไปขนาดนั้น
“อื้ม กลับดีๆนะ” ร่างเล็กยิ้มตอบ ก่อนที่เคตะจะหันหลังเดินออกไป...
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เคตะไปหาเรียวเฮแทบทุกวัน ทั้งสองคนสนิทกันมากขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น เรียวเฮเองก็เริ่มจะร่าเริงขึ้น ขณะเดียวกันก็ยอมไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลทำให้สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้นไปด้วย
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเคตะกับอากิก็ดูจะมีช่องว่างมากขึ้นทุกวันๆ
“............หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้..........” สาวน้อยพับโทรศัพท์ด้วยอาการเศร้าสร้อย ก่อนจะลุกจากโต๊ะใต้คณะเดินออกไป
“อ่าว อากิจัง” ชายหนุ่มที่นั่งร้องเพลงเล่นกับเพื่อนๆใต้คณะวิศวะทักเมื่อเห็นสาวสวยคุ้นตาเดินมาที่คณะ
“ริวอิจิคุง เห็นเคตะไม๊” เธอถามเพื่อนสนิทของคนที่เธอตามหาอยู่ “ฉันโทรศัพท์หาเท่าไหร่ก็ไม่ติด”
“เอ่อ...เคตะเหรอ...” ริวอิจิลำบากใจที่จะตอบ พักนี้เคตะโดดเรียนบ่อยขึ้น หรือถ้ามาเรียน พอเลิกปุ๊บก็มักจะหนีหายไปเลย
“ไม่เห็นสินะ” เธอพอจะรู้คำตอบดี “งั้นถ้าเจอเมื่อไหร่อย่าลืมบอกนะว่าฉันมาหา”
“อื้มได้สิ” ริวอิจิได้แต่ยิ้มแห้งๆให้ ....ฉันบอกไปไม่รู้กี่ทีแล้ว...
“ขอบใจ งั้นฉันไปนะ บาย” สาวน้อยยิ้มบางๆให้ก่อนจะหันหลังเดินกลับ
“เดี๋ยวอากิจัง” ชายหนุ่มเรียกไว้ “จะกลับบ้านแล้วเหรอ”
“อื้ม”
“งั้นฉันไปส่งให้นะ” ริวอิจิพูดแล้วก็ลุกจากวงสันทนาการของเพื่อนๆ คว้ากระเป๋าวิ่งออกมา
“ไม่ต้องก็ได้นะริวอิจิคุง ลำบากเปล่าๆ” อากิพูด
“เอาเหอะ กลับคนเดียวมันอันตราย ให้ฉันไปเป็นเพื่อนนะ” ชายหนุ่มพูดแบบนั้น อากิก็ไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจ
“งั้นก็ขอบใจนะ” ยิ้มให้บางๆ ริวอิจิรู้ดีว่าคนที่เธออยากกลับด้วยไม่ใช่เขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากปล่อยให้เธอเศร้าซึมอยู่แบบนี้
แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากมาหลัยไปด้วยกัน..........
2B Continued
Treasure…Chapter7
ใกล้หมดฤดูหนาวแล้ว หิมะที่เคยตกลงมาปกคลุมเมืองให้เป็นสีขาวเริ่มจะเบาบางลง อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น เช่นเดียวกับความรู้สึกของคนบางคนที่ไม่ได้เยือกเย็นเป็นหิมะเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว...
ร่างเล็กเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งบนโต๊ะ เขาเริ่มอ่านหนังสือนี่ตั้งแต่วันแรกที่เคตะเอามาให้แล้ว เคตะบอกว่าต้องเอาหนังสือนี่ไปคืนเพื่อน ดังนั้นร่างเล็กจึงไม่อยากยืมไว้นานนัก มือเรียวบางพลิกหน้ากระดาษเพื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆทีละหน้าๆ และแล้วก็มีอกระดาษแผ่นนึงร่วงหล่นออกมาจากหน้าหนังสือ
เรียวเฮค่อยก้มๆลงเก็บกระดาษที่ตกลงไปที่พื้น กระดาษขนาดโปสการ์ดบอกได้ว่ามันคือรูปถ่าย ร่างเล็กมองดูด้านหลังที่เขียนว่า Aki & Keita on the beach แล้วก็มือสั่นขึ้นมาซะเฉยๆ เขาอยากจะสอดรูปกลับเข้าไปในหนังสือทั้งๆอย่างนั้น แต่ก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกได้ มือเล็กๆพลิกรูปด้านหน้าขึ้นมาดู... แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆรูปเคตะกับหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนนึง เบื้องหลังเป็นทะเลกับท้องฟ้าสีครามสดใส
.......ทำไมกัน ความรู้สึกเจ็บแปลบนี่มัน... เคตะก็เคยบอกแล้วนิว่าเขามีแฟนแล้ว...ทำไมเราจะต้องรู้สึกอะไรด้วย... ทำไม...
น้ำใสๆเอ่อขึ้นมาคลอดวงตากลมอย่างช่วยไม่ได้
แล้วมือเล็กๆก็ยกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายไว้แน่น
.......โอ๊ย.....เจ็บ......
น้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมา ค่อยๆล่วงหล่นช้าๆ ร่างเล็กได้แต่ปล่อยตัวเองให้ร้องไห้เงียบๆอยู่อย่างนั้นคนเดียว
...นี่เราร้องไห้ทำไม....ร้องเพราะเจ็บ... หรือเพราะอะไรกันแน่....
……
ร่างสูงแอบมองหน้าคนร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่นาน อยู่ๆวันนี้เรียวเฮก็เงียบผิดปกติ แถมไม่ค่อยสบตาด้วยจนเคตะรู้สึกแปลกๆ
“นี่....” ร่างสูงตัดสินใจถามตรงๆ เพราะรู้สึกว่ามันผิดปกติเกินไปแล้ว “เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมเงียบๆ”
“เปล่านี่” คนร่างเล็กตอบเสียงเรียบๆเหมือนไม่ใส่ใจ
“เปล่าอะไรล่ะ ก็เห็นๆอยู่” แค่เคตะฟังน้ำเสียงก็รู้แล้ว “โกรธอะไรรึเปล่า”
“เปล่า ทำไมฉันต้องไปโกรธอะไรนายด้วย” ....ใช่...ฉันไม่ได้เป็อะไรกับนายสักหน่อย ทำไมจะต้องไปโกรธนายด้วย..
“...................” ร่างสูงไม่โต้ตอบอะไร ได้แต่มองตาอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น เขารู้ว่าเรียวเฮต้องไม่พอใจอะไรสักอย่างแน่ๆ เพียงแต่มันเรื่องอะไรกันล่ะ
อยู่ๆมาโดนจ้องแบบนี้ใครจะชอบ ยิ่งโมโหๆอยู่แล้วด้วย “ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไงเล่า” ร่างเล็กพูดเสียงสูง ใบหน้าขาวใสกลายเป็นสีแดงระเรื่อ
“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนิ” แค่นี้ก็เห็นชัดๆแล้วว่าโกรธ แต่ถ้าต่อปากต่อคำด้วยก็คงจะยิ่งทำให้คนตัวเล็กรำคาญเข้าไปอีก
แต่ยิ่งเคตะทำตัวนิ่งเท่าไหร่ เรียวเฮก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ “นายกลับไปก่อนเหอะ” พูดเสร็จก็หันหน้าหนีไปทางอื่นซะเฉยๆ
“เฮ๊ย เดี๋ยว” ร่างสูงรีบลุกจากที่นั่งไปยืนฝั่งที่ร่างเห็นหันไป “มีอะไรพูดกันให้รู้เรื่องสิ ถ้านายไม่ได้โกรธจริงก็ต้องบอกฉันได้สิ” มือใหญ่ๆ กุมไหล่ของร่างเล็กไว้ขณะๆที่ดวงตากลมโตยังคงมองไปทางอื่น
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ปล่อยฉันเหอะ” ร่างเล็กยังคงปากแข็งต่อไป แต่เคตะเริ่มทนกับอาการแบบนี้ไม่ไหวไม่ไหวแล้ว มือใหญ่ดึงไหล่ของร่างเล็กให้เข้ามาใกล้ตัวเองมากขึ้น หน้าสวยๆก้มลงไปใกล้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แล้วริมฝีปากบางก็ประกบลงบนริมฝีปากสีหวานของร่างเล็ก ก่อนจะส่งลิ้นเข้าไปเกี่ยวรัดกับลิ้นของอีกฝ่ายอย่างห้ามไม่ได้
“อื้...” ร่างเล็กตกใจสุดขีด ไม่คิดว่าเคตะจะทำขนาดนี้ แขนเรียงบางพยายามผลักร่างสูงตรงหน้าออกอย่างเต็มกำลัง “ทำอะไรน่ะ นายมีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ” ใบหน้าหวานๆกลายเป็นสีแดงจัด ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าบอกให้รู้ว่าเขาทั้งโกรธ แล้วก็เสียใจด้วย
“....เอ่อ.....” ร่างสูงเถียงอะไรไม่ออก ...ใช่..เขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ตอนนี้...คนที่เค้าแคร์ที่สุดคือคนตัวเล็กตรงหน้านี้ต่างหาก “ฉันขอโทษ” เคตะได้แต่ก้มหน้ารับผิด เขายอมรับว่าที่ทำไมมันผิดจริงๆ
“...............” ร่างเล็กหันหน้าหนีไปทางอื่น พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อมาคลอเบ้าไม่ให้ไหลลงมา “นายกลับไปซะเถอะ”
“เอ่อ..แต่ว่า...”
เรียวเฮพยายามกลั้นน้ำตาอย่างที่สุดก่อนจะหันกลับมาให้อีกฝ่าย “ฉันขอร้อง กลับไปก่อนเถอะนะ”
แววตาเศร้าที่เห็นและน้ำเสียงที่ได้ยินทำให้เคตะจำใจต้องยอมทำตาม “ก็ได้..” ร่างสูงก้มลงหยิบกระเป๋าก่อน “งั้นฉันกลับนะ”
“...............................” ร่างเล็กไม่ตอบอะไรเลย แต่แค่แววตาที่เห็นก็ทำให้เคตะเจ็บปวดพอแล้ว
“ฉันขอโทษ” ร่างสูงพูดย้ำอีกครั้ง เขารู้ว่าแค่คำขอโทษมันคงไม่พอ ขอแค่เรียวเฮบอกเขาจะยอมทำทุกอย่าง แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาจะทำได้ก็คงมีแค่นี้
ร่างเล็กหลบสายตาแล้วก็หันหลังกลับอีกครั้ง จนเคตะจำใจต้องเดินคอตกออกจากห้องไป
....ปัง... สิ้นเสียงประตูปิด น้ำใสๆก็พร่างพรูลงจากดวงตากลมโต ร่างเล็กทิ้งตัวเองลงนั่งบนเตียง สองมือเล็กๆยกขึ้นปิดหน้า ปล่อยให้น้ำตาร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย
....โอ๊ย...เจ็บอีกแล้ว....
มือข้างหนึ่งเคลื่อนลงมาที่หน้าอกข้างซ้ายแล้วกุมไว้แน่น
.....เวลาที่เรารอคอย มันใกล้เข้ามาแล้วสินะ.....ดีเหมือนกัน ทุกอย่างจะได้จบๆลงซะที....
.................
....เรียวเฮจะเป็นยังไงบ้างนะ....
ร่างสูงได้แต่นั่งคิดกังวลเป็นบ้าอยู่คนเดียวขณะที่นั่งรอเข้าห้องเรียนอยู่ที่ขณะ (ที่จริงมาก้อเรียนไม่รู้เรื่อง แต่ก้อต้องมาเพราะโดดไปเยอะแล้ว) เมื่อเช้าเคตะได้โทรศัพท์จากที่บ้านของเรียวเฮบอกว่าเรียวเฮต้องไปหาหมอวันนี้ เขาก็เลยไม่มีโปรแกรมจะต้องไปสอน
“เคตะ... นี่...เคตะ” เสียงคุ้นๆดังขึ้น แต่เจ้าของชื่อกลับแทบจะไม่ได้ยิน
“อะ..อ้าว...มีอะไรเหรออากิ” แฟนสาวคนเดิมนั่นเอง
“มัวแต่เหม่ออะไรอยู่น่ะ อากิเรียกตั้งหลายทีแน่ะ”
“โทษทีๆ” ....มัวแต่คิดถึงเรียวเฮน่ะสิ... “แล้วมีอะไรเหรอ”
“อากิมีเรื่องอยากคุยด้วย วันนี้ว่างรึเปล่า”
“อืมม...ว่าง” ...ยังไงวันนี้ก็ไม่มีสอนแล้วนี่นา...
“เหรอ” สาวน้อยยิ้มกว้างออกมา “งั้นเลิกเรียนอากิจะรอที่เดิมนะ แล้วเจอกัน” พูดเสร็จเธอก็เดินออกจากตรงนั้นกลับไปที่คณะของตัวเองทันที ไม่ปล่อยช่องว่างให้เคตะถามอะไรทั้งนั้น
.....เราเองก็คงต้องบอกอากิจังซะทีสินะ....
........เย็นวันนั้น.....
เคตะเอื้อมมือไปเปิดประตูกระจกร้านกาแฟที่เขาเคยมากับอากิบ่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไป หันไปทางโต๊ะตัวเดิมๆที่เขามานั่งประจำ แล้วที่ตรงนั้นก็จะมีคนๆเดิมนั่งรออยู่เสมอ
“รอนานมั้ย?” คำถามเดิมๆ ทุกครั้งที่เห็นอากิมานั่งรอแบบนี้ ถึงแม้ตอนนี้อะไรบางอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“ไม่หรอก” สาวสวยยิ้มให้เหมือนอย่างเคย
เคตะนั่งลงฝั่งตรงข้าม ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มเอ่ยปากขึ้นพร้อมกัน “เอ่อ..คือ..”
“ให้ฉันพูดก่อนได้มั้ย” หญิงสาวรีบแทรกขึ้นมา ร่างสูงก็ได้แต่พยักหน้า “ขอโทษนะเคตะ ฉันอาจจะเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจเกินไปจนกระทั่งเวลานี้ แต่ว่า......พวกเราน่ะ...จบกันแค่นี้เถอะนะ”
“เอ่อ..เดี๋ยว...” ร่างสูงงง..ก็เขาต่างหากไม่ใช่เหรอที่เป็นคนจะมาบอกเลิก
“อย่าพูดอะไรเลยนะ” มือเรียวบางยกขึ้นปิดปากอีกฝ่ายนึงไว้ “ถ้าเคตะพูดอะไรตอนนี้อากิต้องร้องไห้แน่ๆ ขออากิเอาแต่ใจเป็นครั้งสุดท้ายละกันนะ”
ร่างยาวได้แต่นิ่งเพราะไม่เคยคิดว่าอากิจะเป็นฝ่ายมาขอเลิกเองแบบนี้ หญิงสาวเหลือบมองออกไปนอกร้านแว่บนึงก่อนจะพูดต่อ “ขอโทษจริงๆนะเคตะ ...ยังไงอากิคงต้องไปแล้วล่ะ” เธอทำท่าจะลุกขึ้น เคตะก็เลยรีบหันไปมองที่นอกร้านบ้าง
“ริวอิจิเหรอ?” แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนรออยู่ข้างนอกเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง
“ตอนที่เคตะไม่อยู่ ริวอิจิเขาอยู่กับอากิตลอดเลย ขอโทษนะเคตะ อย่าโกรธริวอิจิเขาเลยนะ”
“อืม ไม่ได้โกรธหรอก” ร่างสูงยิ้มบางๆให้ เขาแค่ตกใจมากกว่า แต่ถ้าอากิไปด้วยกันได้ดีกับริวอิจิเขาก็ดีใจด้วยจริงๆ
“ขอบคุณนะ” หญิงสาวยิ้ม “ถ้างั้นอากิไปก่อนนะ นี่ค่ากาแฟ” ยื่นเงินให้ แต่เคตะส่งคืนกลับไป
“ไม่ต้องหรอก ถือว่าฉันเลี้ยง...เป็นครั้งสุดท้ายละกัน”
“อืม” อากิยิ้มบางๆให้ ไม่ได้ปฎิเสธ “งั้นก็ขอบคุณนะ” แล้วก็ทำท่าจะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” ร่างสูงยังคงรั้งอีกฝ่ายไว้ “เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ย”
ได้ยินแบบนั้นอากิก็ยิ้มกว้างออกมา “แน่นอนสิ” ก่อนจะเดินออกจากร้านไปจริงๆ
ร่างสูงทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจเบาๆ มองดูถ้วยกาแฟของตัวเองที่พนักงานยกมาให้ เขายังไม่ได้แตะมันเลยด้วยซ้ำ...
....ตี๊ด..ตี๊ด...ตี๊ด....
จู่ๆก็มีโทรศัพท์เข้า เคตะรีบรับทันทีที่เห็นชื่อที่หน้าจอ....บ้านจิบะ...
“ครับเคตะครับ.......ว่าไงนะครับ.....ครับ..ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” ปิดโทรศัพท์ หยิบเงินขึ้นวางบนโต๊ะ แล้วก็รีบวิ่งออกจากร้านไปทันที
2B Continued
Treasure..Chapter8
ชายร่างสูงวิ่งหน้าตื่นเข้ามายังตึกแห่งนึง ทั้งๆที่วิ่งไปหอบไป แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดแม้แต่จะหยุดพัก เขามองเห็นหญิงวัยกลางคน คนที่เขาคุ้นเคยดี แม่ของเรียวเฮนั่นเอง
“เรียวเฮเป็นยังไงบ้างครับ” ร่างสูงถามทันทีที่เท้าหยุดอยู่กับที่ราวกับเขาไม่ต้องหายใจเลย
“ยังอยู่ในห้องไอซียูอยู่เลยจ๊ะ” แม่ของเรียวเฮตอบเสียงสั่นเครือ สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลอย่างที่สุด
ที่นี่คือโรงพยาบาลที่เรียวเฮมาเข้ารับการรักษาอาการโรคหัวใจ ทั้งๆที่อาการของเรียวเฮดีขึ้นมากแล้ว แต่จู่ๆก็มีอาการทรุดหนัก จนต้องรีบนำตัวมาส่งโรงพยาบาล แล้วก็เข้าห้องไอซียูทันที แม่ของเรียวเฮโทรศัพท์ไปหา ตั้งใจจะให้เคตะรับรู้เท่านั้น แต่ทันทีที่ได้ยินว่าเรียวเฮเข้าโรงพยาบาล ร่างสูงก็ไม่รีรอที่จะมาหาถึงที่
“ทั้งๆที่ฉันวางใจ คิดว่าเขาแข็งแรงขึ้นมากแล้วซะอีก” แม่ของเรียวเฮได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ถ้าเรียวเฮเป็นอะไรไป ฉันคง...”
“ไม่หรอกครับคุณแม่” เคตะพยายามปลอบใจอีกฝ่าย “เรียวเฮจะต้องไม่เป็นอะไร เชื่อผมเถอะครับ” ทั้งๆที่ตัวเองแทบจะไม่รู้อะไรเลย แถมไม่มีอะไรจะรับประกันอีกว่าเรียวเฮจะไม่เป็นอะไร แต่เขาก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น
........นายจะต้องไม่เป็นอะไรนะเรียวเฮ ฉันยังไม่ได้บอกความรู้สึกของฉันให้นายฟังเลย......
ทั้งคู่ได้แต่นั่งรออยู่หน้านั่งห้องไอซียูด้วยความกังวล เวลาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องเปิดออก
“เรียวเฮเป็นยังไงบ้างครับ(คะ)” คุณหมอยังไม่ได้ก้าวข้ามประตูออมาดีทั้งคู่ก็รีบเข้าไปถามถึงอาการของร่างเล็กทันที
“เอ่อ...ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วล่ะครับ” คุณหมอพูดเสียงเรียบๆ ทั้งคู่ได้ยินก็ยิ้มอออกมาทันที “แต่ว่า....อาการก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่” รอยยิ้มบนใบหน้าทั้งสองคนก็หายไปแทบจะทันทีเช่นกัน
“แต่ระยะหลังนี้เขาก็แข็งแรงขึ้นแล้วนี่ครับ” เคตะถาม “ทำไมอาการถึงทรุดลงได้ล่ะครับ”
“หมอคิดว่าคงเกิดจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจน่ะครับ ไม่ทราบว่าพวกคุณพอจะนึกอะไรออกไม๊ครับ เหตุการณ์ที่ทำให้เขากระวนกระวายหรือไม่สบายใจน่ะครับ”
ทั้งคู่ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ในใจต่างก็นึกตำหนิตัวเองที่ไม่ได้รู้อะไรเลย แถมยังดูแลเรียวเฮไม่ดีอีก
“ยังไงก็ตาม ผมขอให้ระมัดระวังด้วยละกันนะครับ ส่วนตอนนี้คงต้องให้อยู่ห้องไอซียูอีกสักพัก ถ้าอาการดีขึ้นก็จะให้ย้ายไปห้องพักปกติได้ ยังไงตอนนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลอะไรกันมากนะครับ” คุณหมอพยายามยิ้มให้กำลังใจทั้งสองคน
“งั้นหมอขอตัวก่อนนะครับ”
ทั้งคู่โค้งให้ก่อนที่คุณหมอจะเดินไป ถึงแม้คุณหมอจะพยายามพูดให้กำลังใจ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่คลายความกังวลลงได้เลย
“ถ้าอย่างนั้นคุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเถอะครับ ผมจะเฝ้าอยู่ตรงนี้เอง ถ้ามีอะไรผมจะติดต่อกลับไปครับ” เคตะเสนอตัวคอยเฝ้าร่างเล็กอยู่ที่โรงพยาบาลให้
“อะไรกัน จะให้เธอมาลำบากแทนได้ยังไง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเต็มใจ” ร่างยาวย้ำข้อเสนอของตัวเอง “คุณแม่เองก็สีหน้าไม่ค่อยดี กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ ถ้าเรียวเฮฟื้นแล้วผมจะโทรศัพท์ไปบอกละกันครับ”
เห็นเคตะย้ำหนักแน่นขนาดนั้น แม่ของเรียวเฮจึงไม่ยืดเยื้อต่อ “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะ ขอบใจเธอมาก” เธอมองไปยังห้องที่ลูกชายของเธอนอนไม่ได้สติอยู่ข้างในอีกครั้ง ก่อนจะตัดใจกลับบ้าน ถึงอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
ร่างสูงทิ้งร่างของตัวเองลงบนเก้าอี้หน้าห้องไอซียูอย่างเหนื่อยอ่อน ถึงต่อหน้าแม่ของเรียวเฮเขาจะไม่ได้แสดงอาการกระวนกระวายใจออกมามากเพราะไม่อยากให้เธอไม่สบายใจหนักไปกว่านั้น แต่พอเคตะอยู่คนเดียวความกังวลที่มีมากอยู่แล้วก็ยิ่งแสดงออกมาให้เห็นมากขึ้น
....เรียวเฮ นายอย่าเป็นอะไรไปนะ นายต้องไม่เป็นอะไร....
......เรียวโกะซัง อย่าเพิ่งพาเรียวเฮไปเลยนะครับ อย่าพรากเขาไปจากผมเลย.....
หลายชั่วโมงผ่านไปจนกระทั่งดึกมากแล้ว เคตะนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอดไม่ได้ไปไหนเลยแม้แต่น้อย เขาเฝ้ามองพยาบาลผลัดกันเดินเข้าออก จนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด.....
“คุณคะ” เสียงพยาบาลสาวพยายามปลุกร่างสูงที่ยังนั่งหลับอยู่ที่เดิม
“........” เคตะค่อยๆลืมตาตื่นก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอหลับไป “เอ่อ...เรียวเฮเป็นยังไงบ้างครับ” พอตั้งสติได้ก็ถามถึงเรียวเฮทันที
พยาบาลสาวยิ้มให้ “คุณหมอให้ย้ายไปห้องปกติได้แล้วค่ะ”
ได้ยินแค่นั้นร่างสูงก็ยิ้มออกทันที พอเห็นพยาบาลสาวช่วยกันเข็นเตียงที่ร่างเล็กนอนอยู่ออกมา ร่างสูงก็รีบวิ่งเข้าไปหา หวังว่าร่างเล็กต้องฟื้นแล้วแน่ๆ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าเรียวเฮยังคงหลับสนิท...
ที่ห้องพักคนไข้ หลังจากโทรไปบอกให้แม่ของเรียวเฮแล้วเคตะก็ยังคงได้แต่นั่งเฝ้าร่างเล็กไม่ยอมห่าง มือใหญ่ๆเอื้อมไปลูบผมของร่างเล็กอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเคลื่อนลงมากุมมือเรียวเล็กไว้แน่น ในที่สุดร่างสูงก็ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงทั้งๆที่ยังกุมมือของเรียวเฮไว้อยู่อย่างนั้น...
.....แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้ามายังเตียงนอน ดวงตากลมค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ มองไปรอบๆห้องที่ไม่คุ้นตา ก่อนจะพยายามๆยันร่างของตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ก็รู้สึกหนักๆที่มือข้างขวา ร่างเล็กหันไปมองเห็นใครคนนึงฟุบหลับอยู่ข้างๆ แล้วรอยยิ้มบางๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า มือข้างซ้ายยกข้ามมาลูบผมของร่างสูงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำให้ร่างสูงสะดุ้งตื่นขึ้นมา มือเล็กๆรีบชักกลับทันที
“เรียวเฮ!” ทันทีที่ตื่น สิ่งแรกที่เคตะจะมองไปก็คือร่างที่นอนอยู่บนเตียง แล้วก็ต้องดีใจสุดๆเมื่อเห็นว่าเรียวเฮฟื้นแล้ว “นายฟื้นแล้ว” ร่างสูงลุกขึ้นจากท่านอน สองแขนสวมกอดร่างเล็กไว้แน่นอย่างลืมตัวโดยที่เรียวเฮยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ ร่างเล็กเองก็ดูจะตกใจไม่น้อย ใบหน้าใสที่เป็นสีขาวซีดมาตลอดทั้งคืนเพิ่งจะมีสีระเรื่อขึ้นมานี่เอง “ฉันนึกว่านายจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก”
“เอ่อ...” ร่างเล็กได้แต่เขินที่ถูกกอดโดยไม่ทันตั้งตัว แถมยังเป็นครั้งแรกที่เคตะตั้งใจเข้ามากอดเขาตรงๆแบบนี้ด้วย “เคตะ..”
รู้สึกตัวอีกที เคตะก็รีบปล่อยร่างเล็กทันที “เอ่อ..ขอโทษที ฉัน...” ...แก้ตัวไม่ออกแฮะ...
ร่างเล็กเห็นก็แอบยิ้ม “นาย...เฝ้าฉันอยู่ตลอดเลยเหรอ”
“อื้ม...ใช่” ร่างสูงตอบ “เอ้อ....ฉันต้องโทรไปบอกแม่นายก่อน” นึกขึ้นได้ก็รีบลุกขึ้น “เดี๋ยวฉันมานะ”
“เดี๋ยวก่อน” มือเล็กคว้ามือของอีกฝ่ายไว้จนร่างสูงต้องเหลียวกลับมามอง
“หืม”
“ขอบใจนะ” เรียวเฮยิ้มให้พร้อมกับปล่อยมือของเคตะออก เคตะเองก็ยิ้มกลับให้อย่างอ่อนโยนแทนคำพูด
“เดี๋ยวฉันมานะ”
“อื้ม” ร่างบนเตียงตอบก่อนที่เคตะจะเปิดประตูออกไป..
.....เวลาค่อยๆผ่านไป เคตะคอยมาเฝ้าร่างเล็กที่โรงพยาบาลตลอด แทบจะไม่ได้ไปเรียนเลย...
“นี่...เคตะ” เสียงเล็กๆเรียก ทั้งๆที่อีกฝ่ายก็นั่งอยู่ตรงหน้านี่เอง
“หืม”
“นายไม่ต้องไปเรียนเหรอ” เรียวเฮถามเพราะเห็นเคตะมาอยู่ด้วยตลอดแทบจะ24ชม.
เคตะได้ยินแบบนั้นก้อยิ้มให้ มือใหญ่ๆยกขึ้นลูบผมนุ่มๆของร่างเล็กเบา “นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก รีบๆหายไวๆก็พอ...นะ”
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ร่างเล็กก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี เห็นเรียวเฮทำหน้าแบบนั้นแล้ว ร่างสูงก็พูดต่อ “ไว้นายออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เราไปเที่ยวไหนด้วยกันมั้ย”
ร่างเล็กไม่พูดอะไร ได้แต่มองหน้าอีกฝ่ายงงๆ
“ฉันถามหมอแล้วล่ะ ถ้านายแข็งแรงขึ้นก็ออกไปไหนข้างนอกได้ปกติ อยู่แต่ในห้องตัวเองมันอุดอู้จะตาย” เคตะอยากให้เรียวเฮได้ออกไปเปิดหเปิดตาข้างนอกบ้าง
“อืม” ร่างเล็กยิ้มตอบ ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้ลืมเรื่องที่ว่าเคตะมีแฟนอยู่แล้วหรอก เพียงแต่ถ้าเคตะให้ความสำคัญกับเขาแบบนี้ล่ะก็....
......มันอาจจะผิดกับอากิซัง แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ...ขอยืมตัวเคตะแค่แป๊บเดียวได้มั้ยครับ....
ทั้งๆที่เคตะเลิกกับอากิแล้วแท้ๆ แต่เจ้าตัวน่ะสิ..มัวแต่ห่วงเรียวเฮจัดจนลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท ก็เลยไม่ได้บอกเรียวเฮซะที ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดมากอยู่คนเดียวอยู่นั่นล่ะน้า....
2B Continued
Treasure…Chapter9
ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเรียวเฮก็ออกจากโรงพยาบาลได้ซะที
“เป็นไง ห้องเปลี่ยนไปไม๊” ร่างสูงถามยิ้มๆขณะเดินตามเรียวเฮเข้ามายังห้องเดิมที่บ้านของเขาเอง
“แค่อาทิตย์เดียว จะให้เปลี่ยนอะไรไปล่ะ” ร่างบางตอบขณะที่ยังกวาดสายตาไปรอบๆห้องตัวเอง
“พูดเหมือนไม่ดีใจที่ได้กลับบ้านเลย”
“..ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย” ร่างเล็กพูดเบาๆ ...เพียงแต่ว่า..ถ้ากลับมาที่บ้าน เคตะก็จะไม่ได้มาอยู่กับเขาตลอดเวลาเหมือนตอนอยู่ที่โรงพยาบาลนี่นา... ถึงจะเป็นห่วงที่เคตะเอาแต่มาเฝ้าเขาจนไม่ได้ไปเรียนเลยก็เถอะ แต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากให้คนๆนี้อยู่ข้างๆตลอดเวลา.. “ฉันกลับมาอยู่บ้านอย่างนี้แล้ว นายจะได้กลับไปเรียนได้ซะที” ร่างเล็กนั่งลงบนเตียง ฝืนยิ้มพูดทั้งๆที่ในใจไม่ได้คิดแบบนั้นเลย..
เคตะเดินเข้ามานั่งข้างๆ หันไปยิ้มให้ “ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วงไง” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่จริงๆแล้วตัวเองก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันแหละ “นายน่ะเป็นห่วงตัวเองให้มากก็พอแล้วล่ะ”
“อืม” ร่างเล็กยิ้มบางๆตอบ
“ถ้างั้นวันนี้ฉัน....” เคตะพูดขึ้น แล้วก็เงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูดให้จบ “...กลับก่อนนะ...”
“........อืม” ร่างเล็กเองก็เงียบไปพักนึงก่อนจะตอบรับออกมา..
....แล้วเคตะก็นั่งมองหน้าร่างบางอยู่อย่างนั้น เขายังไม่อยากจะลุกไปไหน ไม่อยากจะห่างจากคนๆนี้ไปสักนาทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องฝืนใจตัวเอง ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าของตัวเอง
เรียวเฮลุกขึ้น เดินตามไปที่ประตูห้อง
“ฉันไปนะ” ร่างสูงหันมาบอกลาอีกครั้ง
“อืม โชคดีนะ” เรียวเฮยิ้มบางๆให้ เขาเองก็ไม่อยากให้เคตะเดินออกจากห้องนี้ไปเหมือนกัน แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ...
..ปัง..สิ้นเสียงปิดประตู ร่างบางค่อยๆเดินกลับมานั่งลงที่เตียง
...จะอะไรนักหนา เดี๋ยวพรุ่งนี้เคตะก็มาอีก..
แล้วสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนึงที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ..หนังสือเล่มที่เคตะให้ยืมมา.. หนังสือเล่มนั้นที่เขาเจอรูปของเคตะกับแฟน(เก่า)...เขาคิดว่าเคตะคงจะไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็คงไม่รู้ว่ารูปนั้นมันติดมากับหนังสือ ทั้งๆที่เคตะอยากให้เขาอ่าน แต่ว่าตอนนี้เขากลับไม่อยากเห็นหนังสือเล่มนี้อีกแล้ว..
ผ่านไปอีกหลายๆวัน หลังจากเรียวเฮออกจากโรงพยาบาลได้ เคตะก็กลับไปเรียนหนังสือเหมือนเดิม แถมช่วงนี้คงต้องตั้งใจเรียนมากขึ้นเพราะว่าโดดเรียนไปเฝ้าเรียวเฮอยู่ซะหลายวัน แต่ถึงอย่างนั้นเคตะก็ยังแวะเวียนไปหาร่างเล็กอยู่แทบทุกวัน ยังไงเขาก็ยังต้องทำหน้าที่ครูสอนพิเศษอยู่นี่นา..
ร่างยาวก้มหน้าก้มตาตรวจงานให้เรียวเฮหลังจากที่ใช้เวลาที่อีกฝ่ายทำแบบฝึกหัดด้วยการอ่านหนังสือเรียนของตัวเองแล้ว ที่จริงหลังๆมานี่เคตะเริ่มไม่รู้จะเอาอะไรมาให้เรียวเฮเรียนแล้ว เพราะถึงจะไม่เรียนหนังสือมานาน แต่เหมือนเรียวเฮก็ไม่ได้โง่ แถมยังหัวไวด้วยซ้ำ สอนอะไรไปแป๊บเดียวก็เข้าใจหมด ที่จริงถ้าลองให้ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเองแล้วไปสอบเข้ามหาลัยยังมีสิทธิ์สอบผ่านเล๊ย
“เออนี่..เคตะ”
ร่างสูงแหงนหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก “หืมม”
“ฉันมีหนังสือที่อยากซื้อน่ะ ไว้นายพาฉันไปร้านหนังสือทีสิ”
“หนังสือเหรอ? อยากได้อะไรล่ะ เดี๋ยวฉันซื้อมาให้ก็ได้นิ”
“อืม..ก็หลายเล่มน่ะ อยากซื้อดิคด้วย ฉันอยากไปดูเองมากกว่า” ร่างเล็กว่า กลัวอยู่เหมือนกันว่าจะรบกวนเคตะรึเปล่า แต่เคตะเคยพูดเองนี่นาว่าจะพาเขาไปข้างนอก..
“เอางั้นก็ได้ แต่ฉันต้องขอแม่นายก่อนนะ”
“อื้ม” เห็นเคตะรับปากแบบนี้แล้วร่างเล็กก็ยิ้มกว้างออกมา เห็นรอยยิ้มแบบนั้นแล้วเคตะเองก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ ที่สำคัญไอ้ที่รู้สึกใจเต้นตึกๆนี่มัน...
“เออใช่...แล้วหนังสือที่ให้ยืมมาล่ะ อ่านจบรึยัง” ร่างสูงถามขณะที่ยื่นหนังสือแบบฝึกหัดคืนให้
ได้ยินถึงหนังสือเล่มนั้นแล้วร่างเล็กก็เงียบไปนิดนึง ก่อนจะหันมาตอบ “เอ่อ..ก้อ..ยังเลย พอดีมาไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลซะก่อนไง” แล้วก็ตอบเฉไฉไปเรื่อย ที่จริงแล้วตั้งแต่เจอรูปใบนั้นเข้า เรียวเฮก็ไม่ได้หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านอีกเลยด้วยซ้ำ
“เหรอ” ร่างสูงพูดยิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย (ไม่ได้รู้อะไรเล๊ยยย) “ไม่ได้เร่งนะ แค่ถามดูว่าอ่านรึเปล่า” ก็เคตะน่ะตั้งใจจะเอามาให้เรียวเฮอ่านนี่นา ที่จริงจะซื้อเล่มใหม่ให้เลยก็ได้ แต่ว่าตอนนั้นมันหาไม่ได้พอดีก็เลยต้องไปขอยืมอากิจังมา
เห็นร่างยาวยิ้มแบบนั้นแล้วเรียวเฮก็รู้สึกยิ้มไม่ค่อยจะออก ที่จริงเขาก็อยากจะอ่านต่อให้จบหรอก แต่มันทำใจหยิบขึ้นมาไม่ได้นี่นา..
“นายเอาไปคืนเพื่อนเถอะ” ร่างเล็กโพร่งออกมา ทำเอาเคตะอึ้งไปเล็กน้อย ร่างเล็กก็เลยรีบแก้ตัวก่อน “อ๋อ..ไม่ใช่ฉันไม่อยากอ่านนะ แต่ไม่อยากยืมไว้นานน่ะ เอาไว้วันที่นายพาฉันไปซื้อหนังสือแล้วฉันซื้อใหม่เองดีกว่า”
“โธ่..นึกว่าอะไร ไม่เป็นไรหรอกน่า ไหนๆก็ยืมมาแล้ว แล้วเจ้าของเค้าก็ไม่ได้รีบจะเอาคืนซะหน่อย”
“เอ่อ...ฉันอยากได้เป็นของตัวเองด้วยน่ะ” เรียวเฮพยายามแก้ตัว แต่ที่ว่าอยากได้เองมันก็ไม่ใช่โกหกซะทีเดียว ในเมื่อมันเป็นหนังสือที่เคตะอยากให้เขาอ่าน เขาก็อยากจะมีไว้เป็นของตัวเองเลยมากกว่า แต่ประเด็นหลักตอนนี้คือเขาไม่อยากหยิบเล่มที่ยืมมานี่ขึ้นมาอ่านอีกแล้ว
“อืม ตามใจๆ เอางั้นก็ได้” เห็นร่างบางพูดขนาดนี้แล้วเขาก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ “แต่ยังไงก็เอาเล่มนี้ไว้ก่อน จนกว่าจะหาซื้อได้ละกันนะ” พูดเสร็จก็ยิ้มให้ ร่างบางได้แต่ยิ้มแห้งๆ เขาอยากให้เคตะเอามันไปให้พ้นหูพ้นตาซะเดี๋ยวนี้มากกว่า แต่ก็คงพูดออกไปไม่ได้ เลยได้แต่ฝืนยิ้มให้
หลังจากไปขออนุญาตกับแม่ของเรียวเฮมาแล้ว เคตะก็หาเวลาว่างเพื่อจะพาเรียวเฮไปซื้อหนังสือตามที่สัญญาไว้ ถึงจะพูดว่าออกไปเที่ยวไม่ได้เต็มปากเต็มคำ แต่ที่จริงมันก็ไม่ต่างจากเดทสักเท่าไหร่ เพราะอย่างนั้นทั้งคู่ก็เลยออกจะตื่นเต้นกับวันนี้อยู่เหมือนกัน ที่สำคัญสำหรับเรียวเฮแล้วมันเป็นการออกนอกบ้านครั้งแรกในรอบหลายๆปีสำหรับเขา ถ้าไม่นับการไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ต้องไปเป็นประจำอยู่แล้ว
“จะไปกันรึยัง” ร่างสูงถาม เขามารับร่างเล็กถึงที่บ้าน เพราะถ้านัดไปเจอกันข้างนอกคงจะลำบากสำหรับเรียวเฮ
“อื้ม” เรียวเฮน่ะพร้อมตั้งนานแล้ว ก่อนที่เคตะจะมาซะอีก แล้วทั้งคู่ก็ออกจากบ้าน ขึ้นรถไฟเข้าไปยังย่านร้านค้าใจกลางเมือง ที่จริงเวลาสายๆแบบนี้รถไฟมันก็ไม่น่าจะแน่นมากแล้ว แต่เพราะว่าเป็นวันหยุดก็เลยดูเหมือนว่าคนจะเยอะตลอดทั้งวัน เคตะพยายามกันร่างบางไม่ให้ต้องเบียดกับคนอื่นด้วยการดึงอีกฝ่ายไปที่ผนังประตูรถไฟ แล้วก็ใช้สองแขนของตัวเองกันเอาไว้ นี่ถ้าคนเยอะกว่านี้อีกนิด หน้าของเรียวเฮคงได้ชิดกับหน้าอกของร่างสูงพอดีแน่ๆ ขนาดว่าไม่ได้เบียดถึงขนาดนั้น แต่มันก็ทำให้ร่างบางอดใจเต้นไม่ได้..
“โอ่ย คนเยอะชะมัด” ร่างสูงว่าหลังจากพาร่างเล็กลงจากรถไฟมาแล้ว “ขอโทษนะ ไม่คิดว่าคนจะแน่นขนาดนี้” รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องพาคนป่วยมาผจญกับผู้คนล้นหลามในเมืองแบบนี้
“ไม่ใช่ความผิดนายซะหน่อย ฉันเป็นคนขอให้นายพามาเองนี่นา” ร่างบางยิ้มให้ ที่จริงตัวเองก็ออกจะงงๆอยู่ เพราะไม่ได้ออกจากบ้านมาเห็นผู้คนมากมายแบบนี้มานานมากแล้ว “ว่าแต่..ไปทางไหนต่อล่ะ”
“ทางนี้ๆ” ร่างสูงเดินนำ แล้วมือใหญ่ๆก็คว้ามือเล็กของอีกฝ่ายไว้ ถึงจะเพราะว่ากลัวเรียวเฮหลงพลัดไป แต่เดินจูงมือกันแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรียวเฮหรอกนะที่จะเขิน เคตะเองก็ใจเต้นแปลกๆกับเขาเหมือนกัน
แล้วเคตะก็พาร่างบางเดินมาถึงร้านหนังสือร้านใหญ่ ทั้งคู่พากันเดินเข้าไปในร้าน ร่างเล็กได้แต่เหลียวซ้านแลขวาไปมา เขาไม่ได้เข้าเมือง ไม่ได้เข้าร้านค้าอะไรใหญ่ๆแบบนี้มานานมากจนทำอะไรไม่ค่อยจะถูก แถมร้านใหญ่ซะขนาดนี้จะหาหนังสือที่ต้องการเจอไม๊เนี่ย
“ทางนี้” เคตะกำมือเล็กๆของเรียวเฮไว้ หันมายิ้มก่อนจะพาเดินไปที่ชั้นหนังสือประเภทดิกชันนารี “นายบอกว่าจะซื้อดิกใช่ม๊า”
“อ...อืม” เห็นหนังสือเรียงรายอยู่ตรงหน้าเยอะไปหมดจนร่างเล็กมึน
“อยากได้แบบไหนล่ะ เดี๋ยวฉันช่วยหา หรือว่าจะไปถามพนักงานขายดี”
“อืมมม....” ร่างเล็กคิดไปพลางกวาดสายตาไปยังชั้นวางหนังสือตรงหน้า “อ๊ะ..เจอแล้ว เล่มนี้แหละ”
พอดีว่าเล่มที่เรียวเฮอยากได้เป็นหนังสือใหม่ ทางร้านก็เลยเอามาวางกองเด่นอยู่ ร่างสูงยื่นมือมาช่วยถือหนังสือให้ แล้วก็คอยเดินตามเรียวเฮที่ยังเดินหาหนังสืออย่างอื่นต่อ
“เอ่อ..นายไม่ต้องคอยเดินตามฉันก็ได้นะ ฉันเกรงใจน่ะ เผื่อนายจะอยากซื้ออะไรของตัวเองด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้จะซื้ออะไรอยู่แล้ว” เคตะตอบไปตามตรง เขาเป็นห่วงเรียวเฮมากกว่าจะห่วงเรื่องซื้อของ จะปล่อยให้ร่างบางนี่เดินคนเดียวได้ยังไงกัน “ฉันช่วยเดินหาด้วยจะได้เสร็จเร็วๆไง”
“นายแค่บอกฉันว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดี๋ยวฉันเดินหาเองดีกว่า”
“ไม่ได้หรอก ร้านใหญ่แบบนี้ ถ้าเกิดหลงกันก็แย่สิ”
“งั้นนายก็ไปรอที่ทางออกสิ เดี๋ยวฉันไปหา”
“ไม่ได้หรอก ฉันพานายมาก็ต้องคอยดูแลนายสิ เกิดนายหลงหรือเป็นอะไรไป ฉันจะมีหน้าไปบอกแม่นายยังไง”
เถียงกันไปเถียงกันมา สุดท้ายเรียวเฮก็ต้องยอมให้เคตะคอยเดินตามตลอด แถมยังช่วยมือหนังสือที่เรียวเฮเลือกออกมาด้วย
“หนักไม๊” ร่างเล็กถาม ก็เล่นซื้อทีตั้งหลายเล่ม
“ไม่เป็นไร สบายมาก” เคตะว่า ที่จริงมันก็ไม่เบานักหรอก แค่ดิกเล่มเดียวก็หนักจะแย่แล้ว แต่แขนล่ำอย่างเคตะ แค่นี้สบายอยู่แล้ว(คนแต่งไม่ได้ตั้งใจกัดน้า เหอๆ)
“ขอโทษนะ อีกไม่เยอะหรอก” ร่างบางพูดเสร็จ ก็รีบวิ่งไปหาหนังสือต่อ
หลังจากเดินวนไปทั่วร้าน เคตะก็ยกหนังสือกองนึงมาที่หน้าแคชเชียร์
“อ๊ะ เดี๋ยวนะ ลืมไปเลย” ร่างเล็กพูดเสียงหลง “เดี๋ยวฉันมานะ” แล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในร้านเพื่อหาอะไรบางอย่าง
ไม่นานร่างเล็กๆก็วิ่งกลับมาพร้อมหนังสือเล่มนึง วางลงตรงหน้าแคชเชียร์ หนังสือเล่มเดียวกับที่เคตะให้ยืมมานั่นเอง
“ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ” ร่างเล็กหอบเล็กน้อยเพราะรีบวิ่งไปแล้วก็วิ่งกลับมา ในมือถือเครดิตการ์ดเตรียมจะจ่ายค่าหนังสือกองใหญ่เต็มที่
..แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านมาได้ ในมือเคตะถือถุงหนังสือเต็มทั้งสองมือ
“ขอโทษนะ ฉันลืมไปว่าน่าจะซื้อทีละน้อยๆ” เห็นร่างสูงต้องมารับภาระหิ้วของให้ เรียวเฮก็ชักจะรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่นี้เอง” ร่างสูงยังยิ้มได้ แค่นี้สบายมาก “ว่าแต่นายหิวรึยังล่ะ ไปหาอะไรกินกันไม๊”
“อืมม..ก็..” ยังไม่ทันได้ตอบอะไรแต่พอมองขึ้นไปบนฟ้าก็... “แต่ดูท่าฝนจะตกแล้วนะ”
“อ๊ะ จริงด้วย แย่จริง” ร่างสูงมองตาม เห็นเมฆครึ้มมาแต่ไกล ถือหนังสืออยู่แบบนี้ ถ้าฝนตกคงไม่ดีแน่
“กลับบ้านกันก่อนก็ได้นะ” ร่างเล็กว่า
“อืมมมม แต่ถ้าฝนตกระหว่างทางก็ลำบากอยู่นะ” เคตะพูดพลางคิดหาวิธีหลีกฝน “อ๋อ..เอางี้ละกัน” แล้วก็นึกอะไรดีๆออกมาได้ “ไปบ้านฉันไม๊”
แต่ไอ้ที่คิดได้นี่มันออกจะทำอีกฝ่ายอึ้งไปเล็กน้อย
“บ้านฉันอยู่ถัดจากที่นี่ไปไม่กี่สถานีเอง คงกลับไปทันก่อนฝนตกล่ะ แล้วถ้ายังไงรอฝนหยุดแล้วค่อยกลับก็ได้”
“อืม..เอางั้นก็ได้” ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่าแล้วนิ อีกอย่างเรียวเฮเองก็อยากจะลองไปบ้านเคตะดูสักครั้งเหมือนกัน
ตัดสินใจได้แล้ว ทั้งคู่ก็ขึ้นรถไฟกันอีกรอบ มุ่งหน้าไปยังบ้านของคนร่างสูงกันล่ะ...
2B Continued
Treasure…Chapter10
“รบกวนหน่อยน้า” เสียงเล็กๆบอกขณะกำลังจะก้าวเข้าไปยังห้องของอีกฝ่าย การมาห้องของเคตะครั้งแรกแบบนี้ทำเอาร่างเล็กตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
“เอ่อ..แคบหน่อยนะ” ร่างสูงพูดอายๆเพราะถ้าเทียบกับห้องของเรียวเฮแล้ว มันเล็กกว่าครึ่งเลยแหละ
เรียวเฮเดินเข้าไปข้างใน มองไปรอบๆ ห้องขนาดไม่ใหญ่ มีแค่เตียง โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของขนาดใหญ่ หนังสือกองยักษ์ที่วางเรียงรางตามพื้นห้อง กับห้องครัวเล็กๆ ก็เหมือนห้องสำหรับอยู่คนเดียวทั่วไปนั่นแหละ
“นั่งที่เตียงก็ได้” ร่างสูงหันมาพูดหลังจากพยายามเก็บข้าวเก็บของในห้องเรียบร้อยขึ้นหน่อย ก็ห้องมันแคบแล้วก็ไม่มีที่นั่งสำหรับรับแขกนี่นา
ร่างเล็กไม่ว่าอะไร นั่งลงบนเตียงตามที่เคตะว่าทั้งๆที่ยังมองไปทั่วห้องแบบไม่วางตา
“หิวไม๊” เคตะหันมาถาม หลังจากวางข้าวของให้เรียบร้อยแล้วก็ยกน้ำมาให้เรียวเฮ นี่มันก็บ่ายแล้วนิ
มือเล็กๆรับแก้วน้ำมา “อืม ก็นิดหน่อย..”
“งั้น..ทำอะไรกินกันเองละกันนะ” ก็เมื่อกี้รีบกลับมาเพราะกลัวฝนตกซะก่อน ก็เลยยังไม่ได้กินอะไรกันเลย แต่ก็ยังดีนะที่กลับมาถึงบ้านก่อนฝนตก
“อื้ม” ร่างเล็กยิ้มกว้าง ...เคตะจะทำอาหารให้กิน.. เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่จะได้กินอาหารฝีมือครูสอนพิเศษคนนี้ ถึงจะไม่รู้เลยว่าฝีมือจะดีหรือแย่แค่ไหนแต่ก็อดดีใจไม่ได้ “งั้น...ให้ฉันช่วยนะ” ...พูดไปงั้นแหละ เรียวเฮไม่เคยทำอาหารกินเอง แถมคุณหนูบ้านรวยแบบนั้นจะไปทำอะไรเป็น ..แต่มันก็อยากช่วยนี่นา..
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำเอง รอแป๊บนึงนะ” ยิ้มให้แล้วก็รี่ไปที่ครัว เปิดตู้เย็นดูว่าพอจะมีอะไรให้ทำกินได้บ้าง ...คนอยู่คนเดียวก็แบบนี้ล่ะ... ไม่ได้มีทุกอย่างในตู้เย็นเหมือนบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่ๆหรอก
เรียวเฮได้แต่แอบมองจากตรงที่ๆตัวเองนั่งอยู่ เห็นร่างสูงหยิบของออกจากตู้เย็น ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรสักอย่าง หน้าตาดูมีความสุขซะจนเรียวเฮแอบสงสัย ...ทำอาหารนี่มันสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ...
...ทำอาหารน่ะ มันไม่ได้สนุกอะไรหร้อก แต่การทำอาหารให้ใครบางคนกิน มันก็เป็นความสุขอย่างนึงล่ะ...
ดวงตากลมโต จ้องร่างสูงไม่วางตา สักพักร่างเล็กก็ลุกเดินเข้าไปที่ครัวบ้าง
“หิวแล้วเหรอ” ร่างสูงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามา “จะเสร็จแล้วล่ะ”
“ให้ฉันช่วยอะไรไม๊” ร่างบางเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น ถึงไม่รู้จะช่วยอะไร แต่ก็อยากทำตัวมีประโยชน์บ้าง
“อย่าเลย ครัวมันแคบ ลำบากเปล่าๆ นายไปนั่งรอเหอะ”
..ไม่รู้อะไรซะแล้วเคตะเอ๋ย ยิ่งแคบนี่แหละยิ่งดี...
“งั้นเหรอ” ร่างเล็กทำเสียงอ่อยเมื่อรู้ว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้
“จะเสร็จแล้วล่ะ” เห็นคนน่ารักทำเสียงแบบนั้นเคตะก็เลยยิ้มให้เพื่อไม่ให้เรียวเฮคิดว่าตัวเองไม่ได้ช่วยอะไรเลย ...ก็มันจะเสร็จแล้วจริงๆ ไม่ต้องช่วยก็ได้..
ร่างเล็กยิ้มบางๆตอบ ในเมื่อช่วยอะไรไม่ได้ก็ต้องกลับไปนั่งที่เตียงอย่างเดิม ..ไปอยู่ในครัวด้วยคงจะเกะกะเคตะเปล่าๆ..
ไม่นานร่างสูงก็กลับมาพร้อมจานอาหารสำหรับทั้งสองคน “เสร็จแล้ว”
...ข้าวผัดหน้าตาธรรมด๊า ธรรมดา...
“ขอโทษนะ ไม่อยากให้รอนานก็เลยทำอะไรง่ายๆ กินได้ใช่ไม๊”
“ได้สิ” ร่างบางยิ้มตอบ ..เคตะอุตส่าห์เป็นคนทำให้ อะไรก็กินได้ทั้งนั้นแหละ..
ร่างเล็กรับจานมา “ทานละนะ” ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก “อื้อ อร่อยดี” แล้วก็ยิ้มกว้างให้
เห็นเรียวเฮยิ้มแบบนั้น เคตะก็ค่อยโล่งอก “เฮ้อ..ค่อยยังชั่ว” ว่าแล้วก็ก้มลงกินข้าวของตัวเองบ้าง
“นายทำอาหารเก่งนี่นา”
“ขอบใจ จริงๆฉันก็เพิ่งจะหัดทำอาหารเองตอนย้ายออกมาอยู่คนเดียวนี่แหละ”
ได้ยินแบบนั้นร่างบางก็นึกสมเพชตัวเองขึ้นมา ...ทั้งๆที่เราอายุมากกว่าเคตะแท้ๆ แต่กลับทำอะไรไม่เป็นเลย...
“อ่าว เป็นอะไรไป อิ่มแล้วเหรอ” เห็นเรียวเฮนิ่งไปซะเฉยๆ ก็เลยแปลกใจ
“อ๋อ เปล่าๆ” รีบปฏิเสธแล้วก็กินข้าวต่อ... “อ๊ะ” ร่างเล็กหันไปมองนอกหน้าต่างพอดี “ฝนตกแล้วล่ะ”
“จริงด้วย” เคตะมองตามออกไป ฝนตกแล้วท้องฟ้าไม่ค่อยสดใสเอาซะเลย..
...หลังจากทั้งคู่กินข้าวเสร็จแล้ว ร่างยาวก็เอาจานไปล้าง ก่อนจะกลับมาพร้อมแก้วน้ำ ยื่นให้ร่างเล็ก
“ขอโทษที่รบกวนนะ ฉันนี่ไม่ไหวเลย ช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า” เคตะยิ้มให้ หันไปมองนาฬิกา ..บ่ายสามแล้ว แต่ข้างนอกฝนตก ท้องฟ้าก็เลยดูมืดกว่าที่มันควรจะเป็น “เวลาฝนตกนี่รู้สึกเหงาเนอะ”
...เหงาเหรอ... ฉันน่ะชินกับความเหงาซะแล้วล่ะ...
“คงงั้นมั้ง” ร่างเล็กตอบเสียงลอยๆ มองดูสายฝนที่โปรยปรายลงมา สำหรับเขาแล้ว ต่อให้ฝนไม่ตก ความเหงาก็ไม่เคยจางหายไป จนกระทั่งได้พบกับเคตะนี่แหละ ...แต่ถ้าสักวันเคตะต้องจากไป เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ... ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ร่างเล็กพยายามสลัดความคิดนั้นออกไปจากหัว แล้วก็หันไปหยิบผ้าห่มบนเตียงมาคลุมตัวเอง “หนาวจัง” ..ฝนตกแล้วอากาศมันเย็นน่ะ..
“อ๊ะ เดี๋ยวฉันเอาเสื้อคลุมมาให้” ร่างสูงรีบวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อแจ๊คเก็ตออกมา แล้วยื่นให้เรียวเฮ
“ขอบใจนะ” ร่างบางยิ้มตอบ รับเสื้อมาใส่ แต่เสื้อของเคตะดูจะใหญ่เกินไปสำหรับคนตัวเล็กอย่างเรียวเฮอยู่นะ “นี่ฉันตัวเล็กเกินไป หรือนายตัวใหญ่เกินไปนะเนี่ย” แล้วก็หัวเราะเบาๆ
“นายตัวเล็กเกินไปน่ะสิ” เคตะว่า ..ใช่แล้ว ตัวเล็กๆ บอบบาง น่ากอด น่าถนุถนอมที่สุด.. “เดี๋ยวฉันหาอะไรอุ่นๆให้ดื่มดีกว่า” ว่าแล้วก็เดินเข้าครัวไปสักพักนึง ก่อนจะกลับมาพร้อมโกโก้อุ่นๆสองถ้วย “เอ้า”
“ขอบใจ”มือเรียวบางรับถ้วยโกโก้มาถือไว้ “อุ่นดีจัง” แล้วก็ระบายยิ้มออกมา
เห็นแล้วเคตะเองก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้ ความสุขของเคตะน่ะคือการทำให้คนน่ารักคนนี้ยิ้มได้
ทั้งคู่นั่งคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย จนกระทั่งท้องฟ้าค่อยๆมืดลง เผลอแป๊บเดียว ห้องก็มืดลงไปถนัดตา ร่างสูงลุกจากที่ไปเปิดไฟ ก่อนจะหันไปดูนาฬิกา
“ลืมเวลาไปเลย นี่มันจะทุ่มนึงแล้วเหรอเนี่ย” ...นั่งคุยกับคนน่ารักสองคนแบบนี้ ไม่แปลกที่จะลืมเวลาไปซะสนิท.. “แต่ว่า....” มองออกไปนอกหน้าต่างอีกที “ฝนยังไม่หยุดเลย” ...ตกนานขนาดนี้แล้วแท้ๆ..
“อืมม” ร่างเล็กมองออกไปข้างนอกตาม
“ดึกแล้ว ฉันโทรไปบอกที่บ้านนาย ให้คนขับรถมารับดีกว่านะ ถ้าให้ฉันไปส่งเดี๋ยวนายโดนฝนแล้วจะไม่สบาย” ร่างสูงว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “สวัสดีครับ ผมเคตะนะครับ ตอนนี้เรียวเฮอยู่ที่บ้านผมน่ะครับ พอดีฝนตกไม่หยุดซะที ยังไงผมรบกวนให้คนขับรถมารับ...” พูดยังไม่ทันจบ ร่างเล็กก้อเอื้อมมือมาคว้าโทรศัพท์ไปจากมือเคตะซะเฉยๆ
“แม่เหรอครับ ผมเองนะครับ ไม่ต้องส่งคนมารับก็ได้ คืนนี้ผมค้างที่นี่ละกัน แค่นี้นะครับ” พูดเองเออเองเสร็จสรรพแล้วก็ตัดสายไปซะเฉยๆ ทำเอาคนที่ยืนอยู่ข้างๆอึ้งกิมกี่ซะงั้น
....ค้าง...ที่นี่....เหรอ....
(พยายาม)ตั้งสติได้แล้วก็รีบท้วงขึ้นมา “ทำอะไรของนายน่ะ”
“ก็ฉันไม่ยังอยากกลับบ้านนี่นา แต่ถ้านายไม่พอใจฉันโทรไปบอกให้ที่บ้านมารับก็ได้” แล้วก็ทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรกลับบ้านอีกครั้ง แต่โทรศัพท์กลับดังขึ้นซะก่อน ร่างยาวรีบคว้ามาก่อนที่เรียวเฮจะหยิบไปรับ
“เคตะครับ ขอโทษด้วยนะครับ เอ่อ..ไม่รบกวนหรอกครับ ครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะพากลับไปส่งที่บ้านนะครับ สวัสดีครับ” เคตะพูดเองอยู่คนเดียว แต่ร่างเล็กก็พอจะจับใจความได้ว่า เป็นอันว่าคืนนี้เขาได้ค้างที่นี่ล่ะ
“แม่นายโทรมาขอโทษใหญ่เลย”
“ถ้าเป็นนายน่ะ แม่ไม่ว่าอะไรหรอก” ..แน่ล่ะ ตั้งแต่เคตะมาเป็นครูสอนพิเศษให้ เรียวเฮก็ค่อยพูดค่อยจามากขึ้น ทั้งๆที่หลายปีมานี่ เขาแทบจะไม่ปริปากพูดกับใครเลย และที่สำคัญคนที่ทำให้เรียวเฮยิ้มได้อีกครั้งก็คือเคตะนี่แหละ..
“นายนี่น้า...” ...บทอยากจะเอาแต่ใจขึ้นมาก็ไม่มีปี่มีขลุ่ยซะงั้น...
“ฉันไม่รบกวนจริงๆนะ? ถ้านายอยากให้ฉันกลับ ฉันก็จะกลับ” นึกๆดูแล้วที่ตัวเองทำไปก็เอาแต่ใจจริงๆล่ะนะ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงทำไปอย่างนั้น
“บ้าน่า ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ที่จริงเขาก็ไม่อยากให้เรียวเฮกลับอยู่แล้ว มือใหญ่ๆอดลูบผมนุ่มๆของคนตัวเล็กไม่ได้ ก็เล่นทำหน้าอ้อนแบบนั้นน่ะ
“โอ๊ย ฉันไม่ใช่เด็กนะ” โดนทำเหมือนตัวเองเป็นเด็กแบบนี้ ร่างเล็กไม่ค่อยชอบสักเท่าไร
“ฮะๆๆ” เคตะหัวเราะเสียงดัง ท่าทางว่าคืนนี้คงจะยังอีกยาวนานเป็นแน่
2B Continued
Treasure…Chapter11
“ดึกแล้ว ไปอาบน้ำเหอะ เดี๋ยวเป็นหวัด” ร่างสูงหันไปบอกคนน่ารักขณะเก็บจานไปล้างที่ครัว ทั้งคู่เพิ่งจะทานข้าวเย็น(ฝีมือเคตะ)เสร็จ
“นายไปอาบก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันช่วยล้างจาน” เพราะว่ามื้อเมื่อกี้ก็ไม่ได้ช่วย มื้อนี้คนทำก็เป็นเคตะอีก ร่างเล็กยังไม่ได้ช่วยอะไรเลย
“ไม่เป็นไรหรอกน่า นายไปอาบก่อนเหอะ ฉันทำเอง” นอกจากจะไม่อยากให้เรียวเฮต้องลำบากแล้ว ยังไม่ค่อยจะไว้ใจให้ช่วยสักเท่าไรด้วย
“น่า ให้ฉันทำเหอะ เมื่อกี้นายก็ทำเองทั้งหมดแล้ว ให้ฉันช่วยบ้างนะ” สองแขนเรียวผลักหลังเคตะให้ออกจากครัว
“แน่ใจนะ” ร่างสูงน่ะไม่ค่อยแน่ จะไหวเหรอ คุณหนูแบบนี้ ถึงจะแค่ล้างจานก็เหอะ
“แน่สิ” เรียวเฮยิ้มกว้างให้ ร่างสูงก็เลยจำใจต้องไปอาบน้ำก่อน หลังจากหยิบเสื้อผ้า เดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตูยังไม่ทันจะทำอะไรก็...
.......เพล้งงงง.......... เสียงที่เคตะไม่อยากได้ยินดังมาจากข้างนอก ...เอาจนได้สิ...
ร่างสูงรีบเปิดประตูห้องน้ำ วิ่งไปหาร่างเล็กที่ครัว “เป็นอะไรรึเปล่า” ไม่ได้ห่วงเรื่องจานที่แตก แต่เป็นห่วงว่าเรียวเฮจะบาดเจ็บรึเปล่า
“เอ่อ...ฉันขอโทษ” ร่างบางหน้าจ๋อยสนิท อยากจะช่วยแต่ดันทำเรื่องจนได้
“โดนบาดรึเปล่า”
“เอ่อ..เปล่าๆ ฉันไม่เป็นไร”
“งั้นก็ดีแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง นายไปอาบน้ำดีกว่านะ”
“............” ร่างเล็กพูดไม่ออก สุดท้ายนอกจากจะช่วยอะไรไม่ได้แล้วยังสร้างปัญหาอีก
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
“แต่....”
“ไปอาบน้ำนะ เดี๋ยวฉันหยิบเสื้อให้”เคตะพาเรียวเฮเดินออกจากครัว หยิบเสื้อผ้าให้แล้วก็ไล่ไปอาบน้ำจนได้ จากนั้นก็ค่อยไปจัดการเก็บกวาดเศษจานที่แตก แล้วก็ล้างจานต่อจนเสร็จ หลังจากนั้นไม่นานร่างบางก็ออกมาจากห้องน้ำพอดี
“อ้าว เสร็จแล้วเหรอ”
“อ..อืม..” ร่างเล็กตอบเสียงเบา “ฉันขอโทษนะ” ยังไงก็รู้สึกผิดจริงๆที่ทำให้เคตะต้องวุ่นวาย
“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า แค่จานใบเดียว” ร่างสูงยิ้มให้ “นายไปเป่าผมให้แห้งเถอะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด ฉันวางไดร์ไว้ที่เตียงให้แล้ว”
เรียวเฮหันไปมองที่เตียง ก่อนจะตอบอย่างว่าง่าย “อื้ม”
“งั้นฉันไปอาบบ้างละ” กำลังจะเดินไป “อ้อ..เสื้อผ้านาย เอาแขวนไว้ตรงนี้ก็ได้” จัดการนู่นนี่ให้เรียวเฮเรียบร้อย แล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป..
ไม่นานนัก ร่างสูงยาวก็เดินกลับออกมาจากห้องน้ำ เห็นร่างเล็กยังง่วนกับการเป่าผมตัวเองอยู่เลย
“มานี่ ฉันไดร์ให้” มือใหญ่ๆดึงไดร์เป่าผมออกจากมือเรียวเฮแล้วก็จัดการเป่าให้ทั้งๆที่ผมตัวเองยังเปียกซะกว่า
“ขอบใจนะ” ถึงจะเกรงใจแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพราะคิดว่ายังไงเคตะก็คงไม่ยอมแน่ๆ
นิ้วมือเรียวสัมผัสเส้นผมสีนุ่มลื่น สีน้ำตาลอ่อนเบาๆ ค่อยๆไดร์ให้อย่างบรรจง เสื้อของเคตะที่ให้เรียวเฮใส่ดูจะใหญ่เกินไปซะคอเสื้อกว้างๆเผยให้เห็นซอกคอไปจนถึงไหล่ขาวๆ ทำเอาเคตะหายใจหายคอไม่ค่อยจะถูกเพราะว่ามันน่าสัมผัสซะเหลือเกิน
“เอ้า...เสร็จแล้วครับ” ร่างยาวว่า หลังจากพยายามอดทนสุดฤทธิ์ไม่ให้เอาแต่เหลือบตาไปมองผิวขาวใส
“ขอบใจ” เรียวเฮหันมายิ้มขอบคุณอีกที “ฉันเป่าให้นายบ้างไม๊”
“ไม่เป็นไร ฉันทำเองได้”
“น่า..ผลัดกันไง นะ” ในเมื่อช่วยอย่างอื่นไม่ค่อยจะได้ ขอช่วยเรื่องง่ายๆแบบนี้ละกัน “ฉันไม่ทำไดร์นายเจ๊งหรอก”
เห็นเรียวเฮยิ้ม แถมยังพูดเสียงอ้อนๆแบบนี้แล้วเป็นใครก็ต้องยอมใจอ่อน ร่างยาวก็เลยยอมส่งไดร์เป่าผมให้แล้วก็นั่งลงที่เตียงแต่โดยดี
“เสร็จแล้ว” เสียงเล็กๆบอก ท่าทางเจ้าตัวจะดีใจที่อย่างน้อยก็ทำอะไรให้ได้บ้าง
“แต้งกิ้ว” เคตะยิ้มให้ รับไดร์คืนมาเก็บใส่ตู้ หันกลับมาที่เตียงอีกทีก็เห็นร่างเล็กนั่งหาวซะแล้ว “ง่วงแล้วเหรอ จะนอนไม๊”
“อืมมม..ก็ดีอ่ะ” ..รู้สึกเหมือนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว..
“งั้นนายนอนที่เตียงนี่นะ” เคตะบอกพลางจัดเตียงให้ ก็เตียงที่ห้องเคตะมันเป็นเตียงเดี่ยวสำหรับนอนคนเดียวนี่นา
“อ่าว แล้วนายล่ะ”
“เดี๋ยวฉันเอาผ้าปูนอนที่พื้นก็ได้”
“.....นี่ฉันมารบกวนนายจริงๆด้วย” ร่างเล็กรู้สึกไม่ดีที่มาทำเรื่องยังไม่พอ แถมยังจะแย่งเตียงเขาอีก
“เฮ๊ย อย่าคิดแบบนั้นสิ ไม่ได้รบกวนสักหน่อย” เคตะรีบปฏิเสธ เขาน่ะอยากให้เรียวเฮอยู่จะตายไป
“นอนบนเตียงด้วยกันก็ได้นิ ฉันตัวเล็กนิดเดียว ไม่เบียดนายตกเตียงหรอกน่า”
“อย่าเลย นายนอนสบายๆดีกว่า ฉันนอนพื้นได้สบายมาก” ..เรียวเฮน่ะตัวไม่ใหญ่หรอก แต่คนตัวใหญ่มันเคตะต่างหากล่ะ...
“ถ้างั้นฉันก็จะนอนพื้นด้วย” ร่างเล็กว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกจากเตียงมา
“เฮ๊ย อะไรเล่า นายก็นอนบนเตียงไปดิ” ....อะไรของเขาเนี่ย ให้นอนสบายๆยังไม่ชอบอีก...
“แต่ฉันไม่อยากยึดเตียงนายไปคนเดียวนี่นา” สายตาวิงวอนกับเสียงอ้อนๆนี่..เจ้าตัวจะรู้บ้างไม๊ว่าเป็นอาวุธสำคัญของตัวเองน่ะ.. แต่ที่แน่ๆตอนนี้เคตะลำบากใจสุดๆ ที่ไม่อยากนอนด้วยไม่ใช่แค่เพราะอยากให้เรียวเฮได้นอนสบายๆหรอก แต่กลัวว่าจะห้ามใจตัวเองไม่ได้ด้วยน่ะซี้~~
“แต่...” ...เอ้อ...ทำไมถึงไม่เข้าใจอะไรเลยนะเจ้าตัวเล็กนี่...
“ไม่ต้องแต่แล้ว นอนด้วยกันน่ะแหละ” แขนเรียวบางดึงร่างสูงให้ลุกขึ้นมาที่เตียง
“อ..อืม” ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงแล้ว วันนี้เรียวเฮเอาแต่ใจสุดๆเลย ..แต่เขาก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกนะ เพียงแต่..มันลำบากใจจังน้า...
ร่างเล็กยิ้มเมื่อในที่สุดเคตะก็ตอบตกลง ร่างสูงจัดเตียงใหม่เพื่อให้นอนได้สองคน วางหมอนสองใบลงที่หัวเตียง
“งั้นนายนอนฝั่งนี้ละกัน” เคตะหันไปบอก
“อื้ม ได้” ร่างบางยิ้มกว้างแล้วก็ล้มตัวลงนอนทันที “ราตรีสวัสดิ์” ..ง่ายๆแบบนี้เลย...
“ราตรีสวัสดิ์” ร่างสูงพูดตอบ เดินไปปิดไฟ ก่อนจะลงนอนที่อีกด้านของเตียง ปิดตาลงนอนทั้งๆที่ใจเต้นรัว ก็เล่นมีคนน่ารักมานอนข้างๆแบบนี้ จะอดใจยังไงไหวล่ะ..
เวลาค่ำคืนค่อยๆผ่านไป เคตะยังนอนไม่หลับซะทีขณะที่ร่างเล็กดูจะนิ่งไปแล้ว ...คงจะหลับไปแล้วล่ะนะ...
ร่างสูงลืมตาขึ้นในความมืด หันไปอีกด้านนึงของเตียงที่ร่างบางนอนหันหลังให้อยู่ คอเสื้อกว้างๆของเสื้อตัวใหญ่ของเคตะที่ร่างบางสวมอยู่ยิ่งเปิดให้เห็นผิวขาวๆใสๆ จนเคตะที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่แล้วแทบจะต้องกลืนน้ำลายตัวเองอีก
...โอ๊ยยย แบบนี้ใครจะไปหลับลงเนี่ย...
....คนที่บอกจะค้างที่นี่ก้อคือเรียวเฮเอง คนที่บอกจะนอนด้วยกันก็คือเรียวเฮอีก มันแปลว่าอะไรรึเปล่า ถ้าเราทำอะไรลงไปจะผิดไม๊เนี่ย...
ร่างสูงค่อยๆผลิกตัวเบาๆเพื่อจะหันไปอีกทาง พยายามไม่ให้เรียวเฮตื่น
...นอนๆๆๆๆ เลือกคิดบ้าๆซะที...
เคตะพยายามข่มตาลงอีกครั้ง ไม่ให้ตัวเองคิดไกลไปไหน แต่ก็ดูว่าจะไม่ง่ายเอาซะเลย
...ทำไมเราต้องอดทนขนาดนี้วะเนี่ย.. นี่เราบ้าหรือโง่กันแน่ เจ้าตัวมานอนอยู่ข้างๆแบบนี้แล้วแท้ๆ..
“เคตะ.....” จู่ๆเสียงแผ่วๆก็ดังขึ้นในความมืด ถึงจะแค่เสียงเบาๆ แต่เจ้าของชื่อก็แทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยิน “หลับรึยัง”
“ห...หืม..ยะ..ยัง”
....อะไรเนี่ย นึกว่าหลับไปแล้วซะอีก เรียกทำไมกันอีกเนี่ย เดี๋ยวกรูก้อได้เป็นโรคหัวใจอ่อนแอด้วยอีกคนหรอก...
“ฉันนอนไม่หลับเลย” เสียงเล็กๆยิ่งทำคนที่นอนอยู่ข้างๆใจหวิวขึ้นทุกทีๆ
“เดี๋ยวก็หลับน่า...นอนไปเหอะ” ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ตอนนี้เคตะอยากให้เรียวเฮหยุดพูด รวมทั้งให้ตัวเองหลับๆไปซะที
...คืนนี้ทั้งคู่จะได้นอนไม๊ล่ะเนี่ย.....
2B Continued
Treasure…Chapter12
แสงแดดอ่อนๆยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ร่างสูงค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ หันหน้ารับแสงสว่าง ...เช้าแล้วเหรอ...ฝนหยุดซะที... แล้วก็เพิ่งจะรู้สึกหนักๆแถวๆหน้าอกก็เลยหันกับมา แขนเรียวๆขาวๆนี่เองที่ทับตัวเขาอยู่ ร่างสูงไม่ได้ใส่ใจอะไรแล้วก็หันกลับไปทางหน้าต่างเหมือนเดิม ...อืม..เมื่อก่อนอากิก็เคยนอนกอดเราแบบนี้...
....เฮ้ย...เดี๋ยวสิ....เราเลิกกับอากิแล้วนี่นา...
....งั้นนี่ก็.....
ร่างสูงรีบหันกลับมามองเจ้าของร่างที่นอนกอดเขาอยู่ให้เต็มตาชัดๆ
.....เฮ๊ยยยยยยยยย เรียวเฮ๊..........
มือใหญ่ๆแทบจะต้องยกขึ้นมาปิดปากตัวเองไม่ให้แหกปากส่งเสียงดังจนร่างเล็กนี่ตื่น แต่ที่แน่ๆหัวใจน่ะเต้นแรงสุดๆ อยู่ๆเรียวเฮก็เข้ามากอดเขาแบบนี้เนี่ย
...เฮ๊ย ไม่ใช่ว่าเมื่อคืนเราทำอะไรลงไปหรอกนะ เดี๋ยวสิ เสื้อผ้าก็อยู่ครบนี่นา.. (คิดอะไร ห๊า?)
พยายามรวบรวมสติ คิดว่าเมื่อคืนตัวเองทำอะไรลงไปรึเปล่า แต่เท่าที่จำได้ก็ไม่นี่นา... สรุปได้ว่าร่างเล็กน่ะเข้ามานอนกอดเขาเอง แต่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนี่คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นแหละที่รู้...
เคตะค่อยๆลุกขึ้น ยกแขนเรียวเฮขึ้น วางลงที่เตียงเบาๆไม่ให้เจ้าตัวตื่น แล้วก็ลุกจากเตียงไปอาบน้ำแต่งตัว ก็วันนี้มีเรียนนี่นา แต่ก่อนหน้านั้นคงต้องพาเรียวเฮไปส่งที่บ้านก่อน
เจ้าของห้องเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับตัวเองและร่างเล็ก จากนั้นก็เดินกลับมาที่เตียงนอน ดวงตาสวยจ้องมองร่างเล็กๆที่หลับสนิทอยู่บนเตียง มือใหญ่ๆอดไม่ได้ที่จะลูบผมเส้นเล็กละเอียดของร่างเล็กเบาๆ แล้วก็ค่อยๆไล้ลงไปบนแก้มใสๆนุ่มๆ
...น่ารักจังน้า...
ใบหน้าสวยๆก้มลงไปใกล้ใบหน้าของคนบนเตียงช้าๆอย่างอดใจไม่ได้ ใกล้จนกระทั่งริมฝีปากบางห่างจากริมฝีปากสีหวานๆแค่ไม่กี่เซนต์...
จู่ๆร่างเล็กก็ขยับตัวเบาๆเพื่อเปลี่ยนท่านอน เคตะสปริงตัวเองกลับทันที แต่ว่าคนบนเตียงดูท่าว่าจะยังไม่ตื่นอยู่ดี...
....เฮ้อ...เกือบไป...
ร่างสูงยิ้มบางๆ อดนึกไม่ได้ว่าถ้าเมื่อกี้เขาจูบไปแล้วเรียวเฮตื่นขึ้นมาจะเป็นยังไงนะ...
ในเมื่อเรียวเฮยังไม่ตื่น เคตะก็เลยหอบเสื้อผ้าที่ใส่แล้วรวมทั้งเสื้อผ้าของเรียวเฮ เปิดประตูเดินออกจากห้องไปซักที่เครื่องซักผ้าของอพาร์ทเมนท์
ระหว่างที่เคตะออกไป ดวงตากลมโตกลับค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ ร่างเล็กยันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง มองไปรอบๆ
...ที่นี่....ห้องของเคตะ....
.....แล้ว...เคตะล่ะ?....
เรียวเฮกวาดสายตาไปรอบๆห้อง ค่อยๆลุกขึ้นเดินไปที่ครัว ห้องน้ำ ระเบียง แต่ก็ไม่พบร่างของเจ้าของห้องเลย ห้องก็เล็กแค่นี้ คงไม่มีที่จะให้หลบซ่อนได้อยู่แล้ว
...เคตะไปไหนเนี่ย??..หรือว่าไปเรียนแล้ว??...ทิ้งเราไว้คนเดียวเนี่ยนะ....
ร่างเล็กเดินทิ้งตัวลงบนเตียง ใบหน้าหวานดูเศร้าซึมลงทันทีที่หาตัวเคตะไม่พบ
...แล้วนี่..เคตะจะกลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้...
สักพักประตูห้องก็เปิดออก ร่างเล็กที่นั่งซึมอยู่คนเดียวเพราะคิดว่าเคตะออกไปเรียนแล้วก็เลยไม่ทันได้ยินเสียงประตู(อันตรายนะเนี่ย)
“ตื่นแล้วเหรอ เป็นอะไรน่ะ ทำหน้าอย่างกับแมวถูกทิ้ง” ร่างสูงถามเมื่อเห็นเรียวเฮทำหน้าเศร้าแต่เช้า
“เคตะ!!” เรียวเฮเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงดังซะเคตะตกใจ “นายไปไหนมาน่ะ ฉันตกใจแทบแย่ นึกว่านายไม่อยู่แล้ว” ..ไม่รู้ทำไมเหมือนน้ำตามันจะไหลออกมา กับแค่ไม่เห็นหน้าเคตะเนี่ย...
“เอ่อ..ฉันขอโทษ เห็นว่านายยังไม่ตื่นก็เลยเอาเสื้อไปซักชั้นล่างน่ะ” ยิ่งเห็นร่างเล็กทำท่าจะร้องไห้ก็ยิ่งตกใจ
“................” ร่างเล็กไม่ตอบอะไร ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาออก
แล้วแขนยาวๆคว้าร่างของร่างเล็กมากอดไว้ “ขอโทษนะ”
“อืม” เรียวเฮตอบเบาๆ ซบหน้าลงบนไหล่ของร่างสูง ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของเคตะก่อนที่แขนยาวๆจะค่อยๆคลายให้หลวมขึ้น
“แต่ว่า..แค่นี้ก็ร้องไห้ ทำเป็นเด็กๆไปได้”
“ก็นายน่ะแหละ!! อยู่ๆก็หายไป.. ฉันรู้สึก...เหมือน....ถูก..ทิ้ง..” เรียวเฮพูดเสียงเบา ที่จริงเขาก็คิดเหมือนกันแหละว่ากับเรื่องแค่นี้ ทำไมจะต้องร้องไห้ด้วย...
เคตะยิ้มบางๆให้ ดึงร่างเล็กเข้ามากอดอีกครั้ง “บ้าจริง ฉันไม่ทิ้งนายไปไหนหรอกน่า”
“อืม”
ใบหน้าสวยๆค่อยๆก้มลงใกล้หน้าหวานๆของร่างเล็ก ใกล้ริมฝีปากห่างกันแทบจะไม่ถึงเซนต์...แต่...
“อะ....” มือเล็กกลับยกขึ้นปิดปากตัวเองไว้
“..............” ร่างสูงได้แต่ตกใจ ...นี่เราเข้าใจผิดไปเองคนเดียวเหรอเนี่ย.... ใบหน้าสวยรีบหันไปทางอื่น “เอ่อ.. ขอโทษ...ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว” ...เรียวเฮไม่ได้คิดแบบเดียวกับเราเลยสักนิดสินะ... “ไปอาบน้ำเถอะ ฉันเตรียมอาหารเช้าไว้แล้ว” แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องซะ
“ไม่ใช่นะ” ร่างเล็กท้วงเสียงแหลม “คือ...”
ร่างสูงหันกลับมา เขาไม่เข้าใจว่าทั้งๆอย่างนี้แล้วทำไมเรียวเฮถึงปฎิเสธเขา
“คือ...ฉันยังไม่ได้แปรงฟันเลย...” ร่างเล็กพูดเสียงเบาด้วยความเขิน แต่นั่นกลับทำให้คนฟังยิ้มร่า
...หมายความว่าที่เรียวเฮไม่ยอมให้จูบ ไม่ใช่เพราะไม่ได้คิดอะไรกับเคตะ...
“ฮะๆๆ”ร่างสูงหัวเราะเบาๆ “โอเค ฉันเข้าใจละ นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ” ในเมื่อจูบปากไม่ได้ ก็เลยจูบที่หน้าผากเบาๆไปแทน
“อืม” ร่างเล็กยิ้มให้ ก่อนจะเดินไปห้องน้ำ ...ที่จริงก็น่าเสียดายอยู่หรอก แต่จูบแรกของเขากับเคตะ(ไม่นับคราวก่อนที่เคตะบังคับ)ทั้งที่ ถ้าเคตะรู้สึกไม่ดีก็แย่น่ะสิ..
“ว่าแต่...เสื้อผ้าฉันล่ะ”
“อ๋อ ฉันเอาไปซักน่ะ แต่เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว นายใส่เสื้อฉันไปก่อนละกัน ฉันวางไว้ในห้องน้ำให้แล้ว”
“โอเค” ว่าแล้วก็ปิดประตูห้องน้ำไป ส่วนนายเคตะก็ไปจัดการอาหารเช้าให้ตัวเองและร่างเล็ก ไม่นานนักอาหารเช้าก็เสร็จพอดีกับที่เรียวเฮออกมาจากห้องน้ำ..
ทั้งคู่กินอาหารเช้าด้วยกันเสร็จแล้ว ร่างสูงยกแขนขึ้นดูนาฬิกา “เสื้อคงปั่นแห้งแล้ว เดี๋ยวฉันลงไปเอาก่อนนะ”
“ฉันไปด้วยสิ”
“ไม่ต้องหรอก นายรอที่นี่แหละ”
“แต่ว่า....” ...อยากจะช่วย แล้วก็ไม่อยากอยู่ในห้องคนเดียวด้วย..
เคตะเห็นแล้วก็แอบยิ้มเล็ก ...ทำหน้าเหมือนแมวถูกทิ้งอีกแล้ว... “อย่างอนสิครับ” เดินเข้ามาใกล้แล้วก็กอดร่างเล็กเบาๆ
“ไม่ใช่ซะหน่อย ก็แค่อยากช่วย” พูดแบบนี้ แถมยังโดนกอดอีก แก้มใสๆกลายเป็นสีชมพูไปหมดแล้ว
“ช่วยให้กำลังใจก็พอแล้วล่ะ” ยิ้มหวานให้ทีนึง ก่อนจะเดินไปที่ประตู “เดี๋ยวฉันกลับมานะ” ว่าแล้วก็ปิดประตูออกไป
ไม่นานนักร่างสูงก็เดินกลับมาพร้อมเสื้อกองใหญ่
“เอ้านี่...เสื้อของนาย”
“ขอบใจ” แขนเรียวเล็กยื่นออกไปรับเสื้อผ้าของตัวเองมา แล้วก็เดินไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำก่อนจะเดินกลับออกมา “ขอโทษที่รบกวนหลายอย่างนะ” ร่างเล็กว่าขณะที่ยื่นเสื้อของเคตะที่ตัวเองยืมมาใส่คืนให้เจ้าของ
“ไม่ได้รบกวนซะหน่อย คิดมากไปได้ อย่างนายน่ะจะมาอีกเมื่อไรก็ได้”
ได้ยินแบบนั้นร่างเล็กก็ระบายยิ้มออกมา
“แต่ตอนบ่ายฉันต้องไปเรียนอีก นายรีบเก็บของดีกว่า ฉันจะได้ไปส่งนายก่อนแล้วค่อยไปมหาลัย”
“อื้ม” ร่างบางตอบ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของที่มีอยู่ไม่มากยกเว้นหนังสือกองใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวาน พอเห็นเคตะทำท่าจะหิ้วออกมาก็เลยรีบท้วง “นี่เคตะ ไม่ต้องเอาไปหมดก็ได้ ยังไงก็ต้องค่อยๆอ่านอยู่ดี ทิ้งไว้ที่นี่บ้างก็ได้นะ มันหนักเปล่าๆ”
“เอางั้นเหรอ...” ..ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันหนักจริงๆนั่นแหละ... “งั้นนายจะเอาเล่มไหนกลับก่อนบ้างล่ะ”
เรียวเฮก็เลยมาเลือกๆหนังสือเล่มที่เขาอยากอ่านก่อน และเล่มนึงที่ไม่ลืมก็คือหนังสือSomething we call LOVE เล่มเดียวกับที่เคตะให้ยืมมานั่นแหละ
เก็บของเสร็จ ไม่นานทั้งคู่ก็ออกจากบ้าน ขึ้นรถไฟตรงกลับไปยังบ้านของเรียวเฮ แล้วร่างสูงก็ช่วยหิ้วหนังสือขึ้นไปให้ถึงที่ห้อง
“ขอบใจมากนะ” ร่างบางว่า
“ไม่เป็นไร แล้วหนังสือที่เหลือฉันจะทยอยๆเอามาให้ละกัน อยากอ่านเล่มไหนก่อนก็บอกนะ”
“อื้ม”
“ถ้างั้น....ฉันไปก่อนนะ” ยังไม่อยากจะกลับหรอก แต่มันต้องไปเรียนนี่หว่า
“อืมม ตั้งใจเรียนนะ” ร่างเล็กยิ้ม
“โอเค งั้น...ไปนะ”
“อื้ม” พยักหน้าเบาๆ
ร่างสูงกำลังจะเปิดประตูเดินออก แต่ว่า...
“เดี๋ยวเคตะ” เจ้าของชื่อหันกลับมาตามเสียงเรียก ร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือออกไปดึงประตูกลับเข้ามา ล็อคเพื่อให้มั่นใจว่จะไม่มีใครเปิดเข้ามา
.......เฮ๊ยยย อะไรเนี่ย......
..เรียวเฮเนี่ย ชอบทำให้เคตะตกใจแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่เรื่อยเชียว..
ร่างเล็กเขย่งปลายเท้าตัวเองขึ้นเพื่อเข้าใกล้ใบหน้าของร่างสูง ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปจนริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดกัน
ในเมื่อเรียวเฮเป็นฝ่ายรุก เคตะเองก็คงไม่ปฏิเสธที่จะจูบตอบ
...จูบแรก ช้าๆ เนิ่นนาน นุ่มนวลและหอมหวานที่สุด...
2B Continued
Treasure…Chapter13
ตั้งแต่แรกเริ่มที่คนสองคนได้รู้จักกัน เวลามันผ่านไปตั้งเท่าไรแล้วนะ แต่ในที่สุดเวลานี้ทั้งคู่ก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของกันและกันซะที...
“เดี๋ยวฉันกลับละนะ” ร่างสูงพูดพรางหยิบหนังสือหนังหาที่เอามาใช้สอนพิเศษลงกระเป๋า วันนี้เคตะก็มาสอนพิเศษให้ร่างเล็กเหมือนกับทุกวัน
“จะกลับแล้วเหรอ” เสียงหวานๆราวกับจะออดอ้อนไม่ให้อีกฝ่ายไป
“อืมมม” ตอบไปอย่างนั้นแต่ริมฝีปากสวยได้รูปกลับไล้ไปตามซอกคอขาวของคนตรงหน้าเบาๆก่อนจะผละออกมา “โทษทีนะ ฉันมีเรียนนี่นา ที่ผ่านมาก็โดดเรียนไปตั้งเยอะแล้ว”
“เพราะฉันใช่มั้ย” เสียงหวานฟังดูเบาซะเหลือเกิน “เพราะนายมาคอยดูแลฉัน ก็เลยต้องโดดเรียนอยู่บ่อยๆ” ...รู้สึกไม่ดีเลยที่ทำให้เคตะต้องเดือดร้อน แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นก็ยังอยากให้เคตะอยู่ด้วยตลอดเวลา...
“อย่าคิดมากสิ ไม่ใช่ความผิดของนายซะหน่อย ฉันเต็มใจมาหานายนะ” ร่างสูงพูด สบตา ยิ้มหวานให้ร่างเล็กขณะที่มือข้างหนึ่งประคองแก้มเนียนใสเอาไว้ ผิวขาวๆที่กลายเป็นสีชมพูระเรื่อเพราะถูกไซร้ซอกคอไปเมื่อตะกี้ยิ่งทำให้ร่างสูงอดใจไม่ไหว นึกอยากทำให้มันเป็นสีเข้มหนักขึ้นอีกด้วยการเลียริมฝีปากสีหวานนั่นเบาๆ ก่อนจะค่อยๆแทรกลิ้นของตัวเองเข้าไปชิมรสหวานจากภายใน จากจูบแรกที่อ่อนโยนและหอมหวานที่สุด ร่างสูงค่อยๆเพิ่มความเร่าร้อนลงไปทีละนิดๆ แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่ายังไงจูบสำหรับเรียวเฮคนนี้ก็ยังเป็นจูบที่หวานที่สุดอยู่เสมอ
“อืมมมม” เสียงเบาๆแอบครางอยู่ในลำคอ เรียวแขนเล็กพยายามผลักคนตรงหน้าออก
ร่างสูงรับรู้ได้ถึงแรงดันตรงหน้าอก จึงค่อยๆคลายริมฝีปากตัวเองออกช้าๆ
“ไหนบอกว่าจะไปเรียนไง” เรียวเฮค้อนเล็กๆให้ แก้มใสที่เคยขาวบริสุทธิ์เจือสีชมพูเข้มสมความตั้งใจของใครบางคน
“ไปแล้วจ้าๆ” ร่างสูงว่าพลางทำท่าจะลุกขึ้น แต่ก็เขยิบเข้ามาหอมแก้มใสนั่นอีกครั้งก่อนจะลุกไปจริงๆ “ไปนะ พรุ่งนี้เจอกัน” ว่าแล้วก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป...
..ปัง.. สิ้นเสียงปิดประตู เรียวเฮค่อยๆนั่งลงบนเตียงนุ่ม ก่อนจะทิ้งร่างบางเบาลงนอนบนเตียง สองมือเรียวยกขึ้นจับแก้มสีหวานที่ร้อนผ่าวไปหมด
...ไม่ใช่ความฝันใช่มั้ย กับการที่มีเคตะอยู่อย่างนี้...
แต่ถึงแม้ว่าเคตะจะดีกับเขาแค่ไหน สิ่งนึงที่ยังติดค้างในใจของร่างเล็กอยู่ตลอดเวลาก็คือเรื่องของเคตะกับอากิ
จนถึงตอนนี้เรียวเฮเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเคตะเลิกกับอากิไปนานแล้ว เพราะว่านายเคตะมัวแต่มีความสุขกับสิ่งที่ได้มาตรงหน้า จนลืมนึกถึงเรื่องคนอื่นไปซะหมด..
...ขอโทษนะครับ อากิซัง ยังไงผมก็คงรั้งตัวเคตะไว้ได้ไม่นานหรอกครับ ขอเวลาให้ผมอีกสักนิดนะครับ..
ร่างบางได้แต่คิดในใจ ถ้าแม้เขาจะไม่สามารถครอบครองเคตะไว้คนเดียวได้ อย่างน้อยก็แค่เวลาที่เหลือของเขา ขอให้เขามีเคตะอยู่เคียงข้าง แค่นั้นก็ดีที่สุดแล้ว...
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันไม๊” ร่างสูงเอ่ยชวนขึ้นมาเฉยๆ ระหว่างกำลังสอนหนังสือให้ร่างเล็ก
“จริงเหรอ?” เสียงใส พร้อมรอยยิ้มกว้างบอกให้รู้ว่าดีใจแล้วก็ตื่นเต้นสุดๆเลย
“จริงสิ” ร่างสูงยิ้มตอบ ดีใจเมื่อเห็นคนร่างเล็กดีอกดีใจกับการจะได้ไปเที่ยว “ฉันกะว่าจะชวนเพื่อนที่มหาลัยไปด้วย อยากแนะนำให้นายรู้จัก” ก็เรียวเฮไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยสักคนนี่นา อย่างน้อยก็น่าจะได้รู้จักเพื่อนของเคตะบ้าง
“เหรอ” สีหน้าดีใจเหมือนจะลดลงไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น ..ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอเพื่อนเคตะ แต่ถ้าจะให้ดีอยากไปกันสองคนมากกว่า..
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ รึว่าอยากไปกันสองต่อสอง” ร่างสูงแอบยิ้มท่าทางเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ตั้งแต่ที่ทั้งคู่ลงเอยกันได้ เคตะก็เลยเริ่มแซวร่างเล็กได้สะดวกขึ้น ความรู้สึกต่างๆที่เคยเก็บเอาไว้ รวมถึงอะไรที่อดกลั้นมาตลอด ก็เริ่มจะแสดงออกมาขึ้น ไม่ว่าจะจูบ กอด หรืออะไรอีกหลายๆอย่าง
“ไม่ใช่ซะหน่อย” ร่างเล็กรีบปฏิเสธเสียงแหลม แก้มใสดูมีสีระเรื่อขึ้นมา ...รู้ทันไปซะหมดเชียวนะ...
“เอาน่า ไปเจอกันแป๊บนึง ถ้าไม่ชอบก็ค่อยแยกตัวออกมาเที่ยวกันเองก็ได้น่า” มือใหญ่ขยี้ผมนุ่มของร่างเล็กเบาๆอย่างเอ็นดู
“อืมมม” เรียวเฮรับคำด้วยเสียงเบาๆในลำคอ เมื่อก่อนเขาเคยไม่ชอบให้ใครมาลูบหัวแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้กลับชินกับการถูกเคตะลูบหัวซะแล้ว ทั้งๆที่เคยคิดว่าเคตะอายุน้อยกว่าตัวเองแท้ๆ แต่เรียวเฮกลับรู้สึกอยากอ้อนคนๆนี้ แล้วก็อยากให้คนๆนี้เอ็นดูเขาให้มากกว่าใคร
และแล้วเช้าวันที่รอคอยก็มาถึง ที่จริงเรียวเฮอยากไปกับเคตะแค่สองคนมากกว่า แต่ก็พยายามคิดซะว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ จะมีหวั่นๆอยู่ก็ตรงที่เจ้าตัวไม่เคยสันทนากับใครนอกจากเคตะมาหลายปีก็เลยไม่รู้จะทำตัวยังไง หรือจะคุยอะไรกับคนอื่นดี
...เราจะเข้ากับเพื่อนของเคตะได้ไม๊น้า...
“ไปกันรึยัง” กำลังคิดนู่นคิดนี่อยู่ ร่างสูงก็พรวดพราดเปิดประตูเข้าห้องมาส่งเสียงดัง ยังดีน้าที่ร่างบางแต่งตัวเสร็จแล้ว ไม่ได้โป๊อยู่เหมือนเมื่อครั้งก่อนนู้นน ไม่งั้นมีหวังคงไม่ต้องไปไหนกันแล้วเพราะเคตะคงจะอดใจไม่ไหวซะก่อน
“อื้ม” แค่ได้ยินเสียง บวกกับรอยยิ้มของคนที่เปิดประตูเข้ามา ร่างเล็กก็ยิ้มออกทันที ค่อยๆลุกขึ้นหยิบเป้ใบไม่ใหญ่นักเดินตามร่างสูงออกมา
ทั้งคู่นั่งรถไฟออกมาถึงย่านร้านค้าในใจกลางเมือง แขนยาวๆยกขึ้นเพื่อดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ
“รู้สึกเราจะมาเช้ากันไปหน่อยแฮะ” ร่างสูงแน่ใจว่าเพื่อนของตัวเองคงยังไม่มาเป็นแน่ “หิวรึเปล่า ไปหาอะไรกินกันก่อนไม๊”
จะว่าไปเรียวเฮก็ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ถึงจะไม่หิวมากแต่หาอะไรกินรองท้องสักหน่อยก็น่าจะดี “อืม ก็ดีเหมือนกัน”
ได้ยินแบบนั้น มือใหญ่ๆก็กุมมือเรียวเล็กแล้วจูงเดินเข้าไปยังร้านกาแฟที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัก
“อ้าว แล้วนายไม่กินอะไรหน่อยเหรอ” ร่างเล็กถามเมื่อเห็นเคตะสั่งแค่กาแฟร้อนเท่านั้น ส่วนตัวเองสั่งโกโก้อุ่นๆกับคลับแซนวิชไป
“อืม เมื่อเช้าฉันกินอะไรก่อนออกจากบ้านมาแล้ว แต่เห็นนายยังไม่ได้กิน กลัวว่าจะหิวไง”
“เหรอ” ถึงเคตะจะพูดยิ้มๆ แต่ร่างเล็กก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรที่ต้องให้เคตะมาเสียเวลารอเขากินฝ่ายเดียวแบบนี้
ไม่นานพนักงานเสิร์ฟก็ยกอาหารและเครื่องดื่มมาวางตรงหน้า
“งั้นฉันไม่เกรงใจละนะ” ในเมื่อเคตะไม่กิน เรียวเฮก็ลงมือหยิบแซนวิชชิ้นเล็กขึ้นมากัด ร่างสูงได้แต่นั่งยิ้ม ท้าวคางมองคนน่ารักตรงหน้า ...แค่นี้ก็มีความสุขแล้วล่ะ...
“อร่อยมั้ย” เคตะถาม
“อืม ก็ใช้ได้ ลองกินดูสิ” ร่างบางตอบ เลื่อนจานแซนวิชตรงหน้าให้
“ขอชิ้นนั้นได้ป่าว” ตาสวยๆจ้องไปยังชิ้นในมือของร่างเล็กที่ถูกกัดไปแล้วครึ่งนึง
เรียวเฮแอบหน้าแดงขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยอมยื่นแซนวิชในมือให้แต่โดยดี แทนที่อีกฝ่ายจะยื่นมือมารับ แต่เคตะกลับยื่นหน้าเข้ามางับแซนวิชไปจากมือสวยๆ แถมยังแอบเลียปลายนิ้วเรียวเบาๆทำเอาเรียวเฮยิ่งหน้าแดงเข้าไปอีก พอได้จังหวะร่างเล็กก็รีบชักมือตัวเองออกทันทีเพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า
“อร่อยจัง” ร่างสูงยิ้ม ..ไม่รู้ว่าที่พูดเนี่ยหมายถึงแซนวิชในปากหรืออะไรกันแน่.. แต่ที่แน่ๆร่างเล็กน่ะหน้าแดงไปถึงไหนแล้ว เจ้าตัวเองก็รู้สึกร้อนๆขึ้นมาก็เลยได้แต่ก้มหน้าหนีเพราะความเขิน
ทั้งคู่นั่งอยู่ร้านกาแฟอยู่นาน จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของเคตะดังขึ้นมา
“ฮัลโหล มาแล้วเหรอ โอเค เดี๋ยวไปหานะ” พูดเองคนเดียวแล้วก็วางสายไป หันมาพูดกับร่างเล็ก “เพื่อนฉันมาแล้ว ไปกันเถอะ”
“อื้ม”
ร่างสูงหันไปเรียกพนักงานให้มาเก็บเงิน ถึงเรียวเฮจะดื้อดึงจ่ายเองแต่สุดท้ายมื้อนี้ร่างสูงก็เป็นคนออกซะเอง
“คราวหน้าค่อยให้นายเลี้ยงคืนละกันนะ” หันไปยิ้มให้เมื่อเห็นร่างเล็กแอบทำหน้าบึ้งเล็กๆ ..ก็ไม่อยากให้เคตะลำบากนี่นา ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงินซะหน่อย...
ที่จริงแล้วเรียวเฮน่ะมีเงินเยอะกว่าเคตะด้วยซ้ำไป
แล้วทั้งคู่ก็เดินกลับไปยังหน้าสถานีรถไฟเพื่อเจอกับเพื่อนของเคตะ
...เพื่อนเคตะ...จะเป็นคนแบบนั้นกันน้า...
2B Continued
Treasure…Chapter14
ชายสองคนเดินจูงมือเดินไปยังสถานีรถไฟ ร่างสูงมองไปยังผู้คนมากมายที่เดินผ่านเข้าออกสถานีหลักในใจกลางเมือง เพื่อหาใครสักคนในกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนจะโบกมือทักใครคนหนึ่ง
“เฮ้ ทางนี้” ชายหนุ่มตะโกนเรียก
ตากลมโตมองตามสายตาของร่างสูง แล้วก็เห็นใครคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาทางพวกเขา แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ขาเรียวแทบก้าวไม่ออก...
...ผู้หญิงคนนี้...คนในรูปนั้น...
....อากิซัง...
ร่างสูงยังไม่ทันสังเกตเห็นอาการผิดแปลกไปของคนใกล้ตัว มือใหญ่ออกแรงจูงให้ตัวเองและร่างบางเดินเข้าฝ่าฝูงคนไปหาผู้หญิงที่ยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ถึงแม้ทั้งคู่จะเลิกกันแล้ว แต่ก็ยังคงความเป็นเพื่อนได้ดี รวมถึงระหว่างเคตะกับริวอิจิเองก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย เคตะเองออกจะดีใจด้วยซ้ำที่เพื่อนสนิทและคนรักเก่าไปด้ยกันได้ดี
“มาถึงนานแล้วเหรอ” หญิงสาวถามเพื่อนร่างสูง
“อืม ไปนั่งกินอะไรที่ร้านกาแฟตรงนั้นมา” ร่างสูงตอบ สายตาหันไปยังทิศทางของร้านที่เพิ่งไปนั่งมาเมื่อสักครู่ ก่อนจะหันมาทางร่างเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ “นี่ๆ เพื่อนฉัน ชื่ออากิ” แนะนำหญิงสาวให้กับร่างเล็ก ก่อนจะสลับกัน “อากิ นี่เรียวเฮนะ"
“สวัสดีค่ะ” สาวน้อยยิ้มทักทายอย่างมีมารยาททีเดียว
“..........” ร่างเล็กนิ่งไปพักนึงทำเอาคนสองคนมองหน้ากันงงๆ พอรู้สึกตัวเรียวเฮก็รีบทักตอบ “เอ่อ....ครับ เรียวเฮครับ"
เห็นอีกฝ่ายทักตอบ อากิก็ยิ้มออกอีกครั้ง “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“เอ่อ...ครับ” ร่างเล็กตอบเสียงเบา ทั้งๆที่ยิ้มไม่ออก แต่กลับต้องฝืนยิ้มให้
“อยู่กับเคตะ คงมีเรื่องกลุ้มใจเยอะสิคะ” หญิงสาวแซว แต่คนที่ถูกถามกลับพูดอะไรไม่ออก
“นี่ พูดอะไรน่ะ” ร่างสูงรีบแทรกขึ้นมา
“ฮะๆๆ” สาวน้อยหัวเราะ สนุกกับการได้กัดเพื่อนแล่น
“แล้วเจ้าริวล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ” ร่างสูงถามเมื่อไม่เห็นเพื่อนตัวดี
“ริวตื่นสายนะ โทรมาบอกว่าเดี๋ยวจะรีบตามมา” อากิได้แต่ยิ้มแห้งๆ ริวอิจิมันก็เป็นแบบนี้ประจำน่ะแหละ
“ทุกทีเลยสินะ หมอนี่ ฉันว่าคนที่กลุ้มน่าจะเป็นเธอมากกว่านะอากิ” มีแฟนแบบที่นัดทีไรก็มาสายตลอดแบบนี้
“อืม ท่าจะจริงแฮะ” สาวน้อยตอบยิ้มๆ
ร่างเล็กมองคนสองคนตรงหน้าคุยกันอย่างสนิทสนม แต่คำพูดที่ได้ยินกลับไม่เข้าหัวเลยสักนิด เขาไม่รู้เลยว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน สิ่งที่ร่างบางรับรู้ได้ตอนนี้มีเพียงความรู้สึกเจ็บแปลบข้างในหัวใจ และความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นส่วนเกินสำหรับที่ตรงนี้
...นี่น่ะเหรอ เพื่อนที่เคตะอยากให้เรารู้จัก...
...ทำไมนะ...ทำไมต้องพามาให้เห็นด้วย..
....หรือว่า...อยากให้เรารู้ไว้..ว่าตัวจริงของเขาเป็นใคร..แล้วเรา..เป็นใคร...
ในหัวของเรียวเฮมีแต่คำถามเต็มไปหมด คำตอบที่เขาคิดได้(เอง)ตอนนี้มีเพียงว่า ...เคตะไม่ใช่ของเขาซะแล้ว...เขาควรจะไปจากที่ตรงนี้ซะ..อย่างน้อยก็ไม่อยากเห็นภาพเคตะอยู่กับคนรักอื่น..
...ไม่ใช่ว่าเขาเกลียดอากิ แต่เขาไม่เข้มแข็งพอที่จะทนดูได้เอง...
ขาเรียวๆค่อยๆขยับก้าวออกจากที่ตรงนั้นช้าๆ เงียบๆ ผู้คนมากมายที่เดินรายล้อมไปทั่วบริเวณทำให้ไม่มีใครทันสังเกตว่าร่างเล็กกำลังค่อยๆกลืนหายไปในฝูงคนเหล่านั้น จนกระทั่ง...
“เออนี่เรียว....” ร่างสูงกำลังจะหันมาคุยกับเรียวเฮ แต่ว่าเจ้าตัวกลับไม่อยู่ตรงนั้นซะแล้ว อากิเองก็ตกใจเช่นกันเมื่ออยู่ๆคนร่างเล็กก็หายไป
“เคตะ” หญิงสาวเรียกเสียงดัง “นั่น!” ชี้ไปยังร่างเล็กที่กำลังค่อยๆเดินออกไปช้า
ร่างสูงหันไปตามนิ้วมือที่ชี้ พอมองเห็นก็รีบวิ่งตามออกไปทันที ไม่บอกไม่กล่าวอะไรทั้งนั้น
หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า แค่นี้ก็รู้แล้วว่าที่เคตะเปลี่ยนไปเป็นเพราะใคร...
“เรียวเฮ” ขายาวๆวิ่งแค่ไม่กี่ก้าวก็มาถึงจุดที่ร่างเล็กยืนอยู่ ความเป็นห่วงบวกกับตกใจที่อยู่ๆเรียวเฮก็เดินหนีออกมาทำให้มือใหญ่คว้าแขนเรียวเล็กอย่างแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้แขนบอบบางนั่นเจ็บขึ้นมาได้ง่ายๆ
“โอ๊ย เจ็บ” ร่างเล็กร้อง ทำให้เคตะรู้ว่าเขาเผลอออกแรงมากเกินไป
“เอ่อ...ขอโทษๆ” แล้วก็รีบขอโทษทันที “นายเดินออกมาทำไมน่ะ เป็นอะไรไปเหรอ”
“คือ...” ร่างเล็กพยายามกลั้นไม่ใส่เสียงตัวเองสั่น “ฉันรู้สึกไม่ดี ... อยากกลับบ้าน” พูดทั้งๆที่หันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้ร่างสูงเห็นสีหน้าของตัวเองตอนนี้ รวมทั้งดวงตากลมโตที่ตอนนี้เริ่มมีน้ำใสๆรื้นขึ้นมา จะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
“หา? เป็นอะไร??เจ็บตรงไหนรึเปล่า??” ร่างสูงถามด้วยความเป็นห่วงหนักขึ้นอีก พยายามมองหน้าของร่างเล็กที่หันออกไปทางอื่น
...เจ็บสิ เจ็บมากด้วย...
แต่ยิ่งเคตะพูดดีด้วยเท่าไรน้ำใสๆก็ยิ่งพาลจะร่วงลงมาทุกทีๆ
“เรียวเฮ... เจ็บมากเหรอ อย่าร้องไห้สิ” จนแล้วจนรอดร่างเล็กก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขานึกโกรธตัวเองยอมทำตัวอ่อนแอต่อหน้าเคตะอีกแล้ว มือใหญ่เชยคางได้รูปสวยขึ้น นิ้วเรียวยาวเช็ดน้ำตาออกจากแก้มใสๆ ก่อนจะกอดร่างนั้นเบาๆอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปมา “เป็นอะไรมากมั้ย ถ้าเจ็บมากขนาดนั้น ให้ฉันพาไปโรงพยาบาลดีกว่ามั้ย” ถึงตอนนี้เคตะก็ยังไม่รู้ถึงที่มาของน้ำตาที่อาบแก้มใสๆนั่น
“อย่าลำบากเลยเคตะ” มือเล็กๆปัดมือของอีกฝ่ายออก “นายไปกับแฟนเถอะ”
....หา???? แฟน??????..... ร่างสูงยืนอึ้งแทบจะอ้าปากค้าง “เฮ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย เรียวเฮ นายเข้าใจผิดใหญ่แล้ว”
ร่างเล็กมองคนตรงหน้างงๆ จะเข้าใจผิดได้ยังไง ก็เห็นรูปในหนังสืออยู่ทนโท่ แถมเมื่อกี้ก็เห็นทั้งสองคนคุยกันท่าทางสนิทสนมออกขนาดนั้น
“ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้นล่ะ อย่าบอกนะว่าที่นายเดินหนีออกมาเพราะเรื่องนี้” ร่างสูงมองอย่าสงสัย แต่อีกฝ่ายกลับหลบสายตาไปทางอื่นแทนคำตอบ “เอาล่ะ ฉันจะไม่โกหกนายนะ ฉันไม่รู้ว่าทำไมนายถึงคิดว่าฉันกับอากิเป็นแฟนกันหรอกนะ แต่ว่า..เราก็เคยเป็นแฟนกันจริงๆ แต่ตอนนี้พวกเราเลิกกันแล้ว”
ดวงตาเปียกชื้นไปดวงน้ำตาหันมามองคนตรงหน้า สายตาบ่งบอกว่าถึงความไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน
“ฉันไม่ได้โกหกนะ หรือว่านายไม่เชื่อคำพูดฉันแล้ว” ร่างสูงพูดเบาๆ ราวกับน้อยใจที่คนตรงหน้าไม่เชื่อใจเขาเลย
“แต่ว่า...” ...ถ้าสมมติว่าเคตะเลิกกับอากิแล้วจริงๆ แต่การที่มาเจอกับแฟนเก่าแบบนี้ จะให้เชื่อว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆน่ะเหรอ....
“เราเลิกกันตั้งแต่ก่อนนายเข้าโรงพยาบาลซะอีก ที่สำคัญนะ อากิเขาก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย นี่เราก็กำลังรอให้หมอนั่นมาอยู่”
“............................” ร่างเล็กไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น ....เขาจะเชื่อเคตะดีรึเปล่านะ....
แขนยาวๆขยับรัดร่างเล็กเข้ามากอดแน่นขึ้น “ฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกนาย” กระซิบเบาๆข้างหู“เชื่อฉันนะเรียวเฮ”
เสียงกระซิบเบาๆ ฟังดูอบอุ่น แต่กลับแฝงถึงความรู้สึกปวดร้าวอยู่ลึกๆ
..เสียใจที่เรียวเฮไม่เชื่อใจเขา..
....แต่ที่เสียใจกว่านั้นคือมันทำให้ตัวของเรียวเฮเองต้องเจ็บปวดไปด้วย...
ราวกับว่าความรู้สึกเจ็บปวดของทั้งคู่ส่งผ่านถึงกัน ร่างเล็กเองก็รับรู้มันได้จากน้ำเสียง และอ้อมกอดของเคตะ
“อืมมม” เรียวเฮตอบด้วยเสียงแผ่ว แขนเรียวเล็กยกขึ้นกอดแผ่นหลังของร่างสูงเบาๆราวกับทั้งคู่จะช่วยปัดเป่าความรู้สึกเจ็บปวดออกไปจากใจของกันและกัน...
“มาแล้วๆ โทษทีที่สาย” เสียงตะโกนของชายคนนึงดังขึ้น ขณะวิ่งฝ่าฝูงชนตรงมายังสถานีรถไฟ
“สายทั้งปีแหละ” หญิงสาวที่ยืนอยู่คนเดียวพูดค่อนขอด
“แหมๆ เออ..แล้วเคตะล่ะ ยังไม่มาเหรอ?” เหลียวสายแลขวาก็ยังไม่เจอเพื่อนร่างโย่ง
“ใครจะมาสายเหมือนริวล่ะ เคตะน่ะมาแล้ว แต่วิ่งตาม...” นึกไม่ออกว่าจะเรียกว่าอะไรดี ถึงสาวเจ้าจะพอรู้ก็เถอะว่าเคตะกับเรียวเฮน่าจะเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อน “ตามเพื่อนไปน่ะ”
“เหรอ..แล้วมันจะกลับมาไม๊เนี่ย”
“อืม ไม่รู้สิ”
“อ่าว แล้วนั่นถืออะไรอยู่น่ะ” ริวอิจิแถมแฟนสาวที่ในมือมีหนังสืออยู่เล่มนึง
“อ๋อ หนังสือ เคตะเอามาคืนเมื่อกี้”
“เหรอ” พูดแน่นั้นแล้วก็หยิบหนังสือจากมือสวยๆไปพลิกๆดูเล่นๆ แล้วก็ของดีเสียบอยู่กลางเล่มหนังสือ “เฮ้...อะไรเนี่ย??”
...รูปเจ้ากรรมใบเดิมนั่นแหละ...
“อ๊ะ..” สาวน้อยหยิบรูปขึ้นมาดู “รูปนี้ ตั้งนานแล้วนิ มิน่าหาไม่เจอ อากิเอามาเสียบไว้ในนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” พลางยิ้มให้กับรูปที่ระลึกถึงความหลัง
“เอ้า ยิ้มเข้า” ริวอิจิพูดเสียงขุ่นๆ ก็แฟนตัวเองดูรูปแฟนเก่าแล้วยิ้มนะ ถึงแฟนเก่าที่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทตัวเองก็เถอะ
“อะไรเล่า หึงรึไง” สาวสวยแอบแซวยิ้มๆ “เอ๊ะ เดี๋ยว....” ...ถ้ารูปนี้อยู่หนังสือตั้งแต่แรก แล้วเคตะเอาหนังสือนี่ให้เรียวเฮยืม..... คงเป็นไปไม่ได้ที่เรียวเฮจะอ่านโดยไม่เจอรูปนี้เข้า...
...แล้วเมื่อกี้พอเขามาเจอเราเข้า....
อากินึกถึงตอนที่เขาทักกับเรียวเฮเมื่อกี้ ท่าทางของเรียวเฮก็ดูเหมือนตกใจกับอะไรบางอย่างซะด้วย
“แย่ล่ะสิ” อากิอุทานขึ้นเบาๆแล้วก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทรหาเคตะทันที แต่ทำเอาคนข้างๆงงเพราะไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย
RRRRRRR
“เคตะเหรอ? นี่ตามตัวเรียวเฮคุงได้รึยัง? เรื่องใหญ่นะจะบอกให้ ฉันว่าเขาต้องเขาใจอะไรเราผิดแน่ๆ” พออีกฝ่ายรับแต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร เธอก็ร่ายยาวเป็นชุด แล้วเธอก็เล่าถึงรูปที่เธอเจอในหนังสือเล่มนั้นให้เคตะฟัง
ร่างสูงยืนคุยโทรศัพท์ขณะที่มือนึงยังคงโอบร่างเล็กไว้เบาๆตลอดเวลา “โอเค ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจนะ” ทำท่าจะตัดสายแต่อีกฝ่ายห้ามซะก่อน
“เดี๋ยวๆๆๆๆๆ”
“อะไรอีก..อืม ก็ได้” พูดเสร็จก็ยื่นโทรศัพท์ให้ร่างเล็ก “อากิน่ะ เขายืนยันจะคุยกับนายให้ได้”
มือเล็กๆจำใจรับโทรศัพท์มาคุย เขาไม่อยากพูดกับอากินักหรอก ถึงใจนึงจะเชื่อคำพูดของเคตะเมื่อกี้ว่าพวกเขาเลิกกันแล้ว แต่มันก็ยังอดหวั่นๆไม่ได้
“เรียวเฮพูดครับ”
“เรียวเฮคุงจ๊ะ เธออย่าเข้าใจผิดนะ ฉันกับเคตะเราเลิกกันแล้ว รูปในหนังสือน่ะฉันลืมทิ้งเอาไว้เอง แต่ที่จริงเราเลิกกันได้พักใหญ่ๆแล้ว ที่สำคัญฉันก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย ตอนนี้ฉันกับเคตะเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นเอง” สาวสวยพล่ามเป็นชุด อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นตัวการให้ใครต้องมาผิดใจกัน ยิ่งรู้ด้วยว่าสำหรับเคตะแล้วเรียวเฮสำคัญแค่ไหน ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ต้องเลิกกันหรอก
“เอ่อ...ครับ” ร่างเล็กไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายยังไง แถมยังรู้สึกเขินๆเพราะมันเท่ากับว่าอากิรู้ว่าเขากับเคตะกำลังคบกันแบบไหน
“เสร็จแล้วใช่มั้ย” ร่างสูงถามก่อนรับโทรศัพท์ไปพูดต่อ “นี่ฉันเอง เดี๋ยวถ้ายังไงฉันจะโทรกลับไป ถ้าริวมันมาแล้วเธอก็ไปไหนกับริวก่อนก็ได้”
“อ๋อ ริวมาแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง”
“อืม ขอโทษด้วยนะ” ..ก็เป็นคนชวนเพื่อนออกมา แต่ดันมามีเรื่องวุ่นวายนี่นา..
“เคลียร์กันดีๆล่ะ แค่นี้นะ บ๊ายบาย” แล้วสาวน้อยก็วางสายไป
“ว่าไงล่ะ ทีนี้เชื่อฉันรึยัง” ร่างสูงหันกลับมาที่คนตรงหน้า
“...ก็ยังไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อนี่นา” หันหน้าไปทางอื่นแล้วก็พูดแก้ตัวไปเรื่อย ก็มันเขินนี่นา ดันเข้าใจผิดไปซะขนาดนั้น ที่จริงเรียวเฮอยากจะเชื่อทุกอย่างที่เคตะพุดอยู่หรอก แต่ไม่ว่ายังไงก็อดกลัวไม่ได้
“นายนี่น้า...” เห็นคนน่ารักเขินแล้วร่างสูงก็อดลูบผมเบาๆไม่ได้ “ตกลงจะเอาไงต่อ จะไปสมทบกับพวกนั้นไม๊”
“......” ไม่ใช่ว่าไม่อยาก แต่ถ้าเจอหน้าอากิตอนนี้ ร่างเล็กก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเพราะไปเข้าใจเขาผิดแบบนั้นน่ะ
“หรือจะกลับบ้าน เดี๋ยวฉันไปส่ง”
ร่างบางส่ายหัวไปมา เพิ่งออกมาไม่นานเอง ยังไม่อยากกลับหรอก แต่ว่าก็ไม่มีอารมณ์จะไปไหนแล้วเหมือนกัน แล้วก็ตัดสินใจถามออกมาว่า...
“ไป...บ้านนายอีกได้ไม๊”
2B Continued
Treasure…Chapter15
ร่างสูงพาคนน่ารักขึ้นรถไฟกลับมาที่บ้านของตัวเอง มือใหญ่เอื้อมไปเปิดประตูแล้วหลบเพื่อให้ร่างเล็กเดินเข้าไปก่อน
“รบกวนหน่อยนะ”
ร่างสูงยิ้มรับแทนคำตอบ เดินตามหลัง ก่อนจะปิดประตูลง
“เอ่อ...” ร่างบางหันหน้ามาพูดกับคนที่เดินตามหลังเข้ามา “ขอโทษนะ”
“หืม..เรื่องอะไรอีกล่ะ?”
“ก็นายอุตส่าห์ชวนไปเที่ยว แถมยังเรียกเพื่อนออกมาอีก แต่ฉันดัน....” เสียงเล็กๆเบาๆบอกว่ารู้สึกผิด ขณะที่ใบหน้าที่ก้มลงบอกให้รู้ว่าเขินที่เข้าใจอะไรผิดๆไป
“ไม่เป็นไรหรอกน่า” มือใหญ่ลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆอย่างเคยมือ “สองคนนั้นอาจจะดีใจที่จะได้ไปเดทกันโดยไม่มีเราเป็นก้างก็ได้”
ถึงเคตะจะพูดทีเล่นทีจริง แต่ได้ยินอย่างนั้นร่างเล็กก็พอจะยิ้มออกบ้าง
“เออใช่ เดี๋ยวฉันโทรไปบอกพวกนั้นก่อนว่าเรากลับกันแล้ว” พูดเสร็จก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “นี่ฉันเองนะ”
“อ้าว? เป็นไง เคลียร์กันเรียบร้อย?” เสียงผ่านทางหูโทรศัพท์ถามแสดงความเป็นห่วง
“อืม โอเคแล้วล่ะ ขอบใจนะ”
“แล้วจะตามมาไม๊เนี่ย” ขณะที่รอเคตะกลับมา อากิกับริวอิจิก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่แถวนั้นไปพลางๆ
“เอ่อ...โทษทีนะ อุตส่าห์ออกมากันแล้ว แต่เอาไว้คราวหน้าละกัน” เป็นคนเรียกเพื่อนออกมาแต่ดันกลับบ้านมาซะก่อนแบบนี้ ร่างยาวก็เลยรู้สึกผิด
“โห ได้ดีแล้วทิ้งเพื่อนเลยนะ” หญิงสาวแอบแซวซะหน่อย “แต่เอาเหอะ ไว้คราวหน้าก็ได้”
คุยๆกันอยู่ดีๆ จู่ๆริวอิจิก็แย่งโทรศัพท์จากแฟนสาวไปดื้อๆ
“ไอ้เคะ!!!” เสียงแสบแก้วหูดังจนเจ้าของชื่อต้องดึงหูโทรศัพท์ออกห่างจากตัว แถมยังดังจนร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆได้ยิน “นี่นายเรียกเพื่อนออกมาแล้วหนีไปเดทกันเองเรอะ ฉันอุตส่าห์ตื่นเช้าแต่เชียวนะเฟ้ย”
....ตื่นแต่เช้า???แน่ใจเหรอ ที่พูดเนี่ย???.... แฟนสาวกับเพื่อนสนิทคิดขึ้นพร้อมกัน
“เออ โทษทีว่ะ” คิดยังไงคนชวนออกมาก็เป็นคนผิด ขอโทษไว้ก่อนละกัน “นายก็ไปเดทกันสองคนตามสบายละกัน ไม่มีฉันคอยเป็นก้างขวางคอไง ไม่ดีเรอะ?”
“เออดี แต่จะดีกว่านี้ถ้าเป็นตอนกลางคืน” ....หมายความว่าไงน้อ??..
เห็นแฟนตัวเองโวยวายเถียงกับเพื่อนอยู่นั่น หญิงสาวก็เลยตัดบทด้วยการแย่งโทรศัพท์กลับคืนมา “พอซะทีน่า” เสียงแหลมๆดังเข้าไปในหูโทรศัพท์ เคตะพอจะเดาออกว่าอากิคงจะรำคาญเสียงโวยวายของเจ้าริวเต็มทีละ
“นี่เคตะ แล้วตอนนี้อยู่ไหนเนี่ย”
“เอ่อ...อยู่บ้าน”
“หา?? กับเรียวเฮคุงเหรอ?” เสียงแหลมๆถามอย่างมีเลศนัย
“อะ..อืมมม” เสียงตอบเองก็ฟังดูเขินๆชอบกล
“โธ่เอ๊ย แล้วก็ไม่บอกแต่แรก งั้นไม่รบกวนแล้วดีกว่า ตายสบายเลยนะ บ๊ายบาย” พูดเองเออเองแล้วสาวเจ้าก็ตัดสายไป
“เฮ๊ย เดี๋ยวดิ” อากิตัดสายไปซะแล้ว “อะไรวะ คิดจะวางก็วาง” ร่างสูงว่า จู่ๆก็รู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมานิดนึง เขารู้ว่าที่อากิพูดหมายถึงอะไร แล้วถ้าจะให้บอกว่าตัวเองไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยก็เท่ากับโกหก
“พวกนั้นอยู่ไหนเหรอ?” ริวอิจิถามแฟนสาว
“อยู่บ้านเคตะ” สาวน้อยตอบยิ้มๆ “อย่าไปรบกวนเค้าเลยเนอะ เราก็ไปเที่ยวกันดีกว่า” พูดเสร็จก็ควงแขนแฟนหนุ่มเดินเที่ยวต่อท่าทางมีความสุขซะจริง
“เพื่อนนายโกรธรึเปล่า?” ก็ได้ยินเสียงริวอิจตะโกนออกมาแบบนั้น
“ไม่หรอกน่า มันก็โวยวายไปงั้นแหละ” ยิ้มให้นิดนึง ก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ร่างเล็กลงนั่งตามข้างๆ “กลับมาบ้านก็ดีเหมือนกัน ข้างนอกคนเยอะจะตาย” ตาคู่สวยปิดลงหวังจะพักเหนื่อยสักนิด แต่ว่า....
“นี่ เคตะ...” เรียวเฮเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆทั้งๆที่ยังหันหลังให้ แต่ว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ “เคตะ?” ร่างบางหันหลังมามองร่างที่นอนอยู่บนเตียง ...ท่าทางเคตะจะเผลอหลับไปซะแล้ว...
“อะไรกัน? หลับซะละ??” ริมฝีปากอิ่มยิ้มบางๆแต่สีหน้าดูอบอุ่น อ่อนโยน แล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ “ขอโทษนะเคตะ ต้องมาคอยดูแลฉัน นายคงเหนื่อยสินะ”
ตากลมโตจ้องมองใบหน้าของคนข้างๆ ขนตายาว ริมฝีปากสวย แล้วก็ยันตัวเองขึ้นให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าร่างของอีกฝ่าย เพื่อจะได้มองร่างนั้นได้ชัดขึ้น ก่อนจะลดสายตาลงมาเรื่อยๆ ผ่านช่วงคอ กระดุมเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดลงมา2-3เม็ดเผยให้เห็นกล้ามอกสวยๆ ชวนให้มือเรียวๆเผลอไปวางบนนั้นโดยไม่รู้ตัว แถมยังเลื่อนลงมาจนเกือบถึงขอบกางเกง...
......เฮ๊ยยยยยย นี่เราทำอะไรอยู่เนี่ย......
มือเรียวเล็กรีบชักตัวเองออก รู้สึกตัวอีกที มือนั้นก็เผลอลูบๆคลำๆร่างนั้นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ร่างบางรีบหันหลังให้คนบนเตียง แก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมาทันที รู้สึกอายกับสิ่งที่ตัวเองเผลอทำลงไป
....แต่ว่า....
....มันก็อยาก....
......แค่นิดเดียวเอง....
ตากลมโตหันกลับไปยังร่างสูงที่ยังนอนไม่รู้เรื่องอีกครั้ง ก่อนจะหันหนีกลับมาอีก
......บ้าน่า เรียวเฮ คิดอะไรของนาย....
พยายามข่มใจไม่ให้คิดบ้าๆอยู่นาน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ปิดตาซะแล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรอีก....
.....เวลายามบ่ายค่อยๆผ่านไป ดวงตาสวยกระพริบถี่ๆไล่อาการสลึมสลือก่อนจะค่อยๆลืมขึ้นรับแสงอ่อนๆที่ส่องผ่านมาทางหน้าต่าง ร่างสูงยันตัวเองขึ้นนั่ง ....เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย...
แถมพอก้มลงดูตัวเองก็..
....เฮ๊ย นี่เราปลดกระดุมเสื้อลงมาขนาดเลยเหรอเนี่ย??...
นอกจากจะไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปได้ยังไงแล้ว ยังไม่รู้อีกด้วยว่าตอนที่ตัวเองหลับน่ะโดนพ่อคนน่ารักแอบทำอะไรไปบ้าง ถึงจะงงๆกับสภาพเสื้อผ้าตัวเองแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ร่างสูงหันไปเห็นคนที่นอนขดอยู่ข้างๆ ร่างเล็กๆ ใบหน้าหวานที่ดูอ่อนกว่าอายุจริง บวกกับความไร้เดียวสาทำให้เขาเผลอมองว่าเรียวเฮเป็นเด็กเสมอ
ริมฝีปากสวยยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกจากเตียงเบาๆ เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่ม ก่อนจะกลับมาที่เตียงอีกครั้ง
“อา....เย็นแล้วเหรอเนี่ย” ร่างเล็กที่ยังนอนอยู่เมื่อกี้ ลุกขึ้นมา มองออกไปยังนอกหน้าต่าง สีหน้าบอกว่ายังไม่ตื่นดีนัก ร่างสูงเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ก้มลงจูบที่ริมฝีปากของคนน่ารักเบาๆ
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
“อ....อืม” ตื่นมาถึงยังไม่ทันตั้งสติอะไรก็โดนจูบเข้าซะแล้ว ร่างเล็กก็เลยออกอาการเขินจนแก้มใสกลายเป็นสีชมพูไปหมด
...เวลาเรียวเฮเขินน่ะ น่ารักที่สุดในสายตาของเคตะเลยล่ะ...
“อยากกลับบ้านรึยัง ถ้าจะกลับฉันจะได้ไปส่ง” ถามไปตามหน้าที่ เพราะถ้าเรียวเฮจะกลับบ้าน เคตะก็ต้องทำหน้าที่ไปส่งให้ถึงที่ แต่ในใจน่ะไม่ได้คิดอยากให้กลับเลยสักนิด
.......อยู่ต่อเถอะ อย่าเพิ่งกลับเลยนะ......
“............” ร่างเล็กไม่ได้ตอบอะไร กำลังคิดอยู่เหมือนกันแหละว่า ......ยังไม่อยากกลับเลย.........
....แต่ในเมื่อเจ้าของบ้านเสนอให้กลับ จะแปลว่าเขาอยากให้เรากลับไม๊นะ...
“......ถ้าฉันอยู่ จะรบกวนนายรึเปล่าล่ะ?”
ร่างสูงยิ้ม “ไม่หรอกน่า ก็บอกแล้วไงว่าสำหรับนาย...” ขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น “จะมาเมื่อไร จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้เสมอ”
“....................” ร่างเล็กไม่ตอบอะไร ถึงจะยังไม่อยากกลับ แต่ถ้าเป็นฝ่ายขออยู่เองไปซะทุกครั้ง มันจะดูไม่ดีรึเปล่า
เห็นคนน่ารักไม่ตอบ เหมือนยังลังเลอะไรอยู่ เคตะก็เลยเอื้อมมือไปดึงร่างบางมากอด ก้มลงจูบที่หน้าผากเบาๆ ไล้ริมฝีปากสวยลงมาตามสันจมูก แก้มนุ่มๆ ก่อนจะเลื่อนไปที่ใบหูของร่างเล็ก จนอีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่รดใบหู ทำเอาผิวขาวๆแดงระเรื่อขึ้นมาง่ายๆ
“ถ้ายังไม่อยากกลับ...”เสียงนุ่มทุ้มกระซิบเบาๆ “ก็อย่าเพิ่งกลับเลยนะ” วงแขนกว้างโอบกอดร่างบางไว้หลวมๆแต่กลับอบอุ่น ร่างสูงเคลื่อนริมฝีปากกลับมาตรงใบหน้าของอีกฝ่าย ประทับมันลงบนริมฝีปากสีหวานอีกครั้ง แทรกลิ้นอุ่นๆลงไปช้าๆ แล้วก็ค่อยๆเพิ่มความร้อนแรงขึ้น แต่คงความอ่อนโยนไว้เสมอ
“อืมมมมมม” เสียงเล็กๆเล็ดลอดออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึกตัว พร้อมๆกับที่เคตะรับรู้ได้ถึงอาการตอบรับจากริมฝีปากอิ่มคู่นั้นที่ดูว่าจะเป็นคำตอบรับจากร่างเล็กที่ตอบอะไรได้ดียิ่งคำพูดใดๆซะอีก....
2B Continued
Treasure…Chapter16
ดวงตากลมโตค่อยๆลืมขึ้นช้าๆท่ามกลางห้องที่มีแสงสว่างไม่มากนัก สีหน้ายังคงบ่งบอกถึงอาการเหนื่อยหอบอยู่บ้าง ร่างสูงก้มลงหยิบกางเกงยีนส์ที่ถูกโยนทิ้งไปข้างเตียง ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋า ซับเหงื่อเม็ดเล็กๆให้ร่างบางเบาๆ ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นคราบหน้าตาบนแก้มใสนั่นด้วย
“เจ็บใช่มั้ย ขอโทษนะ” นิ้วเรียวเกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากออกเบาๆ
ร่างเล็กรับรู้ถึงความห่วงใยได้จากน้ำเสียงนั่น “ช่างเถอะ” ตอบสั้นๆ ไม่อยากจะพูดถึงมัน ไม่ใช่เพราะรู้สึกไม่ดี แต่เพราะเขินต่างหาก “แต่ว่า...นายต้องรับผิดชอบที่ทำฉันเจ็บนะ”
ได้ยินแบบนั้นร่างสูงก็ยิ้มมุมปาก “ได้สิ” เคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ แล้วก็แอบชิมริมฝีปากสีหวานนั่นเบาๆ “จะให้รับผิดชอบยังไงดีล่ะ”
เป็นคนแกล้งพูดเล่นก่อนแต่กลับถูกอีกฝ่ายมาทำให้มาเขินซะเอง คนน่ารักก็เลยรีบหันหน้าหนีหลบไปทางอื่น
“อ้าว? ว่าไงล่ะ?” ..แบบนี้เคตะก็ได้ใจ แกล้งได้ก็แกล้งใหญ่เลย...
“ก็...” ร่างเล็กหันกลับมาเพราะเคตะเริ่มเบียดตัวเองเข้ามาใหญ่แล้ว “แบบนี้แล้วฉันจะกลับบ้านได้ยังไงล่ะ นายต้องให้ฉันค้างที่นี่ด้วย” ....ที่แท้ก็หาข้ออ้างไม่ยอมกลับบ้านนี่เอง...
“อ๋อ” เป็นวิธีการรับผิดชอบที่น่าปฏิบัติตามอย่างยิ่ง มีเหรอเคตะจะปฏิเสธ เจ้าตัวกลับยิ้มดีใจหนักเข้าไปอีกน่ะสิ “นึกว่าอะไร บอกกี่ทีแล้วว่าฉันให้นายอยู่ที่นี่ได้ตามใจชอบอยู่แล้ว จะย้ายมาอยู่เลยก็ได้นะ”
“แม่ฉันคงจะยอมหรอก” ถึงแม่เรียวเฮจะยอมปล่อยลูกตัวเองไปกับเคตะแค่ไหน แต่คงไม่มีแม่ที่ไหนยอมให้ลูกที่ป่วยอยู่ไปอยู่นอกบ้านหรอก
“แต่ว่านะ....” ร่างสูงเปรย สีหน้าเจ้าเล่ห์พิกล
“อะ...อะไร??” เห็นสีหน้าแบบนี้ก็รู้แล้วว่าต้องคิดอะไรแน่ๆ ร่างเล็กเขยิบถอยตัวเองออกห่างจากร่างสูงนิดนึง
“ฉันรับผิดชอบให้นายอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ฉันไม่รับรองนะว่าจะไม่ทำนายเจ็บอีก”
“บ้า” มือเล็กๆหยิบหมอนปาใส่หน้าสวยๆ แล้วก็หันหน้าหนีไปทางอื่น ก็หน้ามันร้อนไปหมดแล้วนิ..
“อ๊ะ..เดี๋ยวฉันต้องโทรบอกแม่นายก่อน” ว่าแล้วก็จงใจเอื้อมแขนผ่านหน้าร่างเล็กเพื่อหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่หัวเตียงด้านของเรียวเฮ หน้าอกน่ะจะชนหน้าของเรียวเฮอยู่แล้ว
แก้มใสสีหวานที่คงจะไม่แดงได้มากไปกว่านี้แล้วได้แต่หลบหน้าหนีด้วยความเขิน พลางคิดในใจ ...บ้าจริง บอกให้เราหยิบให้ก็ได้นี่นา...
“แล้วเอาไงต่อ” พับโทรศัพท์กลับหลังจากคุยกับแม่ของเรียวเฮเรียบร้อยแล้ว
“อะ...อะไรล่ะ??” ถามแบบนี้จะให้ตอบยังไง
“หิวรึป่าว ยังไม่ดึกมาก ออกไปกินอะไรข้างนอกไม๊?”
“อืม ก็ดีเหมือนกัน” ร่างเล็กยิ้ม “งั้นนายหันไปางนู้นก่อนสิ ฉันจะหยิบเสื้อไปใส่ที่ห้องน้ำ”
“อ่าวทำไมอ่ะ” ร่างสูงถามยิ้มๆ
“ก็....” ก็ไม่ได้ใส่เสื้อนี่นา ถ้าให้ลุกไปแบบนี้ก็เขินแย่สิ รู้ทั้งรู้เคตะก็ยังแกล้งถามอีก “เหอะน่า” พูดแล้วก็หันหน้าหนี ไม่กล้าสบตาสวยๆของเคตะ
“จ้าๆ” ที่จริงก็รู้ว่าเรียวเฮหมายถึงอะไรอยู่แล้ว แต่ก็แกล้งถามไปงั้นแหละ ว่าแล้วก็หันหน้าออกไปทางอื่นให้
“ห้ามแอบดูนะ” ถึงเมื่อกี้เคตะจะเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ถ้าให้เห็นเวลาแบบนี้มันก็เขินอยู่ดีนี่นา เสียงเล็กๆของเรียวเฮทำเคตะอดยิ้มไม่ได้
เรียวเฮรีบจัดการหยิบเสื้อที่กระจายกระจายตามพื้นห้องขึ้นมาแล้วก็วิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างด่วน พออีกฝ่ายเข้าห้องน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็ก้มลงหยิบเสื้อผ้าของตัวเองมาใส่บ้าง
“เสร็จแล้ว” หลังจากใส่เสื้อกลับเข้าไป ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว ร่างเล็กก็เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ
“งั้นไปเลยนะ” เคตะเองก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“อื้ม” คนน่ารักยิ้มกว้าง แล้วทั้งคู่ก็เดินจูงมือกันออกไป...
ร่างสูงพาคนน่ารักขึ้นรถไฟไปยังตึกสูงริมท่าเรือแห่งนึง บรรยากาศเงียบสงบเนื่องจากห่างจากระแวกที่ผู้คนเดินขวักไขว่อยู่บ้าง
“ที่นี่น่ะเหรอ” ร่างเล็กถามงงๆขณะมองขึ้นไปยังตึกสูง
“อื้ม” เคตะหันมายิ้ม เขามั่นใจว่าเรียวเฮจะต้องชอบที่นี่แน่ๆ ว่าแล้วก็จูงมือเล็กขึ้นลิฟท์แก้วเพื่อไปยังชั้นบนสุดของร้าน
“สวยจัง” ร่างเล็กพูดขณะมองออกไปนอกลิฟท์ ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของชายฝั่งท่าเรือ หอคอย ตึกสูง ชิงช้าสวรรค์ รวมถึงป้ายโฆษณาต่างๆพากันแข่งกันอวดแสงสี ประกอบให้ความมืดมิดเป็นเหมือนผ้ากำมะหยี่สีดำที่เต็มไปด้วยเลื่อมหลากสีส่องแสงแวววับ
ร่างสูงหันมายิ้มให้แทนคำพูดใดๆ แค่เรียวเฮชอบเขาก็พอใจแล้ว
...ติ๊ง... เสียงลิฟท์บอกว่าได้นำทั้งสองคนมาถึงชั้นบนสุดของตึกแล้ว ทั้งคู่ก้าวออกจากลิฟท์ แต่ทันใดนั้นเอง...
“เฮ๊ยยยย” ร่างสูงร้องเสียงหลงเมื่อมองไปยังร้านอาหารตรงหน้าที่ปิดประตู พร้อมติดป้ายหน้าร้านว่า...ปิดซ่อมแซม.. “โธ่เอ๊ยย อุตส่าห์ตั้งใจพานายมาที่นี่เลยแท้ๆ” เสียงร้องบวกกับสีหน้าบอกให้รู้ว่าผิดหวังอย่างแรง
“ช่างเถอะเคตะ ไปกินที่อื่นก็ได้” ร่างเล็กพูดยิ้มๆ มองออกไปนอกตึกอีกครั้ง “แค่มองดูวิวข้างนอกจากตรงนี้ ฉันก็พอแล้วล่ะ ท่าทางร้านนี้คงจะแพงด้วย เราไปหาอะไรถูกๆกินกันดีกว่าน่า” ยิ้มหวานให้แล้วก็จูงมือใหญ่ๆเดินออกมากดลิฟท์เพื่อเดินออกจากที่นี่ เรียวเฮรู้ดีว่าสำหรับนศ.ที่อยู่คนเดียวอย่างเคตะคงไม่ได้มีเงินมากองตรงหน้าเหมือนตัวเองตอนนี้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องมารับงานพิเศษสอนหนังสือแบบนี้หรอก
“ถ้างั้นนายอยากกินอะไรล่ะ” ร่างสูงถามเมื่อทั้งคู่เดินกลับลงมาที่หน้าตึกสูงอีกครั้ง
“อืมมม...แล้วแต่นายดีกว่า”
“อืมมมม...เอาไงดีน้า....” ยืนคิดอยู่สักพักแล้วก็นึกอะไรได้ “ฉันนึกออกแล้ว ไปร้านนี้ดีกว่า ฉันว่านายอาจจะไม่เคยไปร้านแบบนี้ก็ได้” ว่าแล้วก็จูงมือบอบบางนั่นเดินกลับไปยังสถานีรถไฟอีกครั้ง
“อ่าว??ทำไมกลับมาที่เดิมล่ะ” ร่างสูงทำคนน่ารักงงอีกครั้งเมื่อพานั่งรถไฟกลับมายังสถานีเดิม
“ทางนี้ๆ” แล้วก็จูงมือร่างเล็กไปยังร้านแห่งนึง ซึ่งไม่ใช่ร้านสวยงามหรูหราอย่างที่ไปมาเมื่อกี้ หากแต่เป็นร้านขายเนื้อย่างธรรมดาๆ แต่คนกลับแน่นร้าน แถมมีแต่พวกผู้ชายพูดคุยส่งเสียงดังโหวกเหวกไปหมด เห็นแบบนี้แล้วร่างเล็กก็รู้สึกหวาดๆขึ้นมานิดนึง เพราะคุณหนูอย่างเรียวเฮไม่เคยเข้าร้านแบบนี้จริงๆนั่นแหละ
“อ้าว? เคตะ ไม่เจอกันซะนาน” เถ้าแก่เจ้าของร้านที่ยืนดูแลร้านอยู่ทักเสียงดัง “อ้าวแล้วนี่พาแฟนมาเหรอ น่ารักเชียวนะ”
จู่ๆถูกลุงที่ไหนไม่รู้มาพูดแบบนี้ คนน่ารักก็เลยเขินซะน่าแดง
“อย่าแซวสิครับ” ร่างสูงว่ายิ้มๆ
“เอ้าๆ งั้นนั่งเลยๆ อยากกินไร เดี๋ยววันนี้ลดให้พิเศษเลย” เถ้าแก่หน้าตาใจดีว่าพลางพาทั้งสองคนไปนั่งที่โต๊ะ
“ขอบคุณครับ” ร่างสูงยิ้มตอบ “งั้นขอเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องเบิ้ลสองนะครับ ไม่ได้มากับเจ้าริวมัน”
“ได้เลย” เถ้าแก่ยิ้มตอบแล้วก็ตะโกนสั่งออเดอร์กับลูกน้อง “ตามสบายนะ” หันมาพูดอีกครั้งแล้วก็เดินไปรับลูกค้าคนอื่นต่อ
ไม่นานนัก พนักงานเสิร์ฟก็ยกเบียร์ขวดใหญ่พร้อมแก้วสองใบมาวาง จัดการรินให้เสร็จสรรพ ร่างสูงหยิบแก้วใบนึงมา ขณะที่มือเล็กๆก็ทำท่าจะหยิบแก้วเบียร์อีกใบนึงไป แต่ว่า..
“เฮ้ เดี๋ยว นายกินเหล้าได้ที่ไหน” พูดเสียงดุแล้วก็รีบคว้าแก้วนั้นมาซะเอง
“อะไรกัน ฉันไม่ใช่เด็ก ทำไมจะกินไม่ได้” ร่างเล็กเถียง
“แต่นายป่วยอยู่ จะกินเหล้าได้ยังไง กินชาไปนั่นแหละ” แล้วก็หันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟ “ขอโทษครับ ขอชาให้ที่นึงด้วย”
“โธ่เอ๊ย” ร่างเล็กบ่นอุบที่เคตะทำเหมือนเขาเป็นเด็กๆ แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เคตะต้อมแอบอมยิ้ม
“อย่างอนสิ นายก็รู้ว่าตัวเองไม่แข็งแรงดี ถ้ารักฉันจริงก็เชื่อฉันนะ”
ถึงจะไม่เต็มใจเท่าไร แต่เล่นพูดแบบนี้ใครจะไปกล้าขัด ร่างเล็กเลยต้องจำใจยอมดื่มชาแต่โดยดี
ไม่นานนักอาหารก็มาวางกองตรงหน้า เคตะจัดการคีบเนื้อลงบนเตาอย่างคล่องแคล่วในขณะที่เรียวเฮได้แต่งกๆเงื่อนๆเพราะนอกจากจะไม่เคยมาร้านแบบนี้แล้ว อย่างที่รู้ๆก็คือเขาไม่เคยทำอาหารเลยสักครั้ง
“เอ้า” ร่างสูงคีบเนื้อที่สุกดีแล้วใส่จานของคนตรงหน้า
“อร่อยจัง” ร่างเล็กว่าเมื่อได้คีบเนื้อชิ้นแรกใส่ปาก
“ใช่ม๊า” ปากสวยๆฉีกยิ้มกว้าง “กินเยอะๆนะ นายน่ะผอมเกินไปนะรู้ตัวรึเปล่า” ว่าแล้วก็จัดการคีบเนื้อให้เรียวเฮซะเต็มจาน ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินบ้าง พลางยกแก้วเบียร์ขึ้นซด “ฮ่า...อร่อยจัง”
“เออ..แล้วทำไมนายรู้จักกับเจ้าของร้านด้วยล่ะ” ร่างเล็กถาม
“อ๋อ ก็เมื่อก่อนฉันมากินที่นี่กับเจ้าริวแล้วก็เพื่อนที่คณะบ่อยๆน่ะสิ”
ทั้งคู่นั่งกินไปคุยไปเรื่อยๆ เบียร์แก้วแล้วแก้วเล่าที่ถูกสั่งมาเพิ่มถูกเคตะจัดการจนเรียบ
“นี่ ฉันว่านายดื่มมากไปแล้วนะ ฉันแบกนายกลับบ้านไม่ไหวหรอกนะ”
“ไม่ต้องห่วงน่า แค่นี้สบายมากกกกกกกก” ร่างสูงขัดทั้งๆที่หน้าก็เริ่มแดงแล้ว ก็แหม อาหารก็อร่อย แถมคนกำลังมีความสุข ขอดื่มฉลองให้ตัวเองซะหน่อยเหอะ..
“นี่ถ้านายเมาหลับไป ฉันจะทิ้งนายไว้ที่นี่คนเดียวเลย คอยดูสิ”
“ตามใจสิ ถ้าอย่างนั้นแล้วนายจะเข้าบ้านฉันยังไงล่ะ” ก็กุญแจมันอยู่กับเคตะนี่นา
“เฮ้อ...” ร่างเล็กส่ายหน้าเบาๆ “ฉันจะไปห้องน้ำ เดี๋ยวมานะ” ทำท่าจะลุกไป
“อย่าไปนานนะ เดี๋ยวฉันคิดถึง”
ถึงจะพูดเพราะเมาแต่มันก็ทำให้แก้มใสแดงขึ้นมาได้ง่ายๆ “คนบ้า” บ่นเบาๆแล้วก็ลุกจากโต๊ะไป...
2B Continued
Treasure…Chpater17
ร่างเล็กเปิดประตูเดินออกจากห้องน้ำ มองกลับไปที่โต๊ะของตัวเองแล้วก็...
“เฮ๊ยยยยย” ขาเรียวๆจ้ำอ้าวกลับไปที่โต๊ะเดิม ร่างสูงที่นั่งตรงข้ามกับที่นั่งที่ว่างเปล่าในตอนนี้ล้มฟุบลงคาโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว “เคตะ!” เสียงเล็กตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่าย “นี่!เคตะ! ตื่นสิ” มือเล็กๆเอื้อมไปเขย่าร่างนั้นให้ตื่นแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล “แล้วนี่ฉันจะแบกนายกลับยังไงห๊า? เคตะ!” เสียงเรียกชื่อเดิมยังคงดังต่อไป
เถ้าแก่เจ้าของร้านเริ่มได้ยินเสียงเรียกชื่อคุ้นๆหูแว่วๆก็เลยหันไปดู แล้วก็ต้องแอบขำกับภาพที่เห็น ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างเล็ก
“เรียกไปก็เท่านั้นแหละ ลองหมอนี่เมาหลับไปแล้วคงไม่ตื่นง่ายๆ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เคตะมาดื่มจนเมาหลับที่ร้านนี้
“ไม่ไหวเลย” ร่างเล็กบ่น “ตัวก็ใหญ่ ใครจะไปแบกกลับไหวเนี่ย”
“ฮะๆๆ เดี๋ยวฉันให้ลูกน้องขับรถไปส่งให้ละกันนะ”
“แต่ว่า...” ร่างเล็กรู้สึกเกรงใจที่จะต้องลำบากคนอื่น
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเห็นหมอนี่ดื่มก็รู้แล้วว่าวันนี้มันคงกลับเองไม่ได้เหมือนทุกที ลูกน้องฉันต้องไปส่งมันประจำอยู่แล้วแหละ” ว่าแล้วก็หันไปตะโกนเรียกคนในร้านมาเพื่อให้ทำหน้าที่พาทั้งคู่ไปส่งที่บ้าน
“เอ่อ..ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะครับ” เรียวเฮเองก็รู้ดีว่าถ้าไม่รบกวนคนอื่นแล้วตัวเองก็ไม่มีปัญญาพาตาโย่งนี่กลับเองได้อยู่แล้ว “อ้อ..แล้วค่าอาหารล่ะครับ”
“เดี๋ยวลงบัญชีไว้ ให้เคตะมันมาจ่ายคืนทีหลังก็ได้”
“อย่าเลยครับ เท่าไรครับ เดี๋ยวผมจ่ายให้เลย” พูดเสร็จก็ควักบัตรเครดิตคู่ใจออกมา
“เอาอย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นก็ไม่เกรงใจนะ” รับบัตรไปรูดก่อนจะส่งคืนให้ “ขอบคุณมาก แล้วไว้มาใหม่นะ”
“ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องขอบคุณ ไปก่อนนะครับ”
เมื่อเด็กในร้านช่วยกันพาร่างสูงขึ้นรถที่ทางร้านไว้ใช้ส่งของได้แล้ว เรียวเฮก็ขึ้นนั่งประกบ จากนั้นรถก็แล่นออกไป เพราะว่าร้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเคตะนัก ไม่นานรถคันใหญ่ก็มาจอดที่หน้าอพาร์ทเมนท์...
คนที่พามาส่ง ช่วยแบกเคตะขึ้นไปจนถึงที่ห้อง
“ขอบคุณมากนะครับ” เรียวเฮกล่าวขอบคุณแล้วก็ปิดประตูห้องลง ก่อนจะเดินกลับมาที่ร่างสูงที่ถูกทิ้งลงบนเตียง เรียวเฮจัดการถอดรองเท้าให้ แล้วก็ยกขายาวๆขึ้นไปวางบนเตียง
“แค่ขายังหนักชะมัดเลย” บ่นเบาๆทั้งๆที่มุมปากกลับมีรอยยิ้มเล็กๆ
“อืมมมม...” เสียงงึมงำออกมาจากคอของร่างสูง ตามด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ท่าทางจะฝันดีแฮะ” เห็นแล้วร่างเล็กก็อดยิ้มตามไม่ได้ “รู้ไม๊ห๊าว่าทำคนอื่นเค้าลำบากน่ะ อีตาขี้เมา” แล้วก็ทำท่าจะลุกไปห้องน้ำ
“เรียวเฮ.....” เสียงเรียกชื่อตามมาเหมือนรู้ว่าร่างเล็กกำลังจะลุกไป
“เอ๋?? ตื่นแล้วเหรอ?” ร่างเล็กรีบก้มลงมองตาอีกฝ่าย ปรากฏว่าตาคู่สวยก็ยังคงปิดสนิท “อ่าว? ละเมอนี่นา”
“เรียวเฮ...” แต่เสียงทุ้มๆก็ยังคงเรียกชื่อของคนน่ารักอยู่อย่างนั้น แถมรอยยิ้มอบอุ่นที่ดูไม่เหมือนคนเมานั่น ทำให้ร่างเล็กอดคิดไม่ได้ว่าเคตะกำลังฝันเห็นอะไร แต่ที่แน่ๆคงจะมีตัวเขาอยู่ในนั้นล่ะ
“เรียกทำไม ฉันก็อยู่นี่แล้วไง” มือเล็กวางลงมือของเคตะ กุมมันไว้เบาๆ
“ฉันรักนาย” เสียงทุ้มราวกับเสียงกระซิบเบาๆ แต่มันก็ทำให้ร่างเล็กยิ้มออกมาได้
ดวงตากลมที่แฝงรอยยิ้มอยู่ภายในมองร่างอีกฝ่าย ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะก้มตัวลงให้ริมฝีปากอยู่ข้างหูของเคตะ แล้วก็กระซิบตอบกลับ
“ฉันก็รักนายเหมือนกัน ตาคนขี้เมา”
เช้าวันต่อมา....
ตาคู่สวยลืมขึ้นช้าๆ ตามด้วยอาการสลึมสลือ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อวานบ้าง เขาไม่แปลกใจว่าตัวเองกลับมาที่ห้องได้ยังไง เพราะทุกครั้งที่เขาเมาหลับที่ร้านนั้น คนที่ร้านมักจะช่วยพามาส่งให้เสมอๆ แต่ว่าเรียวเฮล่ะ??
ร่างยาวเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นร่างเล็กเลย
....หรือว่ากลับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว...
ขายาวๆก้าวลงจากเตียง เดินเข้าไปที่ครัวเผื่อว่าจะเจอเรียวเฮ แต่ก็ไม่พบ
“ไอ้บ้าเคตะเอ๊ยยย” ร่างสูงนึกตำหนิตัวเองที่เมาไม่รู้เรื่อง ...แล้วนี่เรียวเฮกลับไปยังไงนะ... คิดพลางเดินไปห้องน้ำ ...เออใช่ อาจจะอยู่ในห้องน้ำก็ได้... นึกขึ้นได้ปุ๊บ ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออกมาจากข้างในจนเกือบจะชนหน้าเคตะอยู่แล้ว
“เรียวเฮ!” ร่างสูงเรียกชื่อคนตรงหน้าพร้อมรอยยิ้ม อย่างน้อยก็ดีใจที่เรียวเฮยังไม่ได้กลับไป
“ตื่นแล้วเหรอ ตาขี้เมา” ร่างเล็กแซวยิ้มๆ ท่าทางเคตะจะได้ชื่อเล่นใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
“แฮะๆ” ริมฝีปากเรียวยิ้มแห้งๆ แล้วก็แก้เก้อด้วยการยื่นแขนเรียวๆเข้าไปกอดร่างบางไว้ “ก็คนมันมีความสุขนี่นา ก็ต้องดื่มฉลองหน่อยสิ”
“แต่มันลำบากคนอื่นนะรู้ไม๊” ร่างบางว่าพลางดึงตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้น เคตะไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบ เห็นแล้วเรียวเฮก็อดขำไม่ได้ “นายไปอาบน้ำเหอะ เดี๋ยวฉันจะได้กลับบ้าน”
“อ้าว จะกลับเลยเหรอ?” นึกเสียดายที่เรียวเฮมาอยู่ด้วยทั้งคืนแต่เขากลับหลับไม่รู้เรื่อง แล้วนี่ก็จะกลับซะละ
“อืม วันนี้ต้องไปโรงพยาบาลน่ะ”
ช่วยไม่ได้ เคตะก็เลยจำใจต้องไปอาบน้ำแล้วก็ไปส่งร่างเล็กที่บ้าน....
“ขอบใจนะ” เรียวเฮยิ้มเมื่อร่างยาวเดินขึ้นมาส่งถึงห้อง “นายจะไปมหาลัยเลยรึเปล่า?”
“อืม..” ก็คงต้องอย่างนั้นแหละ
“งั้นก็ตั้งใจเรียนนะ”
“อื้ม ไปนะ” ยังไม่ค่อยอยากไปหรอก แต่...
ขาเรียวๆเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย จูบริมฝีปากบางนั่นเบาๆ “โชคดีนะ”
“เดี๋ยวสิ...ขออีกทีได้ไม๊” เมื่อกี้เคตะยังไม่ทันตั้งตัวเลย
ร่างบางยิ้มเขินๆ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี เรียวแขนบางยกขึ้นโอบรอบคอร่างสูง เขย่งปลายเท้าขึ้น ริมฝีปากอิ่มประกบริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆช้าๆเนิ่นนาน....... ก่อนที่เคตะจะเริ่มแแทรกลิ้นของตัวเองเข้าไปอย่างเคย จูบหวานๆที่เริ่มรุนแรงขึ้นจนร่างเล็กหายใจแทบไม่ทัน ขาเรียวราวกับจะอ่อนแรงลงซะเฉยๆ เคตะรับรู้ถึงน้ำหนักที่ตกลงบนแขนยาวๆที่ประคองหลังของร่างบางไว้ก็เลยยอมค่อยๆถอนริมฝีปากตัวเองออกมา
“ขอบใจนะ” ร่างสูงยิ้มพอใจที่เรียวเฮยอมจูบตามที่เขาขอ ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้ก็เถอะ
ร่างบางไม่ตอบเพราะเขินจนแก้มเป็นสีชมพูระเรื่อไปหมดแล้ว
“ไปนะ” เคตะว่า ทำท่าจะเดินออกไป แต่ก็ยังไม่วายฝากรอยจูบไว้บนซอกคอขาวๆนั่นก่อนจะเปิดประตูเดินไป ทิ้งให้ร่างเล็กใจเต้นไม่เป็นส่ำอยู่หลังประตูนั่นต่อไป...
RRR
“สวัสดีค่ะ จิบะค่ะ”
“สวัสดีครับ ผม..หมอเจ้าของไข้เรียวเฮคุงนะครับ เอ่อ..คุณแม่ของเรียวเฮคุงใช่ไม๊ครับ”
“ใช่ค่ะ” คุณแม่ของเรียวเฮตอบรับด้วยเสียงหวั่นๆ กลัวว่าที่คุณหมอโทรมาจะแจ้งข่าวไม่ค่อยดีรึเปล่า
“เอ่อ..วันนี้ที่ผมนัดเรียวเฮคุงไว้ ผมอยากขอให้คุณแม่ช่วยมาด้วยนะครับ”
“...ดะ..ได้ค่ะ...เอ่อ...ไม่ทราบมีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ??”
“ไม่ใช่หรอกครับ คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลไปเลยครับ พักหลังนี้เรียวเฮสุขภาพดีขึ้นมาก ผมก็เลยมีเรื่องจะแจ้งให้คุณแม่ทราบ ยังไงรบกวนด้วยนะครับ”
“ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็วางสายไป แม้คุณหมอจะบอกว่าไม่ต้องกังวลแต่เอก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
...ที่โรงพยาบาล...
“สุขภาพดีขึ้นมากเลยนะเรียวเฮคุง หมอดีใจด้วย” คุณหมอใจดียิ้มให้
“ขอบคุณครับ”
“เอ่อ..หมอมีเรื่องจะคุยกับคุณแม่หน่อย เรียวเฮคุงออกไปรอข้างนอกก่อนนะ”
“ครับ สวัสดีครับ” ร่างบางโค้งเพื่อบอกลา แล้วก็เดินออกมานั่งรอข้างนอก สิ้นเสียงปิดประตู แม่ของเรียวเฮก็ถามคุณหมอถึงเรื่องของลูกชายทันที
“คุณหมอคะ เรียวเฮเขามีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ??”
“ไม่ใช่หรอกครับ อย่างที่ผมบอก เรียวเฮสุขภาพดีขึ้นมาก ผมคิดว่าเป็นเพราะสุขภาพจิตเขาดีขึ้นด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็ยังอยู่ได้อีกหลายปี แต่ที่ผมเรียกคุณแม่มาคุยเพราะจากที่ผมเห็นตอนนี้ ร่างกายของเรียวเฮพร้อมที่จะเข้ารับการผ่าตัดแล้ว ถ้าเป็นตอนนี้ผมเชื่อว่าการผ่าตัดน่าประสบความสำเร็จ แล้วเรียวเฮก็จะได้แข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไปซะที”
“.......................” แม่ของเรียวเฮฟังแล้วก็พูดอะไรไม่ออก เธอไม่รู้ว่าควรจะดีใจดีไม๊ ..ถ้าการผ่าตัดเกิดไม่ประสบความสำเร็จขึ้นมาล่ะ...
“หมอเข้าใจความรู้สึกของคุณแม่นะครับ ผมอยากให้ลองเอาไปคิดดู แต่ถ้าจะไม่เข้ารับการผ่าตัด เรียวเฮก็ยังอยู่ได้อีกหลายปี เพียงแต่ถ้าเกิดมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอะไรขึ้นมา อาการก็อาจจะทรุดลงได้อีกเหมือนเมื่อคราวที่แล้ว..”
“แล้ว...การผ่าตัด..มีเปอร์เซนต์ที่จะประบความสำเร็จแค่ไหนเหรอคะ?”
“ผมคงบอกไม่ได้ว่าจะประสบความสำเร็จแน่ๆ แต่ก็น่าจะสัก70%ครับ”
แม่ของเรียวเฮพยักหน้ารับเบาๆ สีหน้ายังบอกว่าเธอไม่แน่ใจว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรดี
“ลองกลับไปคิดดูละกันครับ ถ้าสงสัยอะไรก็โทรมาถามหมอได้”
“ค..ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” เธอค่อยๆลุกขึ้นจากที่นั่ง โค้งช้าๆให้คุณหมอก่อนจะเดินออกจากห้อง พาลูกชายของเธอขึ้นรถกลับบ้านไป....
2B Continued
Treasure…Chapter18
หลังจากที่คิดไม่ตกอยู่นานหลายวัน ในที่สุดคุณแม่ของเรียวเฮก็ตัดสินใจบอกลูกชายของเธอเรื่องการผ่าตัด..แน่นอนว่าอย่างน้อยที่สุด ชีวิตของเขา เขาก็ควรได้มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง
“....................” ร่างบางนิ่งไปทันทีเมื่อได้รู้ข่าว อาการตกใจบ่งบอกออกทางสีหน้าและแววตา หากแต่ไร้คำพูดใดๆ
“แม่อยากให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง” เธอพูดด้วยเสียงสั่น “ลูกคงเข้าใจนะว่าแม่....ไม่อยากตัดสินใจผิดเหมือน....เรียวโกะ...อีก” อดีตเมื่อครั้งลูกสาวทำให้เธอกลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม เธอไม่อยากเสียลูกชายที่เหลือเพียงคนเดียวไปอีกแล้ว
อาการเศร้าของคุณแม่ ทำให้เรียวเฮไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้อีกต่อไป “แล้วผมต้องให้คำตอบภายในเมื่อไรครับ”
“เดือนนึงจ๊ะ....ถ้าเป็นไปได้...” ผู้เป็นแม่ตอบเบาๆ
“.....................” ร่างบางนิ่งไปอีกนิดราวกับคิดอะไร ก่อนจะพูดต่อ “เข้าใจแล้วครับ” เขาพูดเบาๆพร้อมกับพยักหน้าให้ตัวเอง แล้วก็เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ เพียงเท่านั้นเธอก็เข้าใจดีถึงการตัดสินใจของลูกชายซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้อยู่แล้ว
“ผมขออะไรหน่อยได้ไม๊ครับ”
“อะไรจ๊ะ”
“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับเคตะได้ไม๊ครับ”
แม่ของเรียวเฮนิ่งไปนิดนึงก่อนจะยิ้มบางๆตอบ “ได้สิลูก”
“แล้วก็....” ร่างบางอึดอัดใจที่จะพูดต่อ “มีอีกเรื่องนึง ที่ผมอยากจะขอร้อง...”
.............................
วันต่อๆมา....
เคตะก็ยังแวะเวียนมาที่บ้านของเรียวเฮอย่างสม่ำเสมอเช่นเคย ดูว่าระยะหลังนี้ เคตะจะละเลยงานสอนพิเศษไปซะสนิท ที่มาที่บ้านเนี่ยเพราะมีจุดประสงค์อื่นมากกว่า
“อืมมมม..” ริมฝีปากบางค่อยๆถอนขึ้นจากเรียวปากนุ่มๆ ขณะที่สองแขนยังโอบกอดร่างบางไว้แผ่วเบา “ยังไม่อยากกลับเลย” ฟ้าเริ่มจะมืด ได้เวลาที่ร่างสูงจะต้องลากลับบ้านซะที
“หืม” ร่างเล็กยิ้ม “ให้ฉันไปบ้านนายมั้ยล่ะ?” ดวงตากลมฉายแววซุกซนที่นานๆจะมีให้เห็นซะที
“อย่ามาพูดยั่วสิ ขืนนายไปฉันไม่ปล่อยกลับบ้านแน่ๆ”
“.........................”
“อ้าว? เป็นอะไรไปเหรอ?” อยู่ๆเรียวเฮก็นิ่งไปซะเฉยๆ
“ฉันว่าจะถามนายอยู่...” ร่างบางเอ่ยปากเบาๆ “ให้ฉันไปอยู่บ้านนายสักพักได้มั้ย?”
“...................หา???.......” ร่างสูงแอบอึ้งอยู่นานว่าตัวเองฟังอะไรผิดรึเปล่า ก่อนจะร้องเสียงหลงออกมา “มีอะไรรึเปล่า?” จู่ๆมาขออยู่ด้วยแบบนี้ ถึงจะดีใจอยู่ลึกๆแต่มันก็แปลกๆอยู่นา...
“เปล่า” เสียงหวานตอบชัดถ้อยชัดคำหากแต่หลบสายตาของอีกฝ่าย “ก็...แค่.....อยากอยู่กับนาย”
คำพูดนั้นทำให้เคตะดีใจจนตัวแทบลอย ตัวเขาเองก็ไม่เคยอยากอยู่ห่างจากเรียวเฮเลยสักนาที
“แต่ว่า..แม่นายจะไม่ว่าอะไรเหรอ” ถึงเจ้าตัวจะว่าอย่างนั้น แต่กลัวว่ามันจะดูไม่ดีรึเปล่าโดยเฉพาะในสายตาของผู้ใหญ่
“แม่ไม่ว่าอะไรหรอก ฉันขอแม่แล้ว” ร่างเล็กว่า “หรือว่านาย..ไม่อยากให้ฉันไป..” ..ที่ถามเนี่ย ถามจริงๆ แต่สำหรับเคตะแล้วมันดูเหมือนการออดอ้อนซะมากกว่า แล้วใครจะไปใจแข็งอยู่ได้ เดิมทีก็อยากให้ไปอยู่แล้วมาพูดแบบนี้อีกถ้าคิดเปลี่ยนใจทีหลังนี่ไม่ยอมแล้วนะ
ถึงเรียวเฮจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เคตะก็ยังไปขออนุญาตกับแม่ของเรียวเฮอีกที
“รบกวนเคตะคุงด้วยนะ” เธอพูดแค่นั้นแล้วยิ้มให้ แล้วหันไปเรียกคนขับรถให้พาทั้งคู่ไปส่งที่บ้านของเคตะ ไม่ปล่อยโอกาสให้ร่างสูงได้พูดอะไรเลย
มือเรียวไขกุญแจ เปิดประตูเข้าห้องของตัวเองแล้วก็เดินเข้าไปวางสัมภาระทั้งของตัวเองแล้วก็ของเรียวเฮลงข้างเตียง ร่างเล็กกระโดดขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเคยชินราวกับเป็นห้องของตัวเอง เคตะอดยิ้มดีใจไม่ได้ที่เรียวเฮจะมาอยู่ที่นี่จริงๆ ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่นานนักก็เถอะ
“หิวไม๊” ร่างสูงถาม เพราะเมื่อกี้ออกจากบ้านของเรียวเฮมา ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย
“ไม่หรอก นายจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินไปหยิบหนังสือที่เคยฝากไว้ที่บ้านของเคตะมานั่งอ่านเล่นสักเล่ม แต่แขนเรียวกลับดึงเอวบางมากอดไว้ซะนี่
“นายไม่หิวแต่ฉันหิวนะ” ริมฝีปากบางลุกไล้ไปตามซอกคอขาวๆของร่างเล็กอย่างซุกซน
“ดะ...เดี๋ยวสิ” ร่างบางพอจะเข้าใจแล้วว่าที่บอกว่าหิวนี่เคตะคงไม่ได้หมายถึงข้าวแน่ๆ “อืมมมมม” ถึงปากจะบอกว่าไม่ แต่ก็รับริมฝีปากบางนั่นอย่างเต็มใจ เรียวขาราวกับจะอ่อนแรงลงเมื่อลิ้นอุ่นๆของอีกฝ่ายค่อยๆแทรกผ่านริมฝีปากนุ่มเข้ามาช้าๆ ร่างสูงใช้แขนของตัวเองประคองหลังของเรียวเฮให้ค่อยๆนั่งลงบนเตียงนุ่มอีกครั้ง ร่างบางค่อยๆขยับตัวเองให้ถอยหลังช้าๆตามแรงดันของอีกฝ่าย มือใหญ่เคลื่อนสอดเข้าใต้เสื้อของร่างบาง ลูบไล้ผิวลื่นของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆปลดมันออกช้าๆ...
“เดี๋ยว..เคตะ..” ร่างเล็กว่าเมื่อมือของอีกฝ่ายกำลังเลื่อนลงไปที่ขอบกางเกงของตัวเอง
“หืม” ....ยอมมาซะขนาดนี้ ถ้ามาปฏิเสธเอาตอนนี้ใครมันจะไปทนไหว...
“ป..ปิดไฟก่อนได้มั้ย” ..เล่นเปิดไฟสว่างโล่ขนาดนี้ก็เขินแย่สิ..
“โธ่...” ...ถึงจะขี้เกียจเดินไปปิดไฟ แต่ก็ยังดีกว่าอดล่ะวะ.. ร่างสูงจำใจลุกไปปิดไฟตามคำขอของคนน่ารัก ก่อนจะกลับมาจัดการกับของหวานชิ้นนี้ต่อ....
ภายใต้ห้องที่มีแสงสว่างเพียงไม่มาก สิ่งนึงที่รับรู้และสัมผัสได้ คือความรู้สึกที่ทั้งคู่มีให้กัน
........
“เรียวเฮ...... เรียว...” เสียงกระซิบเบาๆเรียกร่างเล็กที่ยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง (กระซิบแล้วมันจะตื่นไม๊??) “ตื่นได้แล้วครับ”
“อื้ออออออออออ” ร่างเล็กพลิกตัวหันไปทางอื่นแทน เพราะเริ่มรำคาญเสียงเรียกที่กวนใจคนกำลังหลับสบาย
“ตื่นได้แล้ว ไม่งั้นจะต่อจากเมื่อคืนอีกนะ”
แค่นั้นแหละ ร่างเล็กก็รีบลืมตาลุกขึ้นนั่งทันที ผ้าห่มที่ร่วงลงมาเผยให้เห็นร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่า ผิวขาวๆหากเป็นรอยประทับสีชมพูประปรายเพราะฝีมือของใครบางคน มือเล็กรีบคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองไว้
“นายนี่แอบขี้เซานะเนี่ย” ร่างสูงยิ้ม นั่งลงข้างเตียง
“อื้อออ” เสียงงึมเงาในลำคออย่างขัดใจที่โดนปลุก
“เดี๋ยวฉันจะไปเรียนแล้วนะ ฉันทำอาหารเช้าไว้แล้วนะ ถ้าตอนกลางวันหิวก็หาอะไรกินเองละกัน”
“อืมมมม” ร่างเล็กพยักหน้าหงึกๆ ดวงตากลมโตยังลืมไม่เต็มที่
“แล้วก็นี่....เอ้า..” ร่างสูงยื่นอะไรมาให้ “กุญแจสำรอง เผื่อนายจะออกไปไหนตอนฉันไม่อยู่”
“อืม” มือเล็กรับกุญแจมา
“แต่อย่าออกไปไหนไกลล่ะ...หรือไม่ไปได้เลยก็ดี” ก็มันอดเป็นห่วงไม่ได้นี่นา
“ไม่เอาโซ่ล่ามไว้เลยล่ะ” ร่างเล็กประชด ถึงจะเป็นห่วงยังไง แต่เขาก็ไม่ใช่เด็ก แค่ออกไปข้างนอกคนเดียวนิดหน่อยจะไม่ได้เชียวเหรอ
“ทำได้ก็ดีน่ะสิ” ริมฝีปากเรียวเหยียดยิ้ม ก่อนจะเริ่มซุกหน้าไปที่ซอกคอขาวๆที่ล่อตาล่อใจอยู่นานแล้ว
“เคตะ.....” เสียงเล็กปราม “จะไปเรียนไม่ใช่เหรอ”
“หืมมม ไม่อยากไปเลย...” ก็แหมมีคนน่ารักอยู่บ้านตัวเองแบบนี้ ใครจะอยากออกจากบ้านกันล่ะ
ร่างเล็กแอบค้อนเล็กๆ “รีบไปเหอะน่า เดี๋ยวก็สายหรอก”
“โอเค ไปละๆ แล้วจะรีบกลับนะ” ไม่ลืมจูบแก้มนุ่มๆของอีกฝ่ายเป็นการสั่งลา “อย่าออกไปไหนคนเดียวไกลๆนะ”
“รู้แล้วๆ” ...สั่งอยู่ได้...
ร่างสูงยิ้มร่าเปิดประตูก้าวออกจากห้องไป ทันทีที่ประตูปิดลง ร่างเล็กก็ปิดตา ล้มตัวลงบนที่นอนอีกครั้ง ดึงผ้าห่มอุ่นๆมาคลุม สีหน้าและรอยยิ้มบ่งบอกว่าเป็นสุขที่สุด....
2B Continued
Treasure…Chapter19
ผ่านไปกว่าสองอาทิตย์ที่เรียวเฮมาขออยู่บ้านของเคตะ ถึงจะมีความสุขแค่ไหน แต่เคตะก็อดเป็นสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรียวเฮกันแน่ ทำไมแม่ของเรียวเฮถึงยอมให้ลูกชายมานอนบ้านคนอื่นเป็นอาทิตย์ๆแบบนี้
“เรียวเฮ..” เสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อคนน่ารัก
“หืม” เสียงเล็กตอบทั้งๆที่ยังก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่
“นายยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” ...มาอยู่ตั้งหลายวันแล้ว กลัวแม่ของเรียวเฮจะเป็นห่วงน่ะสิ ถึงเคตะจะคอยโทรไปรายงานอยู่เรื่อยๆก็เถอะ..
ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นจากหนังสือทันที “............นายอยากให้ฉันกลับแล้วเหรอ” เสียงเล็กๆว่า
“ไม่ใช่หรอก ฉันกลัวแม่นายเป็นห่วง” ร่างสูงว่าไปตามตรง “นายก็รู้ว่าตัวเองไม่แข็งแรง แม่นายคงจะเป็นห่วง”
“อืมม.....” เสียงเล็กงึมงำในลำคอแล้วก็นิ่งไปก่อนจะพูดต่อ “....ไม่ต้องห่วงหรอก...ฉันรบกวนนายอีกไม่นานนักหรอก” แล้วก็ก้มหน้าหาหนังสือต่อราวกับไม่ใส่ใจอะไรนัก
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะ”
“อืมม ฉันรู้ ฉันหมายถึงฉันก็จะกลับเร็วๆนี้แหละ”
“นาย....ไม่ได้ปิดอะไรฉันอยู่ใช่มั้ย” เสียงต่ำฟังดูจริงจังกว่าทุกที
“ไม่มีอะไรหรอกน่า อย่าคิดมากสิ” ร่างบางเงยหน้าขึ้นยิ้มตอบ แล้วก็หลบสายตาด้วยการก้มหน้าลงหาหนังสืออีกครั้ง “...................” แล้วเคตะก็เงียบไป จนอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองแทน ก่อนจะลุกจากโต๊ะหนังสือไปหาร่างสูงที่นั่งอยู่ที่เตียง แขนเรียวเล็กสอดเข้ากอดแขนของเคตะเบาๆ
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ร่างเล็กยิ้มหวานให้
“ฉันเป็นห่วงนายนะ...”
“ฉันรู้” แขนเรียวบางคลายออกจากแขนของอีกฝ่าย ยกขึ้นกอดคอของร่างสูงไว้แทนแล้วโน้มลงมาเพื่อประทับริมฝีปากไปบนริมฝีปากบางของอีกฝ่ายเบาๆ “ฉันรักนายนะ”
..ถึงแม้เขาจะรับรู้ได้อยู่แล้ว แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่เคตะได้ยินคำว่ารักออกจากปากของร่างเล็ก..
“ฉันก็รักนายเหมือนกัน” ร่างสูงยิ้มบางๆตอบ ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง “...นายก็รู้ใช่มั้ย”
“อืมมม....รู้สิ.......แต่....” เสียงเล็กๆฟังขาดๆหายๆเพราะริมฝีปากของทั้งคู่แทบจะไม่ยอมแยกจากกันเลย “แต่..พูดอีกได้มั้ย ฉันอยากฟัง”
ริมฝีปากบางเริ่มไล้ลงไปตามซอกคอขาว ขณะที่มือเล็กของอีกฝ่ายค่อยๆสอดเข้าใต้เสื้อตัวใหญ่ของเคตะ สัมผัสเย็นๆที่ลูบไล้ไปตามผิวกายทำให้เคตะรู้สึกหวิวๆขึ้นมาได้เหมือนกัน ร่างสูงค่อยๆปลดเสื้อของเรียวเฮออก ประคองอีกฝ่ายให้เอนลงบนที่นอนนุ่มๆ ริมฝีปากบางยังคงลุกไล้ไปทั่วผิวสีชมพูอย่างรักใคร่ ขณะเอ่ยคำรักกับเจ้าของร่างนั้นเบาๆ
“ฉันรักนาย..เรียวเฮ...ฉันรักนาย...”
ดวงตากลมโตค่อยๆลืมขึ้นภายใต้ความมืดโดยมีเรียวแขนของร่างสูงโอบร่างของเขาไว้
“เคตะ...”
“หืม”
“ฉันว่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้แล้วล่ะ...” เสียงเล็กๆเอ่ยขึ้น
“อ่าว?? เหรอ??” จู่ๆจะกลับก็กลับซะพรุ่งนี้เลย ร่างสูงก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน
“อืม......” ร่างเล็กตอบรับเบาๆ นิ่งเงียบไปก่อนจะเอ่ยปากเรียกชื่อของอีกฝ่ายอีกครั้ง “เคตะ....”
“หืม” ร่างสูงรับคำตามเสียงเรียกอีกครั้ง แต่เรียวเฮกลับเงียบไปซะเฉยๆ “...........เรียวเฮ..... นายมีเรื่องปิดฉันอยู่จริงๆใช่มั้ย”
“.............เคตะ..........ฉันจะเข้ารับการผ่าตัด” ร่างเล็กว่าพลางก้มหน้า กลัวกับปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่าย
“หา!!............................” เคตะตกใจสุดๆ ...ผ่าตัด....เรื่องใหญ่นะเนี่ย.... “จะผ่าเมื่อไร ยังไง ทำไมนายไม่บอกฉันเลย” คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวขณะยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง “นี่ใช่มั้ยที่นายปิดฉันอยู่ตลอด”
ร่างเล็กได้แต่พยักหน้ารับโดยไม่มีคำพูดตอบใดๆ เขารู้ว่าเคตะจะต้องตกใจ และนั่นทำให้เขาไม่กล้าบอกมาตลอด
“แล้ว....นายจะผ่าตัดเมื่อไร” ยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่นั่นเป็คำถามแรกที่เขานึกออก
“อาทิตย์หน้า” เสียงเบาๆตอบช้าๆ
“หา!!..........อาทิตย์หน้า!!??” ร่างสูงตกใจรอบสอง หลายคำถามตีกันอยู่ในหัวจนแทบพูดไม่ออก “แล้ว..นี่...นี่นายรู้เรื่องมาตั้งแต่เมื่อไร”
“....สิ้นเดือนที่แล้ว...”
....สิ้นเดือนที่แล้ว...นั่นหมายถึงไม่นานก่อนที่เรียวเฮจะมาขออยู่ที่บ้านเคตะ....
“....ทำไมล่ะ...ทำไมนายไม่บอกฉันเลย” ...มาบอกเอาตอนนี้ ทั้งๆที่จะผ่าตัดอาทิตย์หน้าแล้วเนี่ยนะ... “ฉันไม่สำคัญสหรับนายเลยรึไง”
“ไม่ใช่นะเคตะ!” เสียงเล็กๆตะโกนออกมา “เพราะสำคัญที่สุดต่างหากล่ะ......เพราะอย่างนั้น...ฉันถึง..ไม่กล้าบอกนาย....” น้ำใสๆค่อยๆเอ่อล้นดวงตากลมคู่นั้น
“อย่าเลยเรียวเฮ.....” แขนเรียวดึงร่างเล็กขึ้นมากอดไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะต้องสูญเสียมันไป “นายไม่กลัวเหรอ... ฉันไม่อยากเสียนายไป....” เรื่องของเรียวโกะ น้องสาวของเรียวเฮที่เขาได้ฟังมาจากแม่ของเรียวเฮย้อนกลับเข้ามาในหัวทั้งๆที่เขาแทบจะลืมมันไปแล้ว ...ถ้าเกิดการผ่าตัดล้มเหลวอีกล่ะ....
“นายพูดอะไรน่ะเคตะ!!” ร่างเล็กตะโกนพลางดันร่างสูงที่กอดตัวเองอยู่ออก “นายจะบ้าเหรอ นายเป็นคนสอนให้ฉันสู้เองนะ อย่าลืมสิ”
“..........................” ร่างสูงพูดไม่ออก ...ใช่..เขาเป็นคนบอกให้เรียวเฮรู้จักสู้กับชีวิต กับร่างกายที่อ่อนแอนี่มาตลอดเอง แต่เวลานี้ตัวเขากลับอ่อนแอซะเอง เขารู้สึกว่าเขาคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเรียวเฮ และนั่นทำให้เขาพูดอะไรเห็นแก่ตัวแบบนั้นออกไป.... “แต่ว่า....”
“เคตะ!” เสียงเล็กเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย เขาเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันที่เห็นเคตะเป็นแบบนี้ “ถ้าฉันรู้ว่านายจะห้าม ฉันไม่บอกนายซะดีกว่า” เพราะนั่นมันจะทำให้เขาไขว้เขวขึ้นมาอีก “นายจำไม่ได้เหรอ...นิทานเด็กที่นายเคยให้ฉันอ่าน...ถึงจะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ก็ยอมเสี่ยงที่จะเพื่อที่จะได้กลับไปยังทะเลบ้านเกิดของมัน... นายสอนฉันแบบนั้นเองไม่ใช่เหรอ....” น้ำใสๆร่วงหล่นจากดวงตากลมอย่างช่วยไม่ได้อีกแล้ว
“....................” ร่างสูงพูดไม่ออก เป็นอย่างี่เรียวเฮว่าทุกคำ ทุกเรื่องเขาเป็นคนสอนเองทั้งนั้น
“นายรู้มั้ย ตอนที่ฉันอ่านหนังสือนั่นครั้งแรก ฉันไม่คิดว่าอยากจะสู้ต่อไปอะไรอย่างที่นายว่าเลยสักนิด” เสียงนั้นเริ่มสั่นขึ้นเรื่อยๆ “แต่เพราะมีนายอยู่ นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ฉันจะอยากสู้ชีวิตต่อไป” แก้มใสชื้นไปด้วยน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มใสทั้งสองข้าง
มือใหญ่ทั้งสองยกขึ้นประคองแก้มใสนั่นไว้ นิ้วเรียวขยับปาดน้ำตาออกให้ “........ขอโทษ....ฉันขอโทษ..” ร่างสูงกระซิบเบาๆข้างหู ก่อนจะโอบร่างนั้นไว้ “นายพูดถูกแล้ว ฉันผิดเอง...ฉันขอโทษ...” เสียงนั้นสั่นไม่ต่างจากเสียงของร่างเล็ก หากแต่เจ้าตัวยังกลั้นน้ำตาไว้...
มือเล็กโอบร่างนั้นตอบ เขาไม่เคยเห็นเคตะเป็นแบบนี้เลย ถึงมือเล็กๆของเขาจะปกป้องใครไม่ได้ แต่เขาก็รู้สึกอยากปกป้องชายร่างสูงคนนี้บ้างแม้สักนิดก็ยังดี
“อย่าห่วงเลยเคตะ” เรียวเฮพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเมื่อครู่ ขณะค่อยๆคลายอ้อมกอดนั้นลง“ฉันจะสู้นะ ฉันเชื่อว่าฉันจะไม่ตายง่ายๆหรอก” ริมฝีปากสีหวานพยายามยิ้มให้ทั้งตัวเองและคนตรงหน้า แม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งหมดก็เถอะ...
“..........................” ร่างสูงพูดอะไรต่อไม่ออก เขาคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับการตัดสินใจของเรียวเฮ ...ที่จริงเขาไม่มีสิทธิ์จะห้ามด้วยซ้ำ...
“นะ” ร่างเล็กย้ำคำเพื่อให้อีกฝ่ายตอบรับ
“อืม” ร่างสูงพูดแค่นั้น แล้วดึงร่างบางเข้ามากอดอีกครั้ง “ฉันรักนายนะ เรียวเฮ”
“อืม ฉันรู้” แล้วน้ำใสๆก็ร่วงหล่นจากดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง “ขอบคุณนะเคตะ ขอบคุณมาก...”
2B Continued
Treasure…Last Chapter…Part1
...ออดดดดดดดด....
สัญญาณบอกเวลาหมดชม.เรียน ร่างสูงลุกพรวดจากที่นั่ง รวบหนังสือบนโต๊ะแล้วเดินลงบันไดไปยังประตูห้องบรรยายขนาดใหญ่โดยไม่รอเพื่อนๆเลยสักนิด
“เฮ๊ย ไอ้เคะ รอด้วยดิวะ” ริวอิจิเพื่อนสนิทเรียก เก็บข้าวของไม่ทันเพราะมัวแต่หลับอยู่จนกระทั่งออดดังนั่นแหละ
“ทาจิบานะคุง รอเดี๋ยว” เสียงของอาจารย์วัยอาวุโสเรียก เมื่อเห็นร่างสูงเดินผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว
“ครับ” ร่างสูงหยุดเช่นเดียวกับริวอิจิ หันมาตามเสียงเรียก “เรียกผมเหรอครับ” ในใจนึกหวั่นๆว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่เพราะช่วงหลังๆมานี่ เคตะโดดเรียนไม่พอ คะแนนสอบยังร่อแร่เต็มที ที่จริงเจ้าตัวเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจ เขาก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าหลังจากเรียวเฮผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยด้วยดีแล้ว เขาจะกลับมาตั้งใจเรียนให้มาก(กว่าตอนนี้) ...ถึงจะไม่รู้หรอกนะว่าการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จรึเปล่า..เขาก็ได้แต่ภาวนาให้มันเป็นอย่างนั้น...
“ก็เรียกเธอน่ะสิ” เสียงดุๆเชิงตำหนิ “คะแนนสอบคราวที่แล้วของเธอแย่ลงมากนะ ครูผิดหวังจริงๆ”
“....เอ่อ........” ร่างสูงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้ารับคำอย่างช่วยไม่ได้ แต่ที่ทำให้เขากังวลใจมันไม่ใช่เรื่องนี้หรอก เขากำลังจะรีบไปหาเรียวเฮต่างหาก อาจารย์มัวแต่มาบ่นให้เสียเวลาทำไมเนี่ย
“แต่เอาเถอะ...ครูเห็นว่าที่ผ่านมาเธอก็เรียนใช้ได้มาตลอด ถึงจะไม่ค่อยเข้าห้องเรียนก็เถอะ” ...ก็ที่ผ่านๆมา ใช่ว่าพระเอกของเราจะเป็นเด็กเรียนอะไรนักหนา แต่ถึงจะไม่ค่อยเข้าเรียน ผลสอบก็ยังเป็นที่น่าชื่นชมได้ เพราะฉะนั้นถึงจะโดดเรียนไปบ้างอาจารย์ก็ไม่ค่อยจะว่าอะไรนัก เพียงแต่พักหลังนี่ดูเหมือนเคตะจะเผลอตัวไปหน่อย ผลการเรียนก็เลยถดถอยลงจนอาจารย์เริ่มทนไม่ได้ “ครูกะว่าจะให้เธอมาสอบซ่อมอีกครั้ง...”
ยังพูดไม่ทันจบ เคตะได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกทันที อย่างน้อยเขาก็มีโอกาสได้แก้ตัว
“....วันศุกร์นี้” อาจารย์พูดต่อให้จบประโยค แต่มันกลับทำให้รอยยิ้มของร่างสูงหายวับไปทันที
........ศุกร์นี้???..........
.....ศุกร์นี้มัน...วันที่เรียวเฮจะผ่าตัดนี่นา..........
“เดี๋ยวครับอาจารย์ ผมขอเลื่อนเป็นวันอื่นได้ไม๊ครับ วันไหนก็ได้แต่ไม่ใช่ศุกร์นี้” ร่างสูงพูดรัว สีหน้าอ้อนวอนขอความเห็นใจ
“นี่! แค่ครูให้ซ่อมก็ใจดีมากแล้วนะ แล้วแต่เธอละกัน ครูมีเวลาว่างแค่วันเดียว จะไม่สอบครูก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าจะสอบก็มาที่ห้องครูหลังเลิกเรียน” น้ำเสียงเรียบพูดจบ เจ้าตัวก็รวบเอกสารกับแผ่นสไลด์บนโต๊ะเดินออกนอกห้องไปโดยไม่ใส่ใจกับท่าทีของร่างสูงเลยแม้แต่น้อย.....
“เฮ๊ย อะไรของนายวะ จารย์ให้ซ่อมนายก็ไปตามที่เขาบอกนั่นแหละ ติดธุระอะไรกับใครก็เลื่อนๆไปก่อนเหอะ” นายริวอิจิว่า เขาไม่รู้หรอกว่าธุระของเคตะมันสำคัญแค่ไหน
“แต่...ศุกร์นี้ฉันไม่ว่างจริงๆนะเว๊ย”
“หรือนายจะไม่มาสอบล่ะ?” ริวอิจิถามย้อน ...ธุระอะไรมันจะไปสำคัญกว่าสอบซ่อมกันวะ??....
“...........” ร่างสูงนิ่ง สีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมา “เออ...ไม่สอบก็ไม่สอบเว๊ย” พูดจบก็จ้ำอ้าวเดินออกจากห้องเรียนไปทันที เพื่อนเรียกเท่าไรก็ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย...
................
“เคตะ....” เสียงเล็กเอ่ยเบาๆ แต่เจ้าของชื่อกลับไร้ท่าที
“เคตะ...” เสียงเดิมเรียกดังขึ้น “เคตะ!!”
“หะ..หา...เรียกซะดัง ตกใจหมด” ในที่สุดก็ได้ยินซะที
“จะบ้าเหรอ เรียกตั้งหลายที นายไม่ได้ยินต่างหาก มัวแต่เหม่ออะไรกัน”
“เอ่อ...เปล่าๆ..” ร่างสูงตอบอ้ำอึ้ง ...ถึงจะคิดว่ายังไงเรียวเฮก็สำคัญกว่าการสอบ แต่ยังไงซะเคตะก็ไม่ใช่คนที่จะทิ้งเรื่องเรียนไปได้ง่ายๆ...
...RRRRRRRRR….
“อ๊ะ เดี๋ยวนะ” ร่างสูงว่า หันไปรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาขัดจังหวะ “ฮาโหล..ริว..มีอะไร?” น้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เขาพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายโทรมาเรื่องอะไร “นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไป แค่นี้นะ” พูดจบก็พับโทรศัพท์แล้วโยนไปที่เตียง
“มีอะไรเหรอ??” ร่างเล็กถาม แต่ยังไม่ทันไร..
…RRRRRRRRRRR….
เพื่อนแสนดียังไม่ยอมแพ้ ยังจะโทรมาตอแยอีก แต่ร่างสูงไม่ใส่ใจจะรับ ปล่อยให้โทรศัพท์มันดังอย่างนั้นแหละ
“อ้าวว จะไม่รับเหรอ??”
“ช่างเหอะ เดี๋ยวมันก็เลิกโทรเองแหละ”
ร่างเล็กหันไปมองโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด เห็นหน้าจอขึ้นชื่อริวอิจิ ...ถึงเรียวเฮจะไม่เคยคุยกับริวอิจิเลย แต่เขาก็คุ้นกับชื่อนี้ดี... มือเล็กตัดสินใจเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา..
“ไอ้เคะ แกต้องไปสอบนะเว๊ย” เสียงตามสายดังใส่หูเรียวเฮเต็มๆ
“เอ่อ...นี่เรียวเฮพูดครับ” ร่างเล็กว่าเบาๆ แต่อีกฝ่ายรีบตอบกลับเสียงดังกว่าเดิม
ร่างสูงพอเห็นเรียวเฮรับโทรศัพท์ก็จะเข้ามาแย่ง “เฮ๊ย เรียว..อย่า
“เรียวเฮ เรียวเฮเหรอครับ..เรียวเฮช่วยพูดกับเคตะมันหน่อยสิ..” ได้ยินแบบนั้น เรียวเฮก็หลบร่างสูงที่จะเข้ามาแย่งโทรศัพท์ ฟังอีกฝ่ายที่น้ำเสียงร้อนรนพูดต่อ
“มีอะไรเหรอครับ” ร่างเล็กถาม
“เคตะมันจะไม่ไปสอบศุกร์นี้ครับ เรียวเฮช่วยพูดกับมันหน่อยสิ ผมพูดเท่าไรมันก็ไม่เชื่อ ไม่รู้ติดธุระสำคัญอะไรนักหนา....”
......ศุกร์นี้.... เรียวเฮเข้าใจดีว่าทำไม...... สายตาร่างเล็กหันมาที่เคตะ ทำเอาเคตะตัวลีบไปเลย...
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่โทรมานะครับ” พูดจบร่างเล็กก็วางสายไป เคตะนั่งก้มหน้าเพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“เคตะ!!” วางสายไปปุ๊บ ร่างเล็กก็แว้ดใส่ทันที “นายจะบ้าเหรอ นายต้องไปสอบวันศุกร์นี้นะ”
“...แต่..จะให้ฉันทิ้งนายไปได้ยังไงล่ะ นายน่ะสำคัญกว่าเรื่องสอบนะ”
“อย่าพูดบ้าๆน่า...”
“ถึงฉันจะไปสอบ ฉันก็ต้องเป็นห่งนายอยู่ดี นายคิดว่าฉันจะมีสมาธิทำข้อสอบเหรอ”
“แต่นายต้องไปนะ จะทำได้ไม่ได้แต่มันเป็นหน้าที่ที่นายต้องไป”
“...แต่...” พูดขึ้นมาได้แค่คำเดียว ร่างเล็กก็แทรกขึ้นมาอีก
“ไม่ต้องแต่แล้ว ถ้านายไม่สอบฉันจะโกรธนะ” น้ำใสๆไหลมาคลอดวงตากลมคู่นั้น เขาไม่อยากให้ตัวเองเป็นสาเหตุที่ถ่วงความเจริญของเคตะเลย...
“..................” ร่างสูงนั่งนิ่ง ถึงจะพูดยังไงเรียวเฮก็คงไม่เข้าใจว่าเขาเป็นห่วงเรียวเฮกว่าเรื่องของตัวเองหลายเท่านัก
“...เคตะ..” เสียงเล็กฟังนุ่มนวลลงกว่าเดิม “นายไม่เข้าใจเหรอ..ถึงนายไปเฝ้าหน้าห้องผ่าตัด นายก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี.. ไปสอบเถอะนะ...” มือเล็กๆกุมมือของอีกฝ่ายไว้แน่น “นะ...” ริมฝีปากสีหวานยิ้มให้
..แบบนี้ใครจะไปกล้าปฏิเสธ ถึงในใจจะยังไม่ยอมรับกว่าเถอะ..
“สัญญานะว่าจะไปสอบ”
“................................” ร่างสูงไม่ตอบ..ก็ไม่อยากสัญญานี่นา...
“นะ เคตะ” ร่างเล็กย้ำอีกครั้ง
“...อืมมม...” เคตะตอบเบาๆอย่างช่วยไม่ได้ แต่มันก็ทำให้อีกฝ่ายยิ้ม แขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอร่างสูง โน้มลงมาเพื่อจะประทับริมฝีปากไปที่ริมฝีปากบางของอีกฝ่ายช้าๆ
“สัญญาแล้วนะ” ใบหน้าหวานยิ้มหลังจากถอนริมฝีปากออกมาแล้ว
“...อือ....” ร่างสูงตอบได้แค่นั้น จะให้พูดอะไรได้อีกล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเรียวเฮจะวางใจ
“แล้วอย่าให้ฉันรู้ว่านายมาเฝ้าหน้าห้องผ่าตัดตลอดล่ะ ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆนะ”
“...อืมม....” ร่างสูงพยักหน้าช้าๆ ต่อให้อยากปฏิเสธใจจะขาด แต่ว่าเป็นคำขอร้องของเรียวเฮ..จะปฏิเสธลงเหรอ...
แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็สัญญาไปแล้วละ....
2B Continued
Treasure…Last Chapter…The Final
....ย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนก่อน...
“แม่ครับ ผมมีอีกเรื่องที่อยากจะขอร้อง....” เสียงเล็กเอ่ยเบาๆ
“อะไรล่ะ”
“....คือ....ผม....” ร่างเล็กพูดอย่างลำบากใจ “คือถ้าผมจะขอไปค้างบ้านเคตะสักพักจะได้มั้ยครับ” พูดจบก็ก้มหน้าไม่กล้ามอง เพราะกลัวปฏิกิริยาจากผู้เป็นแม่ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเคตะให้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าการผ่าตัดจะสำเร็จแน่นอนมากน้อยแค่ไหน
แน่นอน แม่ของเรียวเฮนิ่งไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธคำขอร้องของลูกชายอยู่แล้ว “ได้สิจ๊ะ” เธอยิ้มให้
ร่างเล็กพยักหน้าน้อยๆเป็นการรับรู้และแทนคำขอบคุณไปในตัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก “เอ่อ...คือเรื่องผมกับเคตะ..คือ..” ในเมื่อขอไปค้างขนาดนี้แล้ว แม่ของเรียวเฮเองก็คงต้องสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่บ้างล่ะ
“แม่ไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างลูกกับเคตะมีอะไรกัน แต่แม่รู้สึกขอบคุณเคตะมากที่ทำให้ลูกกลับมาเป็นแบบนี้ได้อีกครั้ง แล้วถ้าลูกมีความสุข แม่ก็ดีใจ” เธอยิ้มให้
“ขอบคุณครับแม่” ร่างเล็กเอ่ย “เอ่อ..ถ้าอย่างนั้น..ผมกลับห้องก่อนนะครับ”
“จ๊ะ”
ร่างบางลุกจากที่นั่งเดินไปที่ประตู เปิดออกไป ก่อนจะหันกลับมาที่ห้องอีก “แม่ครับ...”
แม่ของเรียวเฮเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก
“ผมรักแม่นะครับ” ร่างเล็กว่าเบาๆ
“ขอบใจจ๊ะ” เธอยิ้มตอบ พยายามกลั้นไม่ให้น้ำใสๆที่เอ่อขึ้นมาคลอดวงตาร่วงหล่นลงมา
แล้วเรียวเฮก็ปิดประตูลงเดินกลับห้องของตัวเองไป.............
................................
จนแล้วจนรอดเคตะก็ไม่กล้าผิดสัญญากับเรียวเฮ ยอมไปสอบแต่โดยดีแม้จะรู้ดีว่าไม่มีสมาธิจะทำข้อสอบเลย แต่ในเมื่อมันต้องแลกกับเวลาสำคัญแบบนี้มาแล้ว เขาก็พยายามเต็มที่ล่ะ อย่างน้อยก็เพื่อเรียวเฮ...
ร่างสูงรีบทำข้อสอบเสร็จก็ออกจากมหาลัยตรงมายังโรงพยาบาลทันที เขารู้อยู่แล้วว่าแม่ของเรียวเฮจะต้องอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว...
“เรียวเฮล่ะครับ” ร่างสูงเอ่ยถามคำแรกหลังจากที่โค้งให้เป็นการทักทายแล้ว
“คุณหมอยังไม่ออกมาเลยจ๊ะ”
“งั้นเหรอครับ...” ร่างยาวว่าเบาๆ สีหน้าเป็นกังวล
“เอ่อ..เคตะคุง”
“ครับ”
แล้วแม่ของเรียวเฮก็หยิบซองจดหมายฉบับนึงออกจากกระเป๋า ยื่นให้ “เรียวเฮเขาฝากมาให้จ๊ะ”
มือเรียวรับจดหมายมา “ขอบคุณครับ” ขายาวๆก้าวช้าๆไปยังเก้าอี้ยาวตรงทางเดิน นั่งลง แล้วค่อยๆเปิดซองจดหมายออก
...เคตะ...
ไม่รู้เหมือนกันนะว่าหลังจากที่นายเดินออกจากห้องฉันไปวันนี้แล้ว เราจะยังมีโอกาสได้เจอหน้ากันอีกรึเปล่า มีอะไรอีกหลายอย่างที่ฉันอยากจะบอกนาย แต่ไม่เคยได้พูดไปสักครั้ง ...ที่จริง....ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง จะบอกกับนายยังไง จะเอาคำไหนมาแทนสิ่งที่ฉันอยากจะบอกกับนาย บางทีนายอาจจะรู้ดีอยู่แล้วโดยที่ฉันไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากจะบอกออกไปด้วยตัวเอง ขอโทษนะที่ไม่ได้พูดกับเองนายตรงๆ แต่ว่า...
...ขอบคุณนะ...
ถ้าไม่มีนาย ก็คงไม่มีฉันในตอนนี้
ถึงจะไม่รู้ว่าฉันจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแค่ไหน
แต่แค่ได้มีช่วงเวลาตั้งแต่ได้เจอกับนายจนถึงตอนนี้ ฉันก็พอใจแล้ว
ขอบคุณที่ช่วงฉุดฉันออกจากโลกแคบๆที่แสนจะมืดมน
ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้มีช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้จักคุณค่าของตัวเองและคนรอบข้าง
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้จักคำว่ารักอีกครั้ง
ขอบคุณสำหรับความรักที่นายให้
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าการมีชีวิตอยู่คือสิ่งที่มีค่าที่สุด
ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณมากๆ
.. ถ้าฉันจะต้องตายไปจริงๆ ฉันก็ไม่เสียใจ เพราะฉันได้ผ่านช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดมาแล้ว...
...ขอโทษนะ... ถ้าฉันไม่สามารถกลับไปตอบแทนความรู้สึกของนายได้อีก..
...แต่ว่า...ถ้าฉันได้มีโอกาสนั้นอีกครั้ง..ก็คงจะดีนะ..เคตะ...
แล้วเจอกันนะ เคตะ..คนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน...
รัก
...เรียวเฮ....
น้ำใสๆหยดลงบนกระดาษสีขาวจนตัวหนังสือบิดเบือนไปเล็กน้อย มือเรียวค่อยๆพับกระดาษนั้นใส่กลับลงในซองช้าๆ เก็บมันใส่ลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตด้านซ้าย ...ตรงที่ใกล้กับหัวใจ..มากที่สุด...
ร่างสูงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้หยดน้ำใสๆร่วงหล่นออกจากตาสวยๆคู่นั้นอยู่เพียงลำพัง
......เวลาผ่านไป ในที่สุดประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก
“เรียวเฮเป็นยังไงมั่งคะ” แม่ของเรียวเฮรีบเข้าไปถามคุณหมอทันที ในขณะที่ร่างสูงก็พุ่งเข้าไปด้วยความเร็วไม่แพ้กัน
“การผ่าตัดเรียบร้อยดีครับ” คุณหมอพูดเสียงเรียบ ยิ้มบางๆให้ “ส่วนจะฟื้นเร็วแค่ไหน คงอยู่กำลังใจของเรียวเฮคุงเองนะครับ”
ได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างก็ค่อยยิ้มออก โดยเฉพาะเคตะ เขามั่นใจว่าเรียวเฮมีกำลังใจเต็มเปี่ยมแน่ๆ
“ยังไงหมอขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็เดินจากไป
“ขอบคุณค่ะ(ครับ)” แม่ของเรียวเฮและเคตะ กล่าวขอบคุณแล้วโค้งให้...
.............
.....ที่นี่ที่ไหน? ....นั่น...ใครเหรอ?....
ใครสักคนกำลังเดินเข้ามา ขณะที่ขาอันอ่อนแรงของผมก็ก้าวเข้าไปหาคนๆนั้นด้วย จนในที่สุด..ผมก็เห็นเขาอยู่ตรงหน้า...
....นี่ผมกำลังส่องกระจกอยู่อย่างนั้นเหรอ....
ก็คนตรงหน้า หน้าเหมือนผมอย่างกับพิมพ์เดียวกัน
...ไม่สิ ไม่ใช่กระจก แต่เป็นใครคนนึงที่ผมรู้จักดี...
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะพี่” ร่างในกระจกเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสดใส
“.....เรียวโกะ...” ใช่แล้ว น้องสาวฝาแฝดของผมนี่เอง
“ทำไม ทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่ดีใจที่เจอฉันเหรอ”
“เอ่อ...เปล่าๆ” ร่างเล็กยิ้มให้ แต่กลับเป็นรอยยิ้มเศร้าๆ
..ไม่ใช่ไม่ดีใจที่เจอเรียวโกะ แต่ถ้าผมเจอเรียวโกะ...ก็หมายความว่าผมจะไม่ได้เจอ...เคตะ..อีกแล้ว..รึเปล่านะ...
“เธอมารับพี่อย่างนั้นสินะ”
“จะบ้าเหรอ! ฉันมาบอกลาพี่ต่างหากล่ะ”
“..........”
“ยังมีคนรอให้พี่กลับไปอยู่นะ” สาวน้อยพูดเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม
.....คนที่รอผมกลับไป....เคตะ....
“ไม่ต้องห่วงฉันนะพี่ แล้วฉันจะรอพี่อยู่ที่นี่ แล้วเจอกันนะบ๊ายบาย” ผมได้ยินเธอพูดแค่นั้น ก่อนที่ร่างตรงหน้าจะหายวับไป “ฝากหวัดดีแม่ด้วยนะ...”
...ลาก่อน เรียวโกะ แล้วเจอกันใหม่นะ....
.....................
ดวงตากลมค่อยๆลืมขึ้นช้าๆ กระพริบเบาๆ เพื่อปรับภาพคนตรงหน้าให้ชัดเจนขึ้น
“เรียวเฮ ฟื้นแล้วเหรอ เรียวเฮ.....” เสียงเรียกชื่อที่คุ้นหู เสียงที่อยากได้ยินมาตลอด...
ภาพตรงหน้าค่อยๆชัดเจนขึ้นในที่สุด ... “เคตะ” ร่างเล็กยิ้มให้กับคนสำคัญของเขา
........ดีจัง ที่คนแรกที่ฉันลืมตามาเจอเป็นนาย..........
The End
