Chapter1 New Comer
"โอ๊ยย สายแล้วๆๆๆ" เสียงของชายหนุ่มผิวขาวร่างเล็กคนหนึ่งพูดพลางวิ่งอย่างสุดกำลัง "เร็วๆดิ เดี๋ยวก็ไปสายอีกหรอก" แล้วก็หันไปบอกชายหนุ่มอีกคนที่วิ่งตามมาติดๆแล้วหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไม่รอฟังคำตอบ
"เออ ก้อวิ่งอยู่เนี่ยไงเล่า แฮ่กๆ" ชายหนุ่มร่างท้วม(??)ที่วิ่งตามมาพูดตอบ
"เพราะนายแท้ๆ ฉันถึงได้ไปสายอยู่เรื่อย" คนด้านหน้ายังพูดต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
"เออ รู้แล้วล่ะน่า"
เสียงออดดังมาจากรั้วโรงเรียนมัธยมปลายระดับไฮโซแห่งหนึ่ง
"แฮ่กๆๆ" ชายหนุ่มร่างเล็กหยุดหอบเมื่อวิ่งเลี้ยวเข้าประตูโรงเรียนมาได้ แต่ก็ใช่ว่าจะแปลว่าเขามาทันเพราะยังต้องวิ่งไปที่ห้องเรียนเพื่อให้ทันเช็คชื่ออีก เขาหันหลังกลับไปมองเพื่อนที่วิ่งตามหลังมาเมื่อครู่ แต่กลับมองไม่เห็นร่างของเพื่อนสนิทเลย
"เฮ๊ยย อยู่ไหนเนี่ย เร็วเร๊ววว" เขาส่งเสียงเรียกอย่างใจร้อน แล้วรีบหันหลังกลับเพื่อเตรียมจะวิ่งไปยังห้องเรียนต่อ แต่..
"โครม" เขาหันหลังกลับอย่างเร็วจนไม่ทันระวังแล้วก็ชนกับใครคนนึงเข้าอย่างจังจนคนทั้งสองล้มลงไปนั่งหงายกับพื้น
"โอ๊ยยย นายนี่ดูตาม้าตาเรือมั่งสิ" เสียงที่ได้ยินบอกให้รู้ว่าเขาไม่สบอารมณ์นัก
ชายร่างเล็กเองก็เจ็บไม่แพ้กัน เขาเห็นคนตรงหน้ากำลังลุกขึ้น พอมองขึ้นไปก็เห็นร่างสูงๆกับขายาวๆกำลังยืนปัดฝุ่นที่กางเกงอยู่
"เอ่อ..ขอ.." เขากำลังจะเอ่ยปากขอโทษกับความซุ่มซ่ามของตัวเอง
"เฮ้ยยย ทำไรอยู่น่ะ" เสียงคุ้นๆหูดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างท้วมๆที่เขามองหาอยู่เมื่อกี้ "ลุกเร็วๆ ไม่ทันแล้วนะ" เขาดึงร่างเล็กๆให้ลุกขึ้น แล้วก็ลากเพื่อนเพื่อขึ้นตึกเรียน "สายแล้วๆๆ"
ร่างเล็กยังไม่ทันจะได้ขอโทษชายหนุ่มแปลกหน้าเลยก็โดนเพื่อนลากขึ้นตึกไปซะแล้ว
ทั้งสองคนวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องเรียน เสียงคุ้นๆหูดังแผ่วๆมาจากห้องของนร.ปีสองห้องBที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปนั้นกำลังเรียกชื่อของหนึ่งในสองหนุ่ม
"โองาตะ โองาตะคุง สายอีกแล้วเหรอ"
"คร๊าบๆๆๆๆ มาแล้วครับ แฮ่กๆๆ" เจ้าของชื่อตะโกนเสียงดังพร้อมกับเสียงเหนื่อยหอบก่อนที่ประตูห้องจะเปิดเสียอีก ทุกคู่สายตาในห้องจ้องมาทันทีที่ได้ยินเสียงคุ้นๆหูนั้น "ผมมาทันนะครับ" ร่างนั้นท้วงทันทีที่เห็นสายตาตำหนิของผู้ที่ยืนอยู่หน้าห้อง
พร้อมๆกันนั้น ร่างเล็กๆที่วิ่งมาด้วยกันก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง
อ.ประจำชั้นฮอนหายใจเบาๆ "เฮ้อ~"ก่อนจะยิ้มบางๆ "เอาล่ะยกให้ซักวัน"
ร่างท้วมยิ้มอย่างร่าเริงโชว์ให้เห็นเขี้ยวเสน่ห์ของเขา "ขอบคุณคร๊าบ" ก่อนจะเดินเข้าห้องเรียนอย่างสบายใจ ร่างเล็กเดินตามเข้ามาเงียบๆโดยไม่มีปากเสียงอะไร
"จิบะคุง" อาจารย์เรียก "คอยเตือนเพื่อนเธอด้วยล่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้เละทั้งคู่แบบนี้"
"ครับ" ร่างเล็กตอบน้ำเสียงเจื่อนๆ ในขณะที่เพื่อนตัวดีไม่ได้สนใจอะไรเล๊ยยย
"เอาล่ะ วันนี้เรามีนร.ใหม่มาแนะนำด้วย" อาจารย์พูดขึ้นทันทีที่นร.เจ้าปัญหาเข้าไปนั่งที่และเช็คชื่อนร.ครบทั้งชั้นแล้ว เสียงฮือฮาของนร.หนุ่มในห้องดังขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย "เข้ามาสิ" อาจารย์ตะโกนออกไปนอกห้องเพื่อให้ผู้มาใหม่เดินเข้ามา
ครืด..เสียงประตูดังขึ้น สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ผู้มาใหม่นั้น ขายาวๆสาวก้าวเข้ามาในห้องเบาๆ นร.ในห้องต่างส่งเสียงกันเซ็งแซ่เพราะรูปร่างสูงเพรียวกับใบหน้าคมๆที่หล่อเอาการของผู้มาใหม่ "เอาล่ะ เงียบๆหน่อย!!" อาจารย์ปรามเมื่อเสียงของนร.ในห้องดูจะดังจนเกินไป "นี่เพื่อนใหม่ของพวกเธอ ชื่อ..เอ่อ.."
"ทาจิบานะ เคตะครับ" เจ้าของขายาวๆคู่นั้นพูดต่อให้
"โอเค ทาจิบานะคุง.. เธอนั่งที่ว่างข้างหลังนั่นไปก่อนนะ"
ผู้มาใหม่ก้มหน้าให้เล็กน้อย ไม่พูดอะไรแล้วเดินไปยังที่นั่งหลังห้องที่ว่างอยู่
"พวกเธอช่วยดูแลเพื่อนใหม่ด้วยล่ะ โองาตะคุงฝากด้วยล่ะ"
"ครับ" เจ้าของชื่อที่หันหลังคุยกับเพื่อนอยู่ หันกลับมาตอบทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเอง
“โอเค งั้นเริ่มเรียนได้....” แล้วห้องเรียนก็กลับสู่สภาพตามปกติของมัน
ออดดดดด.... เสียงออดบอกเวลาพักเที่ยง นร.หนุ่มต่างแห่กันไปโรงอาหารกัน ห้องเรียนเข้าสู่สภาพเงียบงันลงอย่างรวดเร็ว ภายในห้องเหลือนร.อยู่ไม่กี่คน “นี่นายย..เอ่อ..เคตะใช่มั้ย” น้ำเสียงร่าเริงเข้าไปทักทายเพื่อนใหม่อย่างยินดี “ชั้นโองาตะ ริวอิจินะ เรียกริวก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“อืมม” อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่พอใจนักที่ถูกคนที่ยังไม่รู้จักเลยเรียกชื่ออย่างสนิทสนม
“ชั้นเป็นกรรมการห้องนะ มีอะไรก็ถามได้ทุกเรื่องเลย ไม่ต้องเกรงใจ” หนุ่มอารมณ์ดียังยิ้มแย้มโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ชอบเสวนากับใครเท่าไหร่นัก “เออใช่ ได้ยินเพื่อนๆในห้องเขาพูดกันว่านายเป็นนายแบบสินะ มิน่าฉันว่าหน้าคุ้นๆ คงเคยเห็นในนิตยสารหรือไม่ก็ในทีวีบ้างแน่ๆ” เสียงร่าเริงนั้นยังคงพูดต่อไปอย่างเป็นมิตรกับเพื่อนใหม่ หาได้รู้ไม่ว่าคำพูดนั้นยิ่งทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียยิ่งขึ้นเพราะเขาไม่ชอบให้คนพูดเรื่องงานของเขาในเวลาส่วนตัวแบบนี้
ทาจิบานะ เคตะเป็นนายแบบวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยม ไม่ใช่แค่นั้น โปรดักชั่นใหญ่ๆหลายแห่งยังเสนองานแสดงรวมถึงงานเพลงให้เขาด้วย ซึ่งเขาเองก็มีความสามารถเพียบพร้อมทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่เคยรับงานอย่างอื่นนอกจากงานถ่ายแบบ
และตั้งแต่ทำงานนายแบบทำให้เขาต้องย้ายมาอยู่ที่โตเกียวและไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ ทำให้เข้าไม่คุ้นเคยกับการสนิทสนมกับใคร แต่ด้วยความที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครอยู่แล้วเขาจึงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร ทำให้เขายิ่งกลายเป็นคนดูเย็นชา ไม่ค่อยใส่ใจคนอื่น และก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งด้วยโดยเฉพาะคนที่ชอบเข้ามาตีสนิทเพราะเห็นว่าเขาเป็นคนดัง
“นี่ริว นายยังไม่ได้ส่งการบ้านอีกล่ะสิ เหลือนายคนเดียวเลยนะ กรรมการห้องภาษาอะไรเนี่ย มาก็สาย การบ้านก็ไม่ทำ” เสียงนุ่มๆดังขึ้นมาจากด้านหลัง ถึงจะเป็นเสียงนุ่มๆแต่สำหรับคนที่ถูกเรียกมันเหมือนเสียงแสบแก้วหูมากกว่าเพราะเป็นเสียงบ่นที่เค้าต้องทนฟังทุกวัน ...แกเป็นแม่ชั้นเรอะ..
“อ๊ะ ก็ใช่สิ พวกคนในห้องโหวตให้ฉันเป็นกรรมการเองนี่นา ช่วยไม่ได้” หนุ่มอารมณ์ดีตอบกวนๆ
“อ๋อเรอะ แล้วจะทำไม๊การบ้านเนี่ย”
“ทำสิคร๊าบบบ แหมเรียวเฮก้อ อย่าแกล้งกันดิ” ที่ต้องง้อเพื่อนขนาดนี้ก็เพราะคนที่ให้ริวอิจิลอกการบ้านทุกวันก็มีแต่เรียวเฮคนสนิทนี่แหละ
“เอ้า เอาไป” หยื่นสมุดการบ้านของตัวเองให้ “แล้วเอาไปส่งให้ด้วยล่ะ เดี๋ยวชั้นต้องเอาของเพื่อนๆไปส่งทีห้องอาจารย์ก่อน”
ชายร่างผอมสูงที่นั่งมองการสนทนาของคนสองคนตรงหน้าแอบยิ้มเล็กๆ
“เอ่อ..นาย..ที่เมื่อเช้าฉันวิ่งชนสินะ ต้องขอโทษด้วย” เรียวเฮหันไปพูดกับชายร่างยาวที่กำลังลุกขึ้นจากที่นั่ง
“อ่อ..ช่างเถอะ” เขาตอบเสียงเรียบๆไม่ใส่ใจนัก
“ฉันชื่อจิบะ เรียวเฮ เรียกเรียวเฮเฉยๆก็ได้” เขาแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่
“อืมม เรียวเฮ” ร่างยาวยังคงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ทำท่าจะเดินออกนอกห้อง ร่างเล็กจึงหันกลับมาที่เพื่อนของตัวเอง
“ริว ฉันยกสมุดนี่ไปห้องพักอาจารย์ก่อนนะ นายส่งงานเสร็จแล้วตามไปโรงอาหารเลยล่ะ” เรียวเฮบอกเพื่อนก่อนจะยกกองสมุดการบ้านเดินออกไป เพื่อนที่นั่งง่วนกับการปั่นการบ้านยกมือปัดเป็นสัญญาณว่า...รู้แล้ว นายไปเหอะ... ในขณะที่เจ้าของขายาวๆที่เดินออกมานอกห้องก่อนได้ยินเสียงใสๆนุ่มๆนั้นจึงหยุดอยู่ที่หน้าห้อง แล้วร่างเล็กๆเจ้าของเสียงก็เดินออกมาพร้อมสมุดกองหนึ่ง
“ฉันช่วยถือ” ร่างสูงๆเสนอน้ำใจให้ ถึงเขาจะไม่ชอบยุ่งกับใครแต่ก็ไม่ใช่จะเป็นคนไร้น้ำใจซะทีเดียว
“อ๊ะ ไม่เป็นไรหรอก ชั้นยกไปเองได้” ร่างเล็กตอบ
“อาจารย์เรียกให้ชั้นไปหาอยู่แล้วน่ะ อีกอย่างชั้นก็ไม่รู้ทางซะด้วย” คนร่างสูงตอบเสียงเรียบๆเช่นเคย
“อ่อ งั้นเดี๋ยวชั้นนำทางไปให้” เรียวเฮยิ้มตอบ รอยยิ้มใสๆทำให้อีกฝ่ายอดยิ้มตอบไม่ได้
เคตะแบ่งกองสมุดที่เรียวเฮถือไปกว่าครึ่งแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายเดินนำ
“ขอบใจนะ” ร่างเล็กๆยิ้มตอบแล้วเดินนำ
เรียวเฮกับเคตะยกสมุดมาส่งที่ห้องพักอาจารย์แล้วเรียวเฮก็ขอตัวออกมาก่อนทันทีเพราะรู้ว่าอาจารย์ยังต้องคุยกับเคตะอีก
ไม่นานนักร่างสูงๆก็เดินออกจากห้องพักอาจารย์ แล้วก็เห็นใครยืนรออยู่หน้าห้อง
"เสร็จแล้วเหรอ" ร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าห้องยิ้มให้ "ไปกินข้าวกลางวันด้วยกันไม๊"
"เอ่อ..นายรออยู่เหรอ" เคตะถามงงๆ ..รอทำไมเนี่ยย..
"อืมม ก้อคิดว่านายอาจจะไม่มีเพื่อนกินข้าวด้วย อีกอย่างริวอิจิมันก็ยังทำการบ้านอยู่เลย" เรียวเฮพูดยิ้มๆ ช่างเป็นรอยยิ้มที่ใสซื่อจนเคตะแทบจะไม่ได้สนใจฟังที่อีกฝ่ายพูดเลย "งั้นไปกันเหอะ" เคตะไม่พูดอะไร เรียวเฮจึงเหมาเอาเองว่าอีกฝ่ายจะไปตกลงไปด้วย "อ๊ะ!!" เรียวเฮทำท่าจะก้าวออกแต่กลับสะดุดอะไรบางอย่างที่พื้นจนเซ เคตะรีบอ้าแขนคว้าร่างนั้นไว้ทันพอดี ร่างเล็กๆนั้นอยู่ในอ้อมแขนของคนสูงผอมแต่กลับแข็งแรงผิดกับรูปร่าง หน้าของเรียวเฮอยู่ตรงซอกคอของเคตะพอดี ทำเอาเขารู้สึกเขินขึ้นมา
"เอ่อ...เป็นอะไรรึป่าว" เคตะถาม เขาได้กลิ่นหอมจางๆจากคนในอ้อมแขนของเขา
เรียวเฮหน้าแดงขึ้นมากระทันหัน เขาผลักตัวของเคตะออก...อะไรเนี่ย ทำไมชั้นต้องเขินด้วยล่ะ...
"ขอโทษนะ ชั้นซุ่มซ่ามอีกแล้ว" เรียวเฮพูดทั้งๆที่ยังก้มหน้าอยู่ เขารู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมาซะเฉยๆ
"เอ่อ..ไม่เป็น..ไร" เคตะตอบแบบตะกุกตะกักอยู่เหมือนกัน กลิ่นหอมที่เขาสูดดมไปมเอครู่ กับแก้มใสที่ถูกย้อมเป็นสีชมพูเรื่อๆของเรียวเฮทำให้เคตะเองก็รู้สึกแปลกๆไปกะเค้าด้วย "งั้นเราไปกันเถอะ" รีบเปลี่ยนเรื่องแล้วก็รีบหันหน้าไปทางอื่น ทั้งๆสองคนก็เลยพากันเดินหน้าไปยังโรงอาหาร
“อ้าวเรียวเฮ หวัดดี” “ยังน่ารักเหมือนเดิมเลยนะ” “ว่าไงไม่เจอตั้งนาน” ระหว่างเดินไปโรงอาหาร แทบทุกคนที่เดินสวนกับสองหนุ่มเป็นต้องทั้งชายร่างเล็กหน้าหวานคนนี้
...คนดังนี่นา...เคตะแอบคิดในใจ...รู้จักคนไปทั่วเชียว...
ใช่แล้วล่ะ ทั้งเรียวเฮและริวอิจิน่ะเป็นคู่หูคนดังของโรงเรียนเลย แต่บุคลิกต่างกันลิบลับ เรียวเฮเป็นนร.ดีเด่น ผลการเรียนดี สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาไม่น้อย ส่วนนายริวอิจิก็เป็นเด็กกิจกรรม การเรียนอาจจะไม่ค่อยเอาไหนแต่เรื่องกีฬาเขาไม่น้อยหน้าใครเลยล่ะ แถมยังเป็นคนอัฒยาศัยดีเอามากๆทำให้รู้จักคนในรร.ไปทั่ว ซึ่งเป็นส่วนนึงที่ทำให้เรียวเฮเองก็ได้รู้จักคนมากขึ้น
“อ้าวเรียวจัง เดินกับใครเนี่ยหล่อเชียว ระวังรุ่นพี่รู้นะ” ใครคนนึงทักเมื่อเห็นเรียวเฮเดินคู่มากับหนุ่มหล่อที่หน้าตาไม่คุ้นเคย
“รุ่นพี่บ้าอะไรของนาย มีที่ไหน” เรียวเฮตอบน้ำเสียงเขินๆ แต่เขาก็หมายความอย่างที่ว่าจริงๆ แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาในใจแว๊บนึง...ตายล่ะ หมอนี่คงไม่ฟังแล้วเข้าใจอะไรไปผิดๆหรอกนะ...เอ๊ะ..แล้วทำไมชั้นต้องกังวลด้วยเนี่ย...
ในขณะที่อีกฝ่ายก็เอาไปคิดจริงๆ...รุ่นพี่?? หมายถึงใคร?? แฟนเหรอ?? แล้วทำไมต้องระวังด้วยล่ะ... เคตะยังแอบคิดเกี่ยวกับหนุ่มตัวเล็กน่ารักคนนี้ไปเรื่อยๆอย่างไม่ซีเรียส
...ลองถามดูก็ได้นี่นา ไม่เห็นจะเสียหาย...เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากรู้เรื่องเรียวเฮนัก ทั้งๆที่เขาไม่ชอบสุงสิงกับใครแท้ๆ “รุ่นพี่ที่ว่านี่...แฟนเหรอ??”
“หา..”เรียวเฮตกใจกับคำถาม เพราะเท่าที่เรียวเฮสังเกตก็พอจะดูออกว่านายคนนี้คงใช่คนช่างเจรจาเท่าไหร่ ไม่น่าจะมาถามเรื่องแบบนี้ได้ แต่พอถูกถามมาก็ตอบไปตามความจริง “โธ่ อย่าเชื่อคนง่ายสิ เขาก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ฉันยังไม่มีแฟนหรอก”
“อ้อเหรอ” เคตะแอบยิ้มในใจ ...เฮ๊ยยย แล้วทำไมชั้นต้องรู้สึกโล่งใจด้วยวะ....
แล้วทั้งสองคนก็ไม่พูดอะไรต่อ ต่างก็เดินเงียบๆไปยังโรงอาหาร แต่ในใจของทั้งคู่ดูเหมือนจะกำลังสับสนอยู่ไม่น้อย
2B Continued
Chapter 2 Keep Wondering Why
พอทั้งสองหนุ่มเดินไปถึงโรงอาหาร
“เฮ้ เรียวเฮนี่นา เจ้าริวไปไหนล่ะ มานั่งด้วยกันไม๊” เสียงหนึ่งตะโกนเรียกเมื่อเห็นหนุ่มหน้าหวานใสเดินมา
“ไม่เป็นไร ตามสบายเถอะ” เรียวเฮตอบพร้อมเหมือนเกรงใจเพื่อน แต่นั่นกลับทำให้คนที่เรียกรู้สึกผิดหวังเสียมากกว่า
แล้วทั้งสองคนก็ซื้ออาหารกลางวันและหาโต๊ะว่างๆนั่ง ซึ่งห่างจากกลุ่มอื่นๆพอสมควร ตอนนี้เคตะมองคนดังร่างเล็กตรงหน้าแล้วก็ยังนึกสงสัยต่อไป ...เพื่อนเยอะชะมัด แล้วไหงพูดกะเรายังกะว่าไม่มีเพื่อนกินข้าวเพราะนายริวอิจิอะไรนั่นไม่อยู่....นี่ชั้นคิดอะไรเข้าข้างตัวเองไปไม๊เนี่ย.....แล้วเค้าจะทำอย่างนั้นทำไมกัน...โอ๊ยย อะไรวะงง เพิ่งเจอกันวันแรกทำไมต้องคิดเรื่องของหมอนี่ขนาดนี้วะ.. เคตะยังคงคิดวนๆอยู่กับคำถามของตัวเอง จนไม่ทันได้ยินเสียงเรียกของคนที่เขากำลังคิดอยู่ในหัว
“ทาจิบานะ นี่ทาจิบานะคุง” เรียวเฮเรียก
“อ๊ะ หา..อะไรเหรอ” เคตะตอบทันทีที่ตั้งสติได้
“ป่าว ฉันแค่จะชวนคุยไปเรื่อยน่ะ นายเป็นคนโตเกียวรึป่าว” เรียวเฮพยายามสร้างความสนิทสนมให้กับนร.ใหม่ที่น่าจะไม่คุ้นเคยกับโรงเรียนใหม่อย่างเป็นมิตร “อ๊ะ..ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ” เรียวเฮคิดขึ้นได้ว่าคนๆนี้อาจจะไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวนักก็ได้
“อ่อ ไม่เป็นไรหรอก ฉันเกิดที่ฟุกุโอกะน่ะ” เคตะตอบไม่มองหน้า ไม่รู้ทำไมอยู่ๆถึงไม่กล้ามองหน้าหวานๆนี่ตรงๆนะ คนเป็นนายแบบอย่างเคตะได้เจอคนดังมากหน้าหลายตา หล่อๆสวยๆเยอะแยะ ไม่เห็นเคยรู้สึกแบบนี้เลยซักนิด เพราะอะไรกันเนี่ย “เอ่อ..นายเรียกชั้นว่าเคตะก็ได้” เคตะพูดต่อห้วน เมื่อนึกได้ว่า “เพื่อน” คนแรกที่รร.ใหม่แห่งนี้เรียกเขาด้วยนามสกุล ...ทำไมชั้นถึงอยากให้หมอนี่เรียกชื่อชั้นมากกว่านามสกุลนะ... เพื่อนเหรอ??ชั้นกำลังยอมรับว่าหมอนี่เป็นเพื่อนงั้นเหรอ ตั้งแต่ย้ายมาโตเกียวนี่ชั้นแทบจะไม่มีเพื่อนด้วยซ้ำ...
ในขณะที่เคตะยังวนเวียนอยู่กับความคิดบ้าๆของตัวเอง เรียวเฮซึ่งไม่ได้คิดอะไรเลยก็พูดตอบ “โอเค งั้นชั้นเรียกนายว่าเคตะนะ” รอยยิ้มใสๆนั่นอีกแล้ว ทำไมมันช่างดูใสซื่อบริสุทธิ์ได้ขนาดนี้...
“อืม” เคตะตอบเบาๆเหมือนไม่ใส่ใจเหมือนเดิม ถึงในใจจะคิดอะไรวกวนสับสนแค่ไหน แต่ภายนอกเคตะยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉยไว้ได้ราวกับเจ้าของใบหน้ากับหัวใจนั้นไม่ใช่คนๆเดียวกัน “แล้วนายล่ะ เป็นคนโตเกียวรึป่าว” เคตะถามให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนแค่การสนทนาตามมารยาท แต่ในใจกลับรู้สึกอยากรู้จักคนตรงหน้าให้มากที่สุด..เพราะอะไรกันเนี่ย..เขายังถามตัวเองต่อไป
“ชั้นก็ไม่ใช่คนโตเกียวเหมือนกัน ชั้นย้ายมาจากซัปโปโรน่ะ ริวอิจิก็ด้วย”
“อืมม เห็นนสนิทกันดีจัง” เคตะพูดต่อ
“ใช่แล้วล่ะ ก็รู้จักกันตั้งแต่สมัยม.ต้นแล้ว ตอนนี้ก็พักอยู่ด้วยก....” เรียวเฮตอบยังไม่ทันจะจบประโยคดี เสียงใครคนนึงก็เข้ามาขัดวงสนทนา
“เฮ้ เรียวเฮ มานั่งอยู่นี่เอง” เจ้าของเสียงดังไม่ใช่ใครที่ไหน นายริวอิจินั่นเอง “อ่าวว กินจะเสร็จแล้วนิ งั้นชั้นไปนั่งกับคนอื่นก็ได้ นายจะได้ไม่ต้องรอ ไปนะ” ริวอิจิมองถาดอาหารของเพื่อนที่พล่องไปเยอะแล้ว จึงพูดเองเออเองเสร็จสรรพแล้วก็เดินไปหาเพื่อนโต๊ะอื่น “เฮ้ยยย พวกนายให้ชั้นนั่งด้วยนะ” แล้วก็ยังโหวกเหวกโวยวายในโรงอาหารต่อไป
เคตะมองตามคนร่างท้วมที่ทำลายความเงียบของโรงอาหารแล้วยิ้มเล็กๆ “นายสองคนไม่เห็นเหมือนกันเลยนะ”
“ก็ใช่น่ะสิ แต่เราก็สนิทกันมานานมากแล้วล่ะ ชั้นชินกับนิสัยแบบนี้ของหมอนั่นแล้วล่ะ” เรียวเฮตอบยิ้มๆ มองตามเพื่อนรักไปพลางส่ายหัวเบาๆ ทันใดนั้นเองคนทำลายความเงียบอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้น
“เรียวจังจ๋า อยู่นี่เองเหรอ ชั้นตามหาตั้งนานแน่ะ เสาร์อาทิตย์ไม่เจอกันตั้งสองวัน” ไม่พูดเปล่าแต่นั่งลงข้างร่างเล็กนั้นแล้วเอาแขนข้างหนึ่งโอบไหล่ไว้
“รุ่นพี่มัตสึโมโตะ” เรียวเฮตกใจที่คนไม่พึงประสงค์โผล่มาแถมยังมาเกาะแกะตัวเขาอีก
“อ้าวแล้วนี่ใครล่ะ” พ่อหนุ่มร่างผอมเสียงดังไม่แพ้นายริวอิจิหันมาเห็นหนุ่มหล่อไม่คุ้นหน้าที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“เอ่อ..นร.ใหม่ห้องผมเองครับ ทาจิบานะ เคตะ” “เคตะ นี่รุ่นพี่มัตสึโมโตะ จุน”(เอ่อ..พี่มาได้ไงคะพี่???...คนแต่ง)เรียวเฮแนะนำคนทั้งสอง พลางแกะมือที่โอบเขาอยู่ออก
“หวัดดี ชั้นกับเรียวเฮเป็น....” หนุ่มหน้าทะเล้นพูดไม่ทันจบเรียวเฮก็รีบลุกขึ้นทันที “อ้าวเรียวจัง จะไปไหนล่ะ ยังไม่ทันได้คุยกันเลย” ชายหนุ่มทำเสียงออดอ้อน
“ผมต้องรีบกลับไปทำงานที่ห้องครับ” เรียวเฮตอบห้วนๆ “เคตะเราไปกันเถอะ” แล้วก็ดึงแขนเคตะให้ออกจากที่นั่น
“อื อื้ม” เคตะออกจะงงๆเล็กน้อย ...อะไรอีกวะเนี่ย... แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะรู้สึกตัวว่าเรียวเฮกอดแขนเขาไว้แน่น แล้วเบียดตัวเข้ามาชิดทีเดียว
“รีบกลับห้องเรียนเถอะ” เรียวเฮพูดเสียงเบาๆ ทำเอาเคตะรู้สึกหวิวๆบอกไม่ถูก เขามองกลับไปที่โต๊ะเมื่อกี้ ชายหนุ่มรุ่นพี่เมื่อกี้มองกลับมาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนักต่างจากเมื่อแรกเจอลิบลับ แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินกลับห้องไปพร้อมกับเรียวเฮ ในหัวของเขามีคำถามเกี่ยวกับหนุ่มหน้าหวานคนนี้ขึ้นมาอีกแล้วสิ
...วันถัดมา...
ที่ห้องเรียนที่หนุ่มๆต่างส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายกันไม่ได้หยุดทั้งๆที่อาจารย์ก็ยังสอนอยู่
“โอ๊ยยย เงียบๆหน่อยเส่ะพวกนายนี่” อาจารย์ชักเดือด “โองาตะ ตอบข้อนี้สิ” แล้วก็จงใจเรียกพ่อคนที่ทำเสียงดังที่สุดนั่นแหละ
“อ่า...ไม่ทราบครับ” นายริวทำท่าคิดนิดนึงก่อนตอบ
“ก่อนจะตอบนั่นคิดแล้วเหรอ” อาจารย์ถามเสียงดุเล็กน้อย
“คิดแล้ว....ว่าตอบไม่ได้ครับ” นร.เจ้าปัญหายังตอบหน้าตาเฉย ทำเอาเพื่อนๆทั้งห้องขำกันเสียงดัง เด็กมาใหม่ที่มักจะทำหน้าเครียดประจำก็เผลอยิ้มไปกะเค้าด้วย เว้นแต่เพื่อนสนิทของเจ้าตัวดีนี่แหละที่เอือมระอาไม่น้อยไปกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเลย ...เฮ้อ บ่นทุกวันจนปากเปียกปากแฉะแล้วหมอนี่ก็ไม่คิดจะตั้งใจเรียนกะเค้าเล้ย...
“ทาจิบานะ ตอบให้เขาฟังหน่อยสิ” อาจารย์พอจะรู้จากประวัตินร.ใหม่คนนี้ว่าการเรียนไม่ได้มีข้อบกพร่องเลย
“เอ่อ..ครับ” เคตะตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆก็โดนเรียก “to emphasize the point the teenagers compassion for animal killed” (อะไรไม่รู้ไปขุดหนังสือตัวเองมาใส่ ฮ่าๆๆ...คนแต่ง) นร.ใหม่ตอบได้อย่างคล่องแคล่วจนนร.เก่าที่เหลือต่างหันมามองกันหมด ไม่เว้นแม้เรียวเฮและริวอิจิ
“อืม ถูกต้อง สำเนียงดีมาก” อาจารย์ชม เขารู้อยู่แล้วว่าเคตะมีประวัติการเรียนที่ดีมากๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถมาขอเข้าเรียนกลางเทอมในรร.หรูแบบนี้ได้หรอก แต่ถึงนร.ที่นี่จะเป็นนร.ที่มีผลการเรียนดีเป็นส่วนใหญ่ แต่คนที่เก่งภาษาและพูดสำเนียงได้ดีมีอยู่มากนัก เรียวเฮเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นเช่นกัน
หลังหมดชม.เรียน เด็กนร.ทั้งหลายก็พากันกุลีกุจอกลับบ้าน บ้างก็ไปสิงสถิตย์ตามชมรม
“วันนี้ชั้นเข้าชมรมนะ เรียวเฮ” เสียงเพื่อนสนิทบอกขณะที่อีกฝ่ายกำลังเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับบ้าน “โอเค ชั้นก็ต้องไปเรียนพิเศษเหมือนกัน เจอกันที่บ้านเลยนะ” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป แล้วก็ชนกับใครบางคนที่กำลังจะเดินออกประตูห้องเหมือนกัน
“อ๊ะ ขอโทษที” เรียวเฮพูดทันทีขอโทษตามนิสัยของเขา ก่อนจะหันไปมองว่าคู่กรณีเป็นใครกัน
“ไม่เปนไร” อีกฝ่ายตอบเบาๆท่าทีเขินๆ แล้วหลบให้คนร่างเล็กเดินออกก่อน
เรียวเฮยิ้มขอบคุณ ทำเอาคนรับรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ร่างเล็กเพรียวทำท่าจะก้าวออก แต่ก้าวแรกยังไม่ทันจะเหยียบพื้นเขาก็ก้าวกลับเข้ามาเพราะเห็นใครบางคนกำลังวิ่งมาตรงระเบียง แล้วเรียวเฮก็ชนกับร่างสูงๆนั่นอีก เขาหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้แล้ว เขาวิ่งไปหลบหลังประตู แล้วส่งเสียงเรียกเพื่อนเบาๆ
“ริวๆ เฮ๊ยย ริวช่วยชั้นด้วย” เรียวเฮพูดเสียงเบาไม่ให้คนนอกห้องได้ยิน แล้วโบ้ยหน้าไปทางประตูห้อง ริวอิจิเห็นแค่นั้นก็รู้ว่าเพื่อนหมายถึงอะไร และทำไมถึงต้องการความช่วยเหลือ
“อีกแล้วเหรอ ตื้อจริงๆเล๊ยย” ริวอิจิบ่น
เคตะมองการสนทนาของทั้งคู่แล้วก็ได้แต่งงๆเหมือนเดิม
แล้วริวอิจิก็หิ้วกระเป๋าขึ้นเดินมาดักหน้าหนุ่มผอมๆสูงๆตรงหน้าไว้ได้ทันก่อนเขาจะก้าวข้ามประตูเข้ามา “พี่จุนนี่เองนึกว่าใคร”
“อย่ายุ่งน่าริว” ร่างสูงๆพยายามผลักร่างใหญ่ๆที่ขวางอยู่ออก “เรียวจังจ๋า อยู่รึป่าว”
“เรียวเฮเค้าไปเรียนพิเศษแล้วครับพี่ ไม่อยู่หรอก” ริวอิจิใช้ร่างใหญ่ๆของตัวเองกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามา “พี่ไปชมรมกับผมดีกว่า พี่ไม่ได้เข้าชมรมนานแล้วนี่ ไปกันเหอะนะ” ริวอิจิยิ้มไม่สนใจท่าทีขัดขืนของอีกฝ่ายเลย แล้วก็ลากร่างสูงๆนั้นออกไปอย่างง่ายดาย
เคตะยืนมองเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างงงๆ แต่จากที่เขาเจอรุ่นพี่คนนี้มาสองครั้งก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ารุ่นพี่คนนี้คงจะตามตื้อหนุ่มหน้าหวานที่ยืนแอบๆอยู่ข้างหลังเขานี่เป็นแน่ เขารู้สึกตัวพองขึ้นมานิดหน่อยที่ร่างเล็กๆนี้เลือกใช้เขาเป็นที่กำบัง ทั้งๆที่จริงเรียวเฮไม่ทันคิดหรอก ถึงจะอยากคิดแต่ตอนนั้นใครอยู่ใกล้ๆเขาก็คงเข้าไปหลบข้างหลังหมดแน่ๆ แต่พอเคตะคิดเรื่องของคนที่ยังยืนกล้าๆกลัวๆอยู่ข้างหลังกับชายหนุ่มเมื่อสักครู่ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาซะเฉยๆ ถึงเขาจะรู้ว่าคนตัวเล็กๆคนนี้รู้สึกยังไงกับอีกฝ่าย...ที่แน่ๆคงไม่ใช่รักล่ะนะ แต่ทำไมกันเนี่ย ทำไมชั้นถึงคิดถึงเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้อยู่ได้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชั้นซักหน่อย...
เรียวเฮค่อยๆปล่อยมือจากเสื้อของเคตะเมื่อแน่ในว่าบุคคลไม่พึงประสงค์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว เขาก้มลงมองตรงระดับของมือตัวเองแล้วก็ “ตายล่ะ นี่ชั้นขยำเสื้อนายซะเยินเลย ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ” ...ซวยล่ะ กะจะหลบพี่จุนเฉยๆ ดันลืมตัวไปหน่อย ขำจะโกรธเราไม่นี่...เรียวเฮก้มหน้าขอโทษพลางคิดว่าอีกฝ่ายต้องรู้สึกไม่ดีแน่ๆเลย คนเพิ่งรู้จักกันเมื่อวานเอง...เฮ๊ยย แล้วเมื่อกี้เรา..เรากอดเค้าเหรอ...ใช่ไม๊นะ..เฮ๊ยย ชั้นไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย...เรียวเฮยังงงกับการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ คิดแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาอีกแล้ว
จริงๆแล้วเรียวเฮไม่ได้กอดเคตะเข้าหรอก แต่ก็จับเอวเสื้อไว้แน่นแล้วก้อเบียดเข้ามาจนชิดด้านหลังของเคตะ ซึ่งก็ทำให้คนถูกเกาะใจเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนกันล่ะน่า
“นี่ไม่ต้องขอโทษหรอก ยังเสื้อก็ต้องซักแล้วรีดใหม่อยู่ดี” เคตะตอบ พยายามทำสีหน้าเป็นปกติที่สุด “เลิกก้มได้แล้วล่ะ”
เรียวเฮไม่ได้ก้มหน้าเพราะแค่จะขอโทษหรอก แต่เขารู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมาจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นต่างหากล่ะ แต่จะก้มอยู่อย่างนั้นก็คงไม่ได้ เรียวเฮจำใจค่อยๆเงยหน้าขึ้น แล้วก็รีบหันไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้คนตรงหน้าเห็นชัดๆว่าเขากำลังหน้าแดง แต่ผิวขาวๆที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูทำให้อีกฝ่ายสังเกตได้ไม่ยาก
“เอ่อ..นายต้องไปเรียนพิเศษไม่ใช่เหรอ” เคตะเปลี่ยนเรื่องซะก่อนที่บรรยากาศจะแย่ลง
“อ๊ากก ใช่ๆ ตายล่ะจะสายไม๊เนี่ย” เรียวเฮยกแขนขึ้นดูนาฬิกา “เพราะรุ่นพี่แท้ๆเลย ชั้นต้องรีบไปละนะ” แล้วก็รีบคว้ากระเป๋าจะวิ่งออกจากห้อง แต่เคตะคว้าแขนเล็กๆนั้นไว้ทัน
เรียวเฮตกใจ แล้วก็หันกลับไปมองแขนของตัวเอง ไล่ไปที่แขนของอีกฝ่ายก่อนจะมองไปยังใบหน้าคมๆนั่น “เอ่อ..มีอะไรอีกเหรอ” แล้วผิวหน้าขาวใสนั่นก็พาลจะแดงขึ้นอีก
เคตะรีบปล่อยมืออีกฝ่าย ตัวเองก็ตกใจกับการกระทำของตัวเองไม่แพ้กัน ...นี่ชั้นทำอะไรลงไปวะ.. แล้วก็เริ่มเหมือนจะแก้ตัวไม่ถูก “เอ่อ..เดินลงไปพร้อมกันไม๊” เขาพูดด้วยเสียงที่เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เรียวเฮรู้ดีว่าเขาต้องรีบไปแล้ว แต่เขากลับยิ้มให้คนตรงหน้าแล้วพยักหน้าโดยดี
แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากรร.เพื่อไปยังสถานีรถไฟใกล้ๆพร้อมกัน ระหว่างทางไม่มีใครเปิดปากเริ่มบทสนทนาเลยจนบรรยากาศดูน่าอึดอัด
....เงียบจังเว๊ยย ทำไมไม่มีอะไรจะพูดเลยรึไงนะเรียวเฮเอ๊ยยย....
....จะคุยอะไรดีเนี่ย ทำไมมันเงียบจังวะ... แต่ก้อยังไม่อยากให้ถึงสถานีเลยแฮะ...
ไม่นานนักขายาวๆที่พยายามจะสาวเท้าให้ช้ากว่าปกติก็มาถึงสถานีรถไฟ
“เอ่อ...ชั้นไปนะ” เรียวเฮว่าแล้วทำท่าจะเดินเข้าช่องตรวจตั๋ว “ขอบคุณที่เดินมาเป็นเพื่อน” เขารู้ดีว่าตอนนี้จะไปเรียนพิเศษก็สายไปแล้ว แต่ก็แกล้งทำเป็นว่าจะไปเรียนอย่างเดิม ถึงเขาจะเป็นนร.ดีเด่นแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยโดดเรียนกะเค้าเลย แค่ครั้งสองครั้งไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว
“เดี๋ยวสิ” เคตะเผลอปากเรียก ...ตายล่ะเรา เอาอีกแล้ว...ทำไมถึงชอบทำอะไรก่อนคิดอยู่เรื่อยนะ..แล้วนี่เราเรียกเค้าไว้แล้วจะเอาไงเนี่ย...
เรียวเฮหันกลับมาตามเสียงเรียก “มีอะไรอีกรึป่าว”
เคตะรู้สึกหน้าชาขึ้นมานิดหน่อย นี่วันนี้เขาทำอะไรบ้าๆนี่ไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย แต่ก็ทำไปตั้งเยอะแล้วนิ เขาพูดเสียงเบาๆ น้ำเสียงเรียบเริ่มแปลกไปเล็กน้อย “โดดเรียนซักวันได้ไม๊”
2B Continued
Chapter 3 For Your Smile
เคตะกับเรียวเฮเดินผ่านย่านร้านค้าในชิบุย่า ตอนนี้ก็ค่อนข้างเย็นแล้ว เด็กนร.ที่มาเที่ยวเล่นหลังเลิกเรียนเดินกันพลุกพล่านไปหมด
...ทำไมชั้นถึงตกลงมาง่ายๆนะ จริงอยู่ว่ายังไงก็ไปเรียนไม่ทันอยู่แล้ว แต่..ทำไมชั้นถึงยังไม่อยากกลับบ้านไปทั้งแบบนี้..เหมือน....ชั้นอยากอยู่กับเค้า..งั้นเหรอ...เรียวเฮคิดสาเหตุของการกระทำของตัว ...แล้วทำไมเค้าถึงรั้งเราไว้ล่ะ...แล้วก็พาลคิดไปถึงสาเหตุการกระทำของหนุ่มหล่อที่เดินอยู่ข้างๆด้วย
ในขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่แพ้กัน ...นี่เราจะไปทำอะไรที่ไหนวะเนี่ย...แล้วทำไมเราถึงยังไม่อยากให้เค้ากลับนะ...จนถึงป่านนี้แล้วไม่ใช่ว่าเคตะจะไม่รู้สาเหตุของการกระทำของตัวเองนักหรอก เพียงแต่เขาพยายามจะไม่ยอมรับมันต่างหาก คนที่ไม่ใส่ใจอะไรใครมาก่อนอย่างเขา ไม่อยากจะยอมรับว่าเขาสนใจชายหนุ่มร่างเล็กคนนี้
ทั้งสองคนต่างก็คิดวกวนอยู่แต่คำถามของตัวเอง ไม่มีใครพูดกับใครเลย จนกระทั่งเรียวเฮรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมองเขาอยู่
เขามองคนที่เดินสวนไปมา แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สายตาหลายคู่ของเด็กวัยเดียวกันมองมาที่เขาและคนร่างเพรียวข้างๆแถมยังซุบซิบอะไรกันอีก ...ตายล่ะ ไอ้หล่อนี่มันเป็นดารานี่นา แล้วมาเดินอย่างนี้ ไม่แย่เหรอเนี่ยย.. เรียวเฮหันไปมองหน้าเคตะเพื่อดูว่าเขากำลังรู้สึกแบบเดียวกันรึเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าเขาย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้ว เพียงแต่พยายามปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไปเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเคตะพยายามจะก้าวขายาวๆคู่นั้นให้เร็วเพื่อหลบจากสายตาผู้คน เขากลัวเรียวเฮจะตามไม่ทันจึงจับมือเล็กๆนั่นแล้วรีบวิ่งหลบเข้าไปในร้านค้าเล็กๆแห่งนึง
เจ้าของมือเล็กตกใจที่อยู่ๆก็ถูกมือใหญ่ๆของคนข้างๆจูงโดนไม่ทันตั้งตัว หัวใจชักเต้นไม่เป็นจังหวะอีกแล้วสิ
“ขอโทษทีนะ อยู่ๆก็รีบเดิน” เคตะพูดทันทีที่หลบจากสายตาผู้คนได้แล้ว
“อ๊ะ อืมม ไม่เป็นไร” เรียวเฮตอบระล่ำระลักเล็กน้อย ก้มลงมองมือที่ยังถูกจับแน่นอยู่ด้วยใบหน้าที่ถูกย้อมสีจางๆ
“อ๊ะ โทษที” เคตะรีบปล่อยมือเรียวเฮทันทีที่รู้สึกตัวว่าเขายังกำมือนั้นแน่นราวกับไม่อยากจะปล่อยให้หลุดไปไหน
เรียวเฮมองรอบตัวว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้ว ร้านขายแว่นน่ะเอง
เคตะหันไปหยิบแว่นแฟชั่นขึ้นมาใส่ดูแล้วหันมาทางเรียวเฮ
“เป็นไง เหมาะมั้ย” เคตะยิ้มให้ รอยยิ้มที่เขาแทบจะไม่เคยมี ทำเรียวเฮรู้สึกดีใจและภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกที่เขาได้เห็นมัน
“อืม ก้อเหมาะดีนะ” ก้อแหงล่ะ คนมันหล่อนิ ใส่อะไรก็เหมาะ “แต่ชั้นว่า....” เขายกมือสองข้างขึ้นถอดแว่นที่เคตะใส่อยู่แล้วก้อเอื้อมมือไปหยิบแว่นกรอบบางๆใสๆขึ้นมาใส่ให้แทน ทำเอาเคตะเขินขึ้นมาเล็กๆ ถึงจะแอบยิ้มอยู่ในใจ แต่ภายนอกก็ยังทำขรึมเหมือนเดิม “อันนี้ดีกว่า” เรียวเฮยิ้มหวานให้
...รอยยิ้มแบบนี้อีกแล้ว...ช่างใสซื่อจริงๆ...เคตะรู้สึกว่ารอยยิ้มนี่ช่างมีค่าเกินกว่าจะให้เห็นบ่อยๆ เขาอยากเจ้าของช่วยเก็บมันเอาไว้ไม่ให้ใครที่ไหนได้เห็นอีก
เคตะหยุดค้างไปนิดนึง เขามัวแต่หลงไปกับรอยยิ้มบาดใจนั่น “เอ่อ..อันนี้เหรอ” แล้วก็หันไปส่องกระจก “อืมงั้นฉันซื้ออันนี้ล่ะ” เขายิ้มตอบเรียวเฮแล้วก็เดินไปจ่ายเงิน “ไม่ต้องใส่ถุงก้อได้ครับเดี๋ยวผมใส่ไปเลย” เคตะยื่นแว่นให้พนักงานแกะป้ายสินค้าออกแล้วก็จ่ายเงิน แล้วทั้งสองก็เดินออกจากร้าน
ถึงแว่นแค่นี้จะช่วยพลางตัวอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ที่เขาไม่เลือกแว่นกันแดดเพราะนี่มันก็เย็นแล้ว ถ้ามืดกว่านี้อีกหน่อยแล้วยังใส่แว่นกันแดดคงจะยิ่งมีคนมองมากกว่าเดิมแน่ๆ ที่สำคัญเขาไม่อยากให้สีของเลนส์แว่นมาทำให้เขามองเห็นภาพคนตัวเล็กตรงหน้าไม่ชัด
แล้วทั้งสองคนก็เดินในย่านร้านค้านั่นต่อไปเงียบๆเหมือนเดิม
....เฮ้อ เงียบจัง..ทำไมมันไม่มีอะไรจะพูดขนาดนั้นนะเรียวเฮเอ๊ยยย....
....ตายล่ะ..เขาจะอึดอัดไม๊เนี่ย ดันเป็นคนรั้งเค้าไว้แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรเนี่ย...
“เอ่อ...” เคตะตัดสินใจเปิดปากพูด เพราะเขากลัวเรียวเฮจะรู้สึกแย่ไปกับบรรยากาศอันอึมครึม “เมื่อกี้ที่รร.น่ะ...รุ่นพี่..มัตสึโมโตะใช่ม๊ะ...” เคตะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันเป็นคำถามที่เขาควรจะถามจริงๆรึป่าว เขารู้แค่เขาคิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกแล้ว “เขาเป็นใคร ยังไงเหรอ”
เรียวเฮรู้สึกไม่อยากได้ยินถึงคนๆนี้ซักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจจุน แต่บางทีเขาก็อยากอยู่ที่รร.ได้อย่างสงบๆโดยไม่มีจุนมาคอยวุ่นวายกับเค้าบ้าง “นายคิดว่าเค้าเป็นอะไรกับชั้นงั้นเหรอ” เรียวเฮรู้สึกใจไม่ค่อยดีเพราะกลัวคนๆนี้เข้าใจผิด
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่...ก็งงๆอยู่น่ะ” เคตะเกาจมูกเบาๆแก้เขินกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาสนใจที่จะรู้เรื่องของตัวเอง
“พี่จุนเค้าอยู่ชมรมเดียวกับริวน่ะ ชั้นก็เลยรู้จักกับเค้าตั้งแต่ตอนปีหนึ่งแล้ว แล้วเขาก็..เอ่อ...” เรียวเฮรู้สึกเขินๆที่จะต้องเล่าเรื่องนี้ แต่เขาก็รู้สึกว่าอยากให้ผู้ชายคนนี้รู้จักเขาให้มาขึ้น “คือ..เขาเคยมาบอกว่าชอบชั้น พอชั้นปฏิเสธไปเค้าก็ไม่ยอมเลิก เอาแต่ตามตื๊ออยู่เรื่อย เจอเค้าทีไรชั้นต้องอยู่อย่างไม่สงบทุกที” เรียวเฮเล่าพลางแสดงอาการเบื่อหน่ายกับคนที่วุ่นวายกับชีวิตสงบๆของเขา เคตะรู้สึกสบายใจขึ้นที่รู้ว่าคนหน้าหวานนี่ไม่ได้ตอบรับความรู้สึกของรุ่นพี่หนุ่มคนนั้น “อ๊ะ แต่ที่จริงรุ่นพี่เค้าก็เป็นคนดีนะ ไม่ใช่ว่าชั้นจะเกลียดเค้าหรอก เดี๋ยวนายจะพลอยรู้สึกไม่ดีกับเค้าไปด้วย” เรียวเฮพูดต่อทำเอาเคตะที่แอบร่าเริงอยู่ในใจเกิดหงอยขึ้นมาเลย
...ไปชมมันทำไมวะ...เคตะแอบหงุดหงิด แล้วอีกอย่างมันก็สายไปแล้วล่ะที่จะให้เขารู้สึกดีกับจุน
“งั้นที่เมื่อวานมีคนพูดกับนายถึงรุ่นพี่..ก็หมายถึงเค้าใช่มั้ย”
“อืม ใช่แล้วล่ะ” ก็เรียวเฮเป็นคนดังของรร.นี่นา ที่จริงแล้วคนที่ตามจีบเรียวเฮไม่ได้มีแค่จุนหรอก แต่หนุ่มเนื้อหอมคนนี้ไม่เคยมีทีท่าจะลงเอยกับใครซักทีจนคนอื่นถอดใจกันไปหมด ยิ่งพอจุนมาตามตื๊อไม่เลิกแบบนี้ หนุ่มอื่นก็เลยต้องทำใจเพราะถ้าจุนยังจีบไม่ติดก็ไม่รู้ว่าใครจะมัดใจเขาได้แล้วล่ะ...
แค่คุยกันไม่นานพอรู้สึกตัวอีกที ก็มีสายตาหลายๆคู่จ้องมองพวกเขาอีกแล้ว ไม่สิมันมากกว่าเมื่อกี้เท่านึงได้เลยมั้ง ที่สำคัญมีแต่สายตาของเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาทั้งนั้น
จะให้คนไม่มองได้ยังไงในเมื่อแค่เคตะคนเดียวก็ดึงดูดสายตาได้มากพออยู่แล้ว แล้วยังมีหนุ่มตัวเล็กหน้าใสขนาดว่าสวยกว่าผู้หญิงอีกมาเดินคู่กันแบบนี้ แว่นตาไม่ได้ช่วยอะไรเคตะได้เลย เขารวบมือเล็กๆของเรียวเฮ บีบเบาๆเป็นสัญญาณแล้วก็ออกวิ่งทันที แล้วสาวๆกลุ่มนึงก็วิ่งตามมาพร้อมเสียงกรี๊ดที่ได้เจอหนุ่มหล่อคนดัง
...หมอนี่ดังขนาดนี้เลยเหรอ...เรียวเฮวิ่งไปคิดไป...แล้วนี่เราจะหนีกันยังไงพ้นล่ะเนี่ย
“อ๊ะ เคตะ ทางนี้” เรียวเฮดึงแขนเคตะกลับ แล้วลากเข้าไปในซอกตึกแคบๆ...หวังว่าคงจะหลบพ้นนะ... เขาพยายามจะใช้แขนและร่างของตัวเองบังคนร่างสูงกว่าให้มิด เคตะถูกดันเข้าไปจนหลังชนกับกำแพง แขนเพรียวบางสองข้างประกบอยู่ข้างตัวเขา
“หลบสิ” เรียวเฮกดหัวสูงๆของเคตะให้ต่ำลงไม่ให้ใครเห็น ตอนนี้หน้าคมเข้มนั่นจึงอยู่บนไหล่ของเรียวเฮพอดิบพอดี
เคตะอึ้งกับการกระทำของอีกฝ่ายเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าเรียวเฮจะทำขนาดนี้ ถึงมันจะเป็นเหตุสุดวิสัยก็เถอะ แต่เคตะก็ไม่ปล่อยให้โอกาสที่อีกฝ่ายเสนอให้หลุดลอยไป กลิ่นหอมๆที่จากตัวของเรียวเฮทำให้เขาเคลิ้ม เขาค่อยๆใช้ปลายจมูกของตัวเองไล้ขึ้นไปตามซอกคอจนถึงปลายผมนุ่มอย่างแผ่วเบาไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว ริมฝีปากนุ่มสัมผัสผิวเนียนลื่น เรียวเฮมัวแต่กังวลว่าจะถูกกลุ่มสาวๆเจอก็เลยไม่ทันได้รู้สึกตัว ในขณะที่คนที่ถูกสาวๆไล่ตามจริงๆกลับคิดแต่เรื่องอื่นไปซะแล้ว
เรียวเฮรอจนเสียงกรี๊ดของสาวๆเงียบลง ค่อยๆมองออกไปว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ
“เค้าไปกันหมดแล้วล่ะเคตะ” เรียวเฮพูดพลางหันกลับมาที่ตัวเอง...เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกับเคตะกำลังยืนอยู่ในสภาพไหน แต่พอหันกลับมาเห็นตัวเองกำลังเบียดกับคนสูงเพรียวคนนี้ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาอยากจะรีบดึงตัวเองให้ห่างจากอีกฝ่ายแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเคตะยังวางหัวของตัวเองบนไหล่ของเขาอยู่
“เค..ตะ..นี่..ไม่ต้องหลบแล้วละ ไม่มีใครอยู่แล้ว” ผิวขาวใสเริ่มจะร้อนๆขึ้นมาอีกแล้วสิ ทำไมเขาถึงรู้สึกเขินขึ้นมาง่ายๆแบบนี้อยู่เรื่อยนะ “นี่เคตะ ได้ยินรึป่าว”เคตะยังไม่ยอมขยับตัวเองขึ้น จนเรียวเฮต้องเรียกซ้ำ
“ขอชั้นอยู่แบบนี้...อีกซักพักได้ไม๊” เคตะพูดเบาๆ น้ำเสียงที่เคยเรียบเฉยฟังดูอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย แต่เรียวเฮก็รู้สึกถึงมันได้ แล้วเขาปล่อยให้เคตะซบหน้าลงบนไหล่ของเขาอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไรต่อ...
…จู่ๆหยดน้ำเย็นๆค่อยๆล่วงหล่นลงบนคนสองคนหยดแล้วหยดเล่า... คนร่างสูงยังซบหน้าอยู่บนไหล่เล็กๆนั่น..
“เคตะ...ฝนตกแล้วล่ะ” เรียวเฮบอกเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยตัวเขาเสียที อีกอย่าง..เขากลัวว่าเคตะจะได้ยินเสียงหัวใจที่ไม่เป็นจังหวะเอาซะเลย
เคตะเงยหน้าขึ้นจำใจปล่อยคนร่างเล็กให้เป็นอิสระ
“เรารีบหาที่หลบฝนเถอะ” เรียวเฮดึงแขนเคตะออกจากซอกตึกแคบๆนั่น ทำท่าจะออกวิ่ง
เคตะถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออก แล้วยกขึ้นกันฝนให้ทั้งตัวเองและคนร่างเล็กนั่นแล้ววิ่งไปพร้อมกัน เรียวเฮรู้สึกร้อนขึ้นมาอีกแล้ว แว่บนึงเขาอยากจะถอยห่างออกมาจากร่างสูงเพรียวนั่นด้วยความเขินแต่ก็ได้ไม่พูดอะไร แล้วก็เดินออกจากซอกตึกแคบนั่นภายใต้เสื้อตัวเดียวกัน
ทั้งคู่วิ่งมาหลบฝนในห้างหรูแห่งหนึ่ง โชคดีที่ฝนยังตกไม่หนักก็เลยเปียกกันไม่มากโดยเฉพาะเรียวเฮแทบจะไม่โดนฝนเลยเพราะเคตะดึงเสื้อนอกของเขาให้กันฝนให้คนตัวเล็กมากกว่าตัวเอง
....ทำไงดีล่ะ ฝนตกแบบนี้จะกลับบ้านก็ไม่ได้อีก..แย่จัง..เรียวเฮคิด
เคตะยกนาฬิกาขึ้นดู..หกโมงกว่าแล้ว... “หิวมั้ย” แล้วก็หันไปถาม
“อืม ก็...” เรียวเฮทำท่าคิดนิดนึง “อ๊ะ นายเปียกนี่นา” แล้วก็เห็นว่าคนที่กันฝนให้เขาดันเปียกกว่าเขาซะอีก เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นมือไปเช็ดให้ เคตะรู้สึกแข็งทื่อจนทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายซับหยดน้ำบนหน้าสวยๆนั่นให้ “เอ้า เสร็จแล้วล่ะ” เรียวเฮยิ้มราวกับเด็กๆที่ทำอะไรสำเร็จ
“ขอบ..ใจนะ” เคตะตอบเบาๆ คนร่างเล็กยิ้มให้เหมือนเดิมไม่พูดอะไร “เอ่อ..แล้วตกลงนายหิวรึป่าว” เคตะถามคำถามเดิมที่ค้างไว้ต่อ
“อืมม” เรียวเฮพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ...ยังไงฝนตกแบบนี้ก็ยังกลับไม่ได้อยู่ดีนี่นา..
“งั้นไปหาอะไรกินบนห้างนี้กันเหอะ” เคตะพยายามกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม ถึงข้างในจะแอบยิ้มดีใจอยู่ก็เถอะ
แล้วเคตะก็พาคนร่างเล็กไปยังร้านอาหารเล็กๆบรรยากาศดีๆแห่งหนึ่ง ภายในร้านมีลูกค้าไม่มากนั่ง แต่ทั้งคู่ก็ยังเลือกโต๊ะที่ห่างจากคนอื่นออกไปอีก
“แล้วนายไม่ต้องทำงานเหรอ” เมื่อสั่งอาหารเสร็จ เรียวเฮก็เริ่มบทสนทนา “ปกติคนเป็นดาราจะต้องยุ่งๆใช่ม๊า”
“อืมม ก็พอดีย้ายรร. ผู้จัดการก็เลยให้ฉันหยุดอาทิตย์นึง”
“เหรอ ดีจังเนอะ” เรียวเฮยิ้มดีใจราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง “พรุ่งนี้ก็วันหยุดพอดีด้วย โชคดีจัง”
“อืม ใช่” เคตะตอบห้วนๆ เขาไม่ชินกับการคุยกับใครสนิทสนมแบบนี้มานานมากแล้ว
ไม่นานพนักงานเสิร์ฟก็ยกแก้วค๊อกเทลล์สีสวยสองแก้วมาวางตรงหน้าสองหนุ่ม เคตะทำท่าจะยกแก้วขึ้นดื่ม แต่ดันถูกคนตรงหน้าห้ามไว้
“อ๊ะ เดี๋ยวสิ” เรียวเฮยกแก้วของตัวเองขึ้น “ดื่มให้กับอะไรหน่อยมั้ย” แล้วยิ้มถามอย่างไร้เดียงสาที่สุด
เคตะรู้สึกราวกับตัวเองหลงใหลไปกับรอยยิ้มนั่นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ...ถ้าชั้นบอกว่า ดื่มให้กับรอยยิ้มของนายล่ะ...เขาแอบคิดในใจ
“เอ่อ..” เคตะพยายามตั้งสติก่อนที่จะเผลอเพ้ออะไรออกไป “งั้น..ดื่มให้...เพื่อนคนแรกที่รร.ใหม่ของฉันละกัน”
“โอเค” เรียวเฮยิ้มตอบ แล้วชนแก้วให้กับมิตรภาพใหม่ของเขา
2B Continued
Chapter4 Endless Rain
หลังมื้ออาหาร ทั้งคู่เดินลงจากห้าง โชคดีที่ฝนหยุดตกแล้ว
“ขอบคุณที่เลี้ยงนะ” คนร่างเล็กขอบคุณ“เพื่อน”ใหม่ที่จ่ายค่าอาหารในวันนี้ ที่จริงเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นคนจ่ายหรอก แต่เคตะอ้างว่าเป็นคนชวนนร.ดีเด่นโดดเรียน ก็เลยขอเป็นคนจ่ายเอง หารู้ไม่ว่าถึงตัวเองจะไม่ชวนมาเรียวเฮก็ไปเรียนไม่ทันอยู่ดี(เพราะใครกัน!!?) “คราวหน้าให้ชั้นเลี้ยงคืนนะ”
“อืม” คนร่างสูงยิ้มตอบอย่างว่าง่าย เรียวเฮเริ่มรู้สึกว่าทั้งสีหน้า น้ำเสียง คำพูด และอีกหลายๆอย่างในตัวของคนๆนี้ดูอ่อนโยนกว่าเวลาอยู่ที่รร.นัก
“ถ้างั้นชั้นคงต้องกลับละนะ” เรียวเฮยกแขนขึ้นดูนาฬิกา ...สามทุ่มกว่าๆ...ถึงพรุ่งนี้จะเป็นวันหยุดก็เถอะ แต่เขาออกจะไม่ชอบที่จะเดินกลางถนนเวลาดึกๆทั้งๆที่ใส่ชุดนร.แบบนี้
“งั้นชั้นไปส่งนะ”
“อ๊ะ ไม่ต้องหรอก...”เรียวเฮปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ลำบาก เคตะไม่พูดอะไร แต่สายตาเชิงอ้อนวอนที่มองกลับมาทำให้เรียวเฮถึงกับต้องเปลี่ยนใจ “อะ..อืม ก็ได้” เขารีบหันหน้าไปทางอื่นแล้วก็ออกเดินนำเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นสีหน้าปั้นยากของตัวเองตอนนี้ เคตะได้แต่แอบยิ้มให้หลังแล้วก็เดินตามอย่างมีความสุข
ไม่นานนัก จากสถานีรถไฟที่ไม่ห่างจากโรงเรียนนัก ทั้งคู่ก็เดินมาถึงหน้าอพาร์ทเมนท์แห่งนึง
“ที่นี่แหละ” เรียวเฮบอกเมื่อมาถึงที่หมาย
“บ้านนายใกล้รร.ดีจัง ใกล้สถานีรถไฟด้วย” เคตะรู้สึกอยากให้อยู่ไกลกว่านี้ด้วยซ้ำ เขายังไม่อยากแยกจากคนน่ารักคนนี้เลย
“ใช่ เพราะอยู่ใกล้นี่แหละ เจ้าริวมันเลยตื่นไปเรียนสายประจำ” เรียวเฮพูดยิ้มๆ แล้วหันไปมองที่หน้าต่างห้องของตัวเอง เคตะมองตามดวงตาใสคู่นั้นเพราะอยากรู้ว่าเรียวเฮพักอยู่ห้องไหน ...ห้องยังคงมืดสนิท... “รู้สึกว่าเจ้าริวมันยังไม่กลับแฮะ”
เคตะไม่ทันได้ตอบอะไร สายตาของเขายังหลงอยู่กับดวงตาใสซื่อนั่น
“เอ่อ..ยังไงก้อ..ขอบคุณที่มาส่งนะ” เรียวเฮแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังค่อยๆเงียบลง คำพูดนั้นทำให้เคตะตื่นขึ้นจากภวังค์
“อืม ไม่เป็นไร” ตอบเสียงเรียบเหมือนเดิม “ถ้างั้น...” เขากำลังจะเอ่ยปากบอกลา ...ทั้งๆที่ยังไม่อยากไปเลย..
..แปะ แปะ..หยดน้ำเย็นๆเริ่มร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง ทำลายบรรยากาศสวยหวานของทั้งคู่...ช่างตกได้เวลาทุกทีสิน่า...
“ตายล่ะ ฝนตกอีกแล้ว” เรียวเฮพูดแล้วดึงเคตะเข้ามาด้านในชั้นหนึ่งของอพาร์ทเมนท์ก่อนที่ทั้งคู่จะเปียกปอนกันอีกรอบ
“วันนี้อากาศไม่ดีเลยสิน่า” เคตะหัวเราะให้กับอากาศบ้าๆ แต่ที่จริงมันก็ทำให้เข้าได้อยู่กับคนร่างเล็กนี่ต่อได้อีกนิดนึง
“นายจะกลับยังไงล่ะ” เรียวเฮถามสีหน้ากังวล ..ไม่น่าให้มาส่งเล้ยยย ไม่งั้นเค้าก็กลับบ้านได้แล้ว..
“อืมมม…..” เคตะคิด ...ที่จริงก็ยังไม่ค่อยอยากกลับอ่ะ.... แต่ก็ได้แต่แอบคิดอยู่ในใจ
“ถ้างั้น..นายขึ้นไปที่ห้องชั้นก่อนไม๊..ให้ฝนหยุดก่อนแล้วค่อยกลับ” เรียวเฮให้ข้อเสนอที่อีกฝ่ายแอบหวังอยู่ในใจพอดี เคตะแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง หัวใจเริ่มเต้นด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น
“รบกวนนายเปล่าๆน่ะ” แต่ก็ยังปฏิเสธด้วยหน้าหล่อๆกับเสียงเรียบๆเหมือนเดิม
“ไม่ต้องเกรงใจก็ได้” เรียวเฮยิ้ม “ยังไงริวมันก็ยังไม่กลับด้วย”
“ถ้างั้น..ก็รบกวนหน่อยนะ”
เรียวเฮยิ้มให้แทนคำตอบ แล้วก็เดินไปกดลิฟท์ขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง
“เชิญเลย” เรียวเฮเปิดประตูให้แขกเข้าก่อน
อพาร์ทเมนท์ของเรียวเฮและริวอิจิไม่เล็กไม่ใหญ่ มีห้องนอนสองห้องสำหรับพวกเขาสองคน ห้องน้ำและห้องครัวแยกเป็นสัดส่วน
“นี่ห้องชั้นเอง” เรียวเฮพาคนร่างสูงเพรียวไปที่ห้องตัวเอง “ตามสบายนะ เดี๋ยวชั้นเอาน้ำมาให้” แล้วก็ทิ้งเคตะไว้ในห้องของตัวเอง
ห้องของเรียวเฮดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าวของไม่มากนัก เตียงนอน โต๊ะหนังสือที่มีโน้ตบุ้คเปิดคาอยู่ ชั้นวางหนังสือที่มีหนังสืออยู่เต็ม เครื่องเสียงขนาดกะทัดรัดและซีดีอีกหนึ่งกอง
เคตะมองสำรวจรอบๆห้อง แล้วนั่งลงที่ขอบเตียง ไม่นานนักเจ้าของห้องก็กลับมาพร้อมโกโก้ร้อนสองแก้ว
“รกหน่อยนะ” เรียวเฮพูดพลางยื่นแก้วโกโก้ให้
“ขอบใจ” เคตะรับแก้วมาพลางแอบคิด...นี่รกแล้วเหรอวะเนี่ย...
เรียวเฮวางแก้วของตัวเองที่โต๊ะหนังสือ “เอ่อ..เดี๋ยวชั้นไปโทรหาริวอิจิก่อนนะ รอแป๊บนึง”
“อืม” เคตะตอบ แล้วเจ้าของห้องก็ออกไปแป๊บนึงก่อนจะเดินกลับมาอีกครั้ง
“ริวมันไปกินกับพี่จุนแล้วก็ติดฝนอยู่น่ะ” เรียวเฮรายงานเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะถามว่าเป็นไงมั่ง
“หมอนั่นกลับดึกประจำเลยเหรอ”
“อืมม ถ้าไม่กลับพร้อมกันจากรร.เลยก็จะช้าแบบนี้ทุกทีล่ะ” เรียวเฮตอบกำลังจะวางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งใช้เสร็จลงที่โต๊ะ “เออใช่ นายมีมือถือใช่มั้ย ขอเบอร์กับเมลล์ด้วยสิ”
“อ๊ะ ได้สิ” แล้วก็ล้วงมือไปหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ยื่นให้คนร่างเล็ก “แลกกันเมมละกันนะ”
“อื้ม” เรียวเฮรับมาแล้วยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้ ต่างคนต่างเมมเสร็จก็ส่งเครื่องคืนเจ้าของ
คนร่างเล็กเจ้าของห้องมองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่หน้าโต๊ะหนังสือ...เขาหวังจะให้ฝนหยุดตก ไม่ใช่เพราะอยากไล่เคตะกลับ แต่เพราะไม่อยากรบกวนต่างหาก..แต่ในเมื่อสายฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาก็เลยชวนอีกฝ่ายคุยไปเรื่อยๆ...
แล้วเรียวเฮก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ของเขามากขึ้น เคตะเป็นลูกเศรษฐีใหญ่ ตอนเด็กๆเคยไปเรียนที่อเมริกามา พอกลับมาญี่ปุ่นก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อน และหลังจากกลับมาไม่นานเขาก็ได้มีโอกาสทำงานนายแบบ ทำให้เขายิ่งหมดโอกาสจะหาเพื่อนที่โรงเรียนจนกลายเป็นคนอัธยาศัยไม่ดีไป...แต่อย่างน้อยตอนนี้เรียวเฮก็รู้แล้วว่าจริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนถือตัวอย่างที่ใบหน้าเขาแสดงออกเลย
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้..เสียงฝนยังคงดังให้ได้ยินอยู่...ริวอิจิเองก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน
RRRR ซักพักเสียงโทรศัพท์ของเคตะก็ดังขึ้น ร่างสูงเพรียวขอโทษเรียวเฮก่อนลุกจากขอบเตียงเพื่อออกไปคุยโทรศัพท์นอกห้อง
....ไม่นานนัก ร่างเพรียวก็เปิดประตูกลับเข้ามา... แต่ร่างเล็กเจ้าของห้องกลับฟุบอยู่ที่โต๊ะหนังสือ
“เรียวเฮ” เคตะเดินเข้าไปใกล้แล้วเรียกเบาๆ ....ไม่มีเสียงตอ