2006/Sep/11

Endless Story …intro…

Endless Story …intro…

 

...เคยมีมั้ยครับ ความรู้สึกที่มันติดอยู่ในใจคุณตลอดเวลา...

...ไม่ว่า....เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม...........

 

เคตะ ยืมดูสมุดโน้ตหน่อย ผมพูดกับเพื่อนร่างสูงที่นั่งข้างๆ เพื่อนคนแรกในโรงเรียนใหม่ เพื่อนคนที่ผมสนิทด้วยมากที่สุดที่นี่

ได้สิ เอ้า แขนยาวๆยื่นสมุดที่หยิบมาจากกระเป๋าให้ผม

ขอบใจ ผมยิ้มตอบ แล้วจะรีบคืนให้นะ

ไม่ต้องก็ได้ ฉันไม่อ่านอยู่แล้ว นายเอาไปเหอะ เรียนไม่ค่อยทันไม่ใช่เหรอ

ผมยิ้มให้อีกครั้งแทนคำขอบคุณ อ๊ะ!อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมเรียนห่วยนะครับ ที่เคตะบอกว่าผมเรียนไม่ทันเนี่ย เพราะว่าผมเพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่ต่างหาก พอดีเขาสอนเร็วกว่าที่โรงเรียนเก่า ผมก็เลยตามไม่ทันไปบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะผมหัวไม่ดีนะครับ

ส่วนผู้ชายคนนี้ชื่อทาจิบานะ เคตะครับ เขาช่วยผมทั้งเรื่องเรียนแล้วก็ช่วยให้ผมคุ้นกับที่นี่ได้เร็วขึ้น ผมไม่ใช่คนคุยเก่ง แต่ไม่รู้ทำไมกับเขาที่ผมเพิ่งจะรู้จักได้ไม่กี่วัน ผมถึงรู้สึกสบายใจที่จะคุยด้วย ตอนที่รู้ว่าต้องย้ายโรงเรียนน่ะ ผมกังวลแทบตาย แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆเลยที่ได้รู้จักแล้วก็สนิทกับเพื่อนคนนี้

อ้อ..พูดมาตั้งเยอะ ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ผมชื่อจิบะ เรียวเฮครับ เพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่ได้สองอาทิตย์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

ใจดีอีกแล้วนะ ใครคนนึงพูดขึ้นหลังจากได้บินบทสนทนาของผมกับเคตะ

เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันสิ เนอะ เคตะพูดใส่เพื่อนคนนั้น ก่อนจะหันมายิ้มที่ผม

นร.ใหม่อย่างผม มีคนเรียกว่าเป็น เพื่อน แบบนี้ ผมล่ะดีใจชะมัดเลย

เรื่องที่เคตะใจดีกับใครๆน่ะ ผมพอจะรู้อยู่หรอก ก็เขาใจดีกับผมมากเลยนี่นา แล้วเท่าที่ผมเห็น เขาก็มักจะคอยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอๆ ในสายตาของผม เขาเป็นคนที่เพื่อนๆทุกคนรักมากเลยละครับ

เอาเหอะ จะกลับรึยัง ใครคนเดิมพูดต่อ

เออๆ เร่งจัง บ้านมันไม่หนีไปไหนหรอก เขาว่าพลางลุกขึ้นยืน หรือว่ามีใครรอนายอยู่ พูดต่อยิ้มๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นพาดไหล่ เรียวเฮ กลับด้วยกันไม๊ เขาหันมาถาม

เอ่อ.... ที่จริงไม่ใช่ว่าผมไม่อยากกลับด้วยหรอกนะครับ เพียงแต่ไม่อยากจะเข้าไปเป็นส่วนเกินมากกว่า ก็สองคนนี้เขาเพื่อนสนิทกันนี่ครับ

กลับด้วยกันเหอะ ถ้าไม่มีธุระอะไรที่ไหน มือใหญ่ๆตบหลังผมเบาๆ กลับคนเดียวน่าเบื่อจะตาย

ใช่ๆ กลับด้วยกันเหอะ เพื่อนคนที่ยืนข้างๆเคตะยิ้มให้ผม

ผู้ชายคนนี้ชื่อริวอิจิ โองาตะครับ เป็นเพื่อนสนิทของเคตะเขา สาเหตุที่ผมรู้จักกับเคตะได้ก็เพราะริวอิจินี่แหละครับ พอดีผมได้ที่นั่งข้างๆเขา เราก็เลยได้คุยกัน หลังจากนั้นเขาก็แนะนำเคตะให้ผมรู้จักอีกที...

ด้วยลูกตื๊อของทั้งคู่ สุดท้ายวันนั้นผมก็เลยได้กลับบ้านพร้อมกับทั้งสองคน แถมทั้งคู่ยังมาส่งผมถึงสถานีรถไฟด้วย

....ใจดีอย่างที่ผมว่าใช่มั้ยล่ะครับ...

 

เรียวเฮ ไปกันเหอะ ผมหันไปตามเสียงเรียก ริวอิจินั่นเอง วิชาต่อไปเราต้องไปเรียนที่ห้องLABกันน่ะครับ

...เผลอแป๊บเดียว ผมย้ายมาเรียนที่นี่ได้สามเดือนแล้วนะครับ...

แล้วเคตะล่ะ? ผมถามเมื่อมองไม่เห็นเพื่อนร่างสูงเลย

เคตะมันโดดไปนอนห้องพยาบาลแล้วน่ะ อย่าไปสนเลย

อ้าว?เหรอ?? ผมตอบคำไปอย่างนั้น หยิบหนังสือ เดินตามริวอิจิไปห้องLABแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไร

....ไปนอนห้องพยาบาล?? ทำไมไม่เป็นบอกเราเลย...

ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องมาคอยรายงานผม แต่ไม่รู้ทำไมพักนี้ผมถึงอดคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ไม่ได้ ตัวเองยังรู้สึกแปลกใจเลยครับ

อ๊ะ เดี๋ยวฉันขอเข้าห้องน้ำก่อน นายไปก่อนก็ได้ ผมพูดกับริวอิจิ แล้วก็เดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำไปคนเดียว ก่อนจะรีบเดินตามไปห้องLAB

อ้าว?เรียวเฮ ใครคนนึงทักผมที่ทางเดิน ใครที่ไม่ใช่เพื่อนในห้องแต่ดูเหมือนจะรู้จักผมดี

สามเดือนที่ผ่านมา ไม่รู้เพราะผมสนิทกับเคตะและริวอิจิหรือยังไง ใครๆต่างก็พารู้จักผมไปทั่ว

เคตะไม่อยู่ด้วยเหรอ? ใครคนนั้นถามผม เป็นที่รู้ๆว่าเห็นผมที่ไหนมักจะเห็นเคตะที่นั่น ก็เรียนห้องเดียวกันนี่ครับ ไปไหนมาไหนก็มักจะไปด้วยกันตลอด

เคตะ...เอ่อ... ผมคิดอีกทีว่าควรจะบอก...ใคร..ก็ไม่รู้..ว่าเคตะโดดเรียนดีมั้ย อ๊ะ.. สายแล้ว ฉันต้องรีบไปเข้าเรียนละ โทษทีนะ แล้วผมก็รีบเดีนหนีไปซะอย่างนั้น

....น่ารักจัง เสียดายเว๊ย ทำไมต้องเป็นของไอ้เคตะมันด้วยวะ ใครคนนั้นเอ่ยตามหลังผม ขณะที่ผมเดินไกลออกมาแล้ว

 

เลิกเรียนแล้วนะเคตะ กลับบ้านกันเหอะ ผมเดินเข้าไปเรียกร่างสูงที่หลับเป็นตายอยู่ที่ห้องพยาบาล เคตะ!!” ผมเรียกเสียงดังขึ้น เขย่าไหล่กว้างนั่นเบาๆเมื่อเจ้าของร่างนั้นไม่มีท่าทีว่าจะตื่น

อืม... ร่างบนเตียงขยับเบาๆ ผมหลงว่าเขาจะตื่นแล้ว แต่ที่ไหนได้ เขาแค่งึมงำแล้วก็พลิกตัวเฉยๆ แขนยาวๆคว้าเอาร่างของผมไปติดกับหน้าอกตัวเองโดยที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลย

เคตะ!! ปล่อยสิ นี่ฉันเองนะ!!” ผมงี้ตื่นเต้นซะแทบแย่ แถมยังรู้สึกร้อนๆขึ้นมาซะเฉยๆ ตื่นสิ ผมพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนนั่น มือข้างนึงยกขึ้นทั้งๆที่ยังมือกระเป๋าอยู่ในมือ ฟาดไปที่ร่างบนเตียงนันซะเต็มแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ

โอ๊ย!!!” เสียงเคตะร้องซะดัง เรียวเฮเองเหรอ คราวหลังปลุกดีๆก็ได้

ท่าทางเจ้าตัวจะไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมจะต้องใจสั่นขนาดนั้นด้วย กับแค่โดนเพื่อนผู้ชายด้วยกันกอด

กลับเหอะ ผมโยนกระเป๋าให้เขา แล้วก็เดินหนีออกมาจากห้องนั้นเลย

เฮ้!!จะรีบไปไหนน่ะ เสียงเคตะตะโกนไล่หลังมา รอฉันด้วยยยย

 

แล้วริวล่ะ?? ท่าทางเขาจะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนตัวเองไม่ได้มาด้วยก็ตอนที่เราเดินออกจากตึกเรียนมาแล้ว

กลับไปแล้ว

อะไรว้าาาา ท่าทางไม่สบอารมณ์เมื่อรู้ว่าเพื่อนซี้หนีกลับไปก่อน

....ทีตัวเองหนีไปนอนคนเดียวล่ะไม่เห็นจะสนใจเพื่อนเลย...

อ้าว เรียวเฮ กลับบ้านแล้วเหรอ?? ใครคนนึงทักผม ขณะเดินสวนกันมา

อื้อ กลับก่อนนะ บ๊ายบาย ผมซี้ซั้วทักตอบไป ทั้งๆที่ยังนึกชื่อคนตรงหน้าไม่ออกเลย

กลับดีๆนะ เขายิ้มให้ก่อนจะหันไปหาเคตะ บายเคตะ

บาย ร่างสูงตอบสั้นๆ แล้วเขาคนนั้นก็เดินเลยไป

เคตะหันกลับมาที่ผม รู้จักคนเยอะนิ

ไม่หรอก ผมว่า ก็บอกแล้วว่าผมยังนึกชื่อคนเมื่อตะกี้ไม่ออกเลย

..ผมไม่ทันคิดเลยว่าที่เคตะพูดเนี่ย ตั้งใจจะบอกอะไรผมกันแน่...

 

ตั้งใจจะกลับบ้านแท้ๆ รู้สึกตัวอีกทีผมก็มานั่งเล่นวีดีโอเกมอยู่ที่ห้องเคตะซะแล้ว แต่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะครับที่ผมมาที่นี่

โหย แพ้อีกแล้วอ่าาาาาา ผมว่า ทิ้งที่บังคับลง แล้วล้มตัวลงบนที่นอนนุ่มๆ

ฮ่าๆ ขืนนายชนะก็แย่สิ นี่มันเกมถนัดของฉันนี่นา

เฮ๊ยย ดึกป่านนี้แล้วเหรอ? ผมสปริงตัวเองขึ้นมาจากที่นอนทันทีที่มองไปเห็นนาฬิกา ก่อนจะมาที่นี่พวกผมแวะไปเดินเล่นตามศูนย์การค้ากันอยู่สักพัก กว่าจะมาถึงบ้านเคตะก็เย็นมากแล้ว แต่ตอนนี้จะเที่ยงคืนแล้วครับ นี่เราเล่นเกมกันนานขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน ฉันกลับก่อนดีกว่า ผมพูดแล้วก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน

เดี๋ยวก่อน มือใหญ่ๆดึงผมไว้จนผมเสียหลักล้มลงบนเตียงอีกรอบ ไม่ต้องกลับหรอก นอนที่แหละ พรุ่งนี้วันเสาร์นะ

แต่ว่า.... ผมพูดอะไรต่อไม่ออก ถึงผมจะเคยมาเล่นที่นี่บ่อยๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาชวนให้ผมนอนซะที่นี่ ...มันจะดีเหรอครับ...

ไม่ต้องแต่แล้ว ดึกแล้วมันอันตราย ฉันขี้เกียจไปส่ง นอนที่นี่แหละ

ก็อย่าไปส่งสิ ผมว่างอนๆ ...ที่แท้ก็เอาตัวเองสบายเข้าว่านี่เอง..โธ่เอ๊ยย...

บอกว่าให้นอนที่นี่ก็นอนที่นี่สิ ดื้อจัง มือใหญ่ๆยังคุงฉุดผมไว้ เอ้านี่ ฉันให้ แล้วก็โยนถุงเล็กๆมาให้ ผมก้มลงดูถุงกระดาษเล็กๆ มีการ์ดแนบมาข้างๆ เขียนว่า ..ถึงเคตะคุง... จาก... ลงท้ายด้วยชื่อของเด็กผู้หญิงที่ผมไม่รู้จัก

ใครให้มาอ่ะ?? ผมถาม

ก็ดูชื่อเอาเองสิ เขาตอบแบบไม่ใส่ใจ

ดูแล้ว ..ก็ฉันไม่รู้จักนิ ผมว่า

ใครก็ช่างเหอะ ไม่เห็นต้องสนใจเลย

...จะไม่ให้สนได้ยังไงล่ะ?...

ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับที่จะมีใครคอยเอาอะไรๆมาให้เคตะแบบนี้ ก็เขาหน้าตาดี ตัวก็สูง แถมยังใจดีด้วย สาวๆก็ต้องหลงเป็นธรรมดา ถึงบางครั้งผมจะไม่อยากเห็นเขาใจดีกับคนอื่นสักเท่าไร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างผมจะเข้าไปก้าวก่ายได้ ผมก็ไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมจะต้องแคร์นักหนา แต่มันก็เป็นไปแล้วนี่ครับ

ฉันไม่ใช่เจ้าริวนะ เอาขนมมาล่อเนี่ย แล้วก็ไม่ใช่เด็กๆด้วย ผมแกล้งเปลี่ยนเรื่องแล้วแกะถุงขนมมากิน พยายามทำเหมือนไม่ใส่ใจ

ก็นายตัวเล็ก น่ารัก เหมือนเด็กนี่นา มือใหญ่ๆลูบหัวผมเบาๆเหมือนกำลังลูบหัวเด็ก ขอกอดทีนะ แล้วจู่ๆแขนยาวๆก็อ้าออกมากอดตัวผมไว้ หน้าของผมน่ะซุกอยู่ตรงกลางหน้าอกเขาพอดีเลย หัวใจเต้นรัวอย่างกับจะหลุดออกมาให้ได้

...ผมกลัวชะมัดเลยว่าตอนนั้น เขาจะรู้สึกถึงมัน...

เฮ๊ยยย เคตะจะบ้าเหรอ ผมรีบโวยวายออกมาทันทีที่ตั้งสติได้

แฮะๆ โทษที อ้อมแขนนั้นคล่อยๆคลายออก เขายิ้มเหมือนไม่มีอะไร คงจะคิดว่าเหมือนกอดเด็กตัวเล็กๆคนนึง แล้วเขาก็ลุกขึ้น เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวให้ ตกลงค้างที่นี่นะ

2B Continued

 

Endless Story …Chapter1…#More Than Just a Friend

 

...หลายวันต่อมา...

อรุณสวัสดิ์เรียวเฮ ใครคนนึงเดินเข้ามาทัก ขณะที่ผมกำลังเดินเข้าประตูโรงเรียน

อรุณสวัสดิ์ ฮิโรกิคุง ผมทักตอบ

...ผู้ชายคนนี้เหรอครับ??... เขาชื่อนากาโดอิ ฮิโรกิ เรียนอยู่ห้องข้างๆ เขาชอบมายืมหนังสือเรียนจากเพื่อนในห้องผม จำได้ไหมครับ คนที่เคยทักผมตอนผมจะกลับบ้านแล้วผมนึกชื่อเขาไม่ออกไงครับ ไม่รู้บังเอิญหรือยังไง พักนี้ผมเจอหน้าเขาบ่อยมาก พอได้คุยกันบ่อยๆก็เลยเหมือนจะสนิทกันไปแล้ว

เอ่อเรียวเฮ เมื่อวานห้องนายมีการบ้านวิชาอังกฤษเหมือนกันใช่ปะ

อืม ของอ.ซาซากินะ

นั่นแหละๆ คือ..ฉันขอยืมลอกหน่อยสิ ฉันทำไม่ค่อยได้น่ะ

อ๋อ ได้ๆ ผมยิ้ม เปิดกระเป๋ายื่นสมุดการบ้านให้ ก็เคยบอกแล้วนี่ครับว่าผมไม่ใช่คนเรียนไม่เก่ง ตอนนี้ผมเรียนตามเพื่อนๆที่นี่ทันแล้วนะ แถมยังเรียนได้ดีกว่าเพื่อนร่วมห้องบางคนด้วยซ้ำ

เรียวเฮ..... เสียงคุ้นๆหูดังมาจากข้างหลัง ผมหันไปยิ้มกว้างให้เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร

หวัดดีเคตะ

ไปกันเหอะ เจอหน้าปุ๊บมือใหญ่ๆก็เข้ามาดึงมือผมเพื่อนให้ขึ้นตึกเรียนไปด้วยกัน เหมือนเขาไม่สนใจเลยว่าผมกำลังอยู่กับใคร แถมยังไม่ได้ยินด้วยว่าฮิโรกิคุงก็มีหันไปทักตัวเองเหมือนกัน ผมเองก็โดนลากออกไปอย่างช่วยไม่ได้

แล้วเจอกันนะฮิโรกิคุง ผมหันหลังไปบอกฮิโรกิคุงที่ยืนเหมือนเป็นคนนอกระหว่างผมกับเคตะ ทำอะไรน่ะเคตะ แล้วผมก็หันไปว่าเคตะ ก็เขาทำเหมือนจะไม่ให้ผมคุยกับฮิโรกิคุงนี่ครับ ผมว่าผมคงไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ

อะไรเหรอ เขาหันมายิ้มให้เหมือนไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไป เห็นรอยยิ้มแบบนี้แล้วผมก็โกรธไม่ลงหรอกครับ

ช่างเหอะ ผมขี้เกียจพูดแล้วล่ะ

 

เรียวเฮ การบ้านนายละ?? ร่างสูงว่าเมื่อเราเดินขึ้นมาถึงห้องเรียนแล้ว

เอ่อ...ฉันให้ฮิโรกิคุงยืมไปน่ะ

อ้าว??แล้วฉันล่ะ?? ร่างสูงทำท่าโวยวาย

ก็ทำเองสิ ...ทำเองก็ทำได้นะ แต่ไม่รู้จักทำ...

อะไรกัน ให้คนอื่นลอก แต่ทีฉันให้ทำเองเนี่ยนะ นายใจร้ายจัง

ก็นายทำเองได้นี่นา ผมว่า เดี๋ยวฉันช่วยก็ได้ แป๊บเดียวก็เสร็จ ผมบอกพลางลากเก้าอี้ตัวข้างๆโต๊ะของเคตะมานั่งด้วย แล้วมันก็ทำให้เขายอมเงียบแล้วยิ้มออกมาได้

.....อะไรนะครับ?? จะถามเรื่องที่ผมไปค้างบ้านเคตะเมื่อคราวก่อนน่ะเหรอครับ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ จะให้มีอะไรได้ล่ะ ก็แค่นอนด้วยกัน พออีกวันนึงผมก็กลับบ้านตัวเอง โดยมีเขามาส่ง ก็แค่นั้นเองครับ...

อรุณสวัสดิ์ เสียงคุ้นๆหูอีกหนึ่งเสียงดังขึ้น ผมหันไปยิ้มให้เจ้าของเสียงร่าเริงนั่น

หวัดดี ริวอิจิ

แหม สวีตกันแต่เช้าเชียวนะพวกนาย เขาว่าเมื่อเห็นผมนั่งติดอยู่กับเคตะที่โต๊ะเดียวกัน ผมเลยคิดจะรีบแก้ตัว

พูดอะไรน่ะ... พูดยังไม่ทันจบ เจ้าร่างสูงข้างๆผมก็ดันแทรกขึ้นมาซะก่อน

อิจฉาล่ะซี้~~”

สายตาผมหันไปมองคนข้างๆตัวเองอย่างงงๆ อยากจะถามว่า ...พูดอะไรออกไปน่ะ??.. แต่เขาก็แค่ยิ้มๆ ยักไหล่ทำเหมือนเล่นๆ ไม่ได้ต่างไปจากคนเปิดประเด็นอย่างริวอิจิเลย

...เอาเหอะ ใครๆก็คงรู้แหละว่าเคตะมันล้อเล่น อย่าไปใส่ใจดีกว่า...

ผมคิดซะอย่างนั้นแล้วก็พยายามไม่สนใจกับมัน

 

........ออดดดดดดดด.........

สัญญาณบอกหมดเวลาเรียนช่วงเช้า นร.แต่ละคนต่างกุลีกุจอจะเดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารกัน

ไปเหอะ เคตะเดินมาหาผมที่โต๊ะ

เอ่อ..ทาจิบนะกับโองาตะช่วยครูเอาโปรเจคเตอร์ไปคืนที่ห้องเก็บอุปกรณ์ให้ทีสิ เสียงอาจารย์ดังขึ้นขัดใจพวกเรา

โหย ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะครับ คนถูกเรียกโวยวายกันยกใหญ่

อย่าบ่นน่า ช่วยๆกันหน่อย อาจารย์ที่ดูคุ้นเคยกับทั้งเคตะและริวอิจิดีว่า

ช่วยอาจารย์เค้าหน่อยน่า ผมหันไปบอกเคตะ

ค้าบๆ งั้นเดี๋ยวพวกฉันตามไป นายไปนั่งรอที่โต๊ะเดิมนะ

อื้ม ผมยิ้มตอบ แล้วก็เดินไปที่โรงอาหารเองคนเดียว

 

เรียวเฮ ผมหันไปตามเสียงเรียก หากแต่มันไม่ใช่เสียงของใครที่ผมกำลังรออยู่ นั่งกินข้าวคนเดียวเหรอ ใครคนนั้นนั่งลงตรงหน้าผม ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนหรอกครับ ฮิโรกิคุงน่ะ

เดี๋ยวเคตะกับริวอิจิมาน่ะ ผมขี้เกียจบอกว่าสองคนนั้นไปไหน

เหรอ....เอ่อ..ที่จริง..

อ๊ะ นั่นไง มากันแล้ว ผมร้องออกมา ลืมตัวว่าไปขัดเรื่องที่ฮิโรกิคุงจะพูด

รอนานไม๊ ร่างสูงเดินมาถึงโต๊ะ ยิ้มให้ผม เหลือบมองฮิโรกิคุงนิดหน่อย แต่ไม่ได้พูดอะไร ผมพอจะมองเห็นท่าทีแปลกๆได้จากเขา ..แต่...ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้...

ไม่นานหรอก ผมยิ้มให้ แล้วไม่ไปซื้อข้าวล่ะ ผมถามเมื่อเคตะนั่งลงข้างผมแทนที่จะไปซื้อข้าวมาก่อน

ฝากริวซื้อแล้วน่ะ

นึกได้อีกทีผมก็รีบหันไปหาคนตรงหน้า เมื่อกี้ฮิโรกิคุงว่าอะไรนะ??

อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ฉันไม่รบกวนละ ไปก่อนนะ เขายิ้มให้ผม อ้อ..ฉันส่งการบ้านแทนให้นายแล้วนะ

ขอบคุณนะ

อืม ไปละ แล้วเจอกัน เขายิ้มให้ผมก่อนจะหันไปทางเคตะ ไม่ได้พูดอะไรแล้วก็ลุกเดินไป

ฮิโรกิคุงเขากลัวนายรึเปล่า ผมแอบแซวเจ้าคนข้างๆ พอนายมาเขาก็รีบไปเลย

ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย

แค่เห็นสายตานายเขาก็กลัวแล้ว เขายิ้มเมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้แต่ก็ไม่ได้แก้ตัวอะไร พอดีกับที่ริวอิจิยกข้าวมาที่โต๊ะพอดี พวกเราก็เลยหันไปกินข้าว ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กันต่อ

 

.....เย็นวันเดียวกัน.....

ผมกลับบ้านพร้อมเคตะและริวอิจิเหมือนอย่างเคย พอถึงสถานีริวอิจิก็ขอแยกตัวไปก่อน พักนี้ดูเขาห่างๆกับเคตะไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเข้ามาแทรกรึเปล่า แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ผมก็ไม่เคยพูดอะไรออกมา

ริวอิจิเป็นเพื่อนที่ดีคนนึงสำหรับผม เวลาเขาอยู่ด้วยพวกเราสามคนก็สนุกสนานเฮฮากันดี แต่บางครั้งการที่เขาไม่อยู่ก็ทำให้ผมได้มีเวลาอยู่กับเคตะแค่สองคน ซึ่งผมก็รู้สึกดีมากๆเช่นกัน

น้องครับ ใครคนนึงเดินมาดักหน้าผมกับเคตะ ตอนที่เรากำลังเดินเล่นอยู่ตามศูนย์การค้า สนใจจะเป็นนายแบบบ้างมั้ยครับ ชายคนนั้นพูดขณะมองหน้าเคตะ พอได้ยินแบบนั้นพวกผมก็หันมามองหน้ากันเองแบบงงๆ

ล้อเล่นน่ะ ร่างสูงหัวเราะเพราะคิดว่าคนๆนี้พูดเล่น แล้วก็ทำท่าจะเดินหนีไป

เดี๋ยวสิครับน้อง คนตรงหน้าก้าวมาขวางเราไว้อีกพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ พี่มาจากโมเดลลิ่งนี้ น้องลองเอาคิดดูก่อนก็ได้นะครับ

พูดจริงอ่ะ?? เคตะว่าเมื่อรับนามบัตรมาดู ชื่อโมเดลลิ่งบนนามบัตรบอกให้รู้ว่าเป็นบริษัทใหญ่ที่น่าเชื่อถือทีเดียว

จริงสิ รูปร่างหน้าตาอย่างน้องอ่ะ ขายได้อยู่แล้ว เขาพูดต่อ ผมได้ยินก็แอบยิ้มเพราะเห็นด้วยกับเขาจริงๆ

แต่ว่า....

อย่าเพิ่งปฏิเสธเลยน้อง กลับไปคิดดูก่อน เอาไปปรึกษาพ่อแม่ แฟน คนใกล้ตัวก่อนก็ได้ สนใจก็ติดต่อมาตามเบอร์บนบัตรนี้ได้เลย ยังไงพี่จะรอนะครับ เขาพูดทิ้งท้ายไว้แล้วก็เดินจากไป

เอาจริงเหรอเนี่ย เคตะยังงงๆไม่หาย แล้วก็หันมามองหน้าผม

แต่ก็น่าสนใจนะ นายไม่อยากลองทำเหรอ?

ก็น่าลองอยู่หรอก เขาว่า แล้วนายว่าไงอ่ะ? แล้วก็หันมาถามผมซะงั้น

ถามฉันทำไมล่ะ ตัดสินใจเองสิ

ก็เขาบอกให้ถาม...เอ่อ..คนใกล้ตัวนิ จะให้ถามใครที่ไหนนอกจากนายอีกละ

ตอนที่เขาเงียบไปนิดนึงผมนึกว่าเขาจะบอกว่าผมเป็น...แฟน...ซะอีก แต่ยังไงผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอยู่ดีตอนที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น แล้วผมก็ได้แต่อึ้งไป

ว่าไงล่ะ? เขาถามย้ำ

ก็นายอยากลองทำไม่ใช่เหรอ?

แต่ถ้านายไม่อยากให้ทำ ฉันก็จะไม่ทำ

คำพูดของเขายิ่งทำให้ผมใจเต้นรัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ตกลงว่าไงล่ะ? เขายังย้ำคำถามเดิมเมื่อเห็นผมเงียบไป

ฉันว่า...มีโอกาสก็น่าลองดูนะ ผมตอบไปตามที่คิด เพราะถ้าเป็นผม ผมก็อยากจะลองดูเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่ได้หล่อ เท่ หน้าตาดีแบบเคตะนี่ครับ

งั้นฉันจะลองดูนะ เขาตัดสินใจได้แล้วก็ยิ้มให้ ผมรู้สึกบอกไม่ถูกที่เขาให้ความสำคัญกับผมขนาดนี้ ผมเป็นใคร ทำไมถึงมีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรให้เขาด้วย

......แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆอยู่ดีแหละครับ...

 

ผ่านไปหลายวัน หลังจากที่เคตะไปเทสต์หน้ากล้องมา ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาหรอกครับ ผมรู้ว่าเขาผ่านชัวร์ๆอยู่แล้ว

เรียวเฮ ขอโทษนะ วันนี้กลับกับริวอิจิสองคนนะ เคตะบอกผมตอนเช้า ขณะที่เดินเจอกันใกล้ประตูโรงเรียน ฉันต้องไปถ่ายแบบน่ะ

จริงเหรอ!! เขาเริ่มมีงานให้นายแล้วสินะ

อื้อ เขายิ้มแห้งๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีใจที่มีงานหรอกนะครับ เพียงแต่เขากลัวว่าจะต้องปล่อยผมกลับบ้านคนเดียว ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้แคร์อะไรเลย แต่ฉันเลยไปส่งนายไม่ได้เลย

ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันกลับเองได้น่า ไม่ใช่เด็กๆสักหน่อย นายไปทำงานให้เต็มที่ดีกว่า ไม่ต้องห่วงฉันหรอก ผมยิ้มดีใจกับเขาซะมากกว่าที่มีงานให้ทำ ถึงจะรู้ว่าเขาไม่ได้คิดจริงจังกับงานนักสักเท่าไรก็เถอะ

 

และหลังจากที่มีงานแรกเข้ามา ก็เริ่มมีงานอื่นๆตามมาเรื่อยๆ นอกจากเวลาเรียนแล้วผมกับเคตะแทบจะไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ด้วยกันเลย แต่ทุกครั้งเขาก็จะเมลล์มาหาผมอยู่เสมอๆ

......วันนี้ออกไปถ่ายนอกสถานที่ถึงดึกเลย เหนื่อยชะมัด คิดถึง อยากเห็นหน้านายจัง ...เคตะ...

ผมยิ้มขณะอ่านข้อความ ก่อนจะส่งข้อความกลับไป

....พยายามเข้านะ คิดถึงเหมือนกัน ...เรียวเฮ...

 

...ถึงตอนนี้ผมก็ยังบอกไม่ถูกว่าผมกับเคตะเป็นอะไรกัน แต่ที่ผมรู้ มันเกินกว่าคำว่า เพื่อน แน่ๆ...

...ผมก็ได้แต่สงสัยว่าสำหรับเคตะ เขาจะคิดแบบเดียวกับที่ผมคิดรึเปล่า....

 

2B Continued

 

Endless Story…Chpater2… #It’s All My Own Confusion

 

เรียวเฮ เสียงคุ้นๆหูอย่างเคยเรียกชื่อของผม ไม่ต้องสงสัยว่าใคร ในเมื่อตอนนี้เราอยู่กันแค่สองคน แค่ผม กับเคตะ

ผมหันไปยิ้มให้ เขาไม่พูดอะไรต่อ แต่เอื้อมแขนยาวๆมากอดเอวผมไว้แบบไม่ทันให้ตั้งตัว ผมก็เลยได้แต่ตัวแข็ง พูดอะไรไม่ออก รู้สึกเพียงอย่างเดียวคือเสียงเต้นรัวของหัวใจ

นายผอมจัง เขาว่า

ก็ฉันไม่ได้หุ่นดีอย่างนายนี่นา

ผอมขนาดนี้ ถ้าฉันกอดแน่นๆ นายจะหักไม๊เนี่ย เขาว่า

ผมแกล้งหัวเราะ แต่ในใจน่ะ เต้นรัวอย่างกับจะหลุดออกมา ทุกคำที่เขาพูดทำผมคิดไปไกลทุกที ผมไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ผมก็มักจะตอบกลับเหมือนเขาพูดเล่นทุกครั้ง ยังไงผมก็กลัวอยู่ดี ถ้าเกิดเขารู้ความรู้สึกของผม แล้วเราจะไม่ได้เป็นแบบนี้อีก เพราะฉะนั้น..เก็บมันไว้นั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว

แค่ผมได้รักใครสักคน และได้ความรักตอบแบบนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว

.....แต่ความสุขมันก็มักจะอยู่กับเราไม่นานนักหรอกครับ.....

 

RRRR เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นขัด ผมรู้สึกดีใจอยู่นิดนึงตรงที่มันช่วยปล่อยผมจากสถานการณ์ที่ผมเขินจนพูดไม่ออกแบบนี้ได้ แต่ไม่รู้เลยว่าโทรศัพท์นั่นจะทำให้ผมยิ้มไม่ออกไปด้วย

เอ่อ...เรียวเฮ เคตะเรียกผม เมื่อเขาคุยเสร็จแล้วพับโทรศัพท์ลง น้ำเสียงดูไม่สดใสเหมือนเมื่อครู่ คือ..ที่จะไปเที่ยวกันพรุ่งนี้น่ะ คือฉันมีงานด่วน คงไปไม่ได้แล้ละ

........... ผมไม่รู้จะพูดตอบว่าอะไร ถึงจะเสียใจ แต่มันเรื่องงานนี่นา ...ผมเข้าใจ...แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้

ขอโทษนะ เคตะว่า

ไม่เป็นไรหรอก ผมแกล้งปั้นยิ้มให้ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกอย่างคำที่พูด หรือสีหน้าที่แสดงออกไปเลยสักนิด ช่วยไม่ได้ เรื่องงานนี่นา

ไม่เป็นไรจริงๆนะ เขาถามย้ำ แต่จะให้ผมตอบว่ายังไง ในเมื่อมันมีคำตอบบังคับให้ผมแล้ว

อื้อ ผมยังพยายามยิ้มให้เขา ไม่อยากให้เขารู้ว่าที่จริงผมไม่ได้ยินดีด้วยเลย

เย้!” เขายิ้มแล้วอ้าแขนเข้ามากอดตัวผมไว้ ฉันว่าแล้วว่านายต้องเข้าใจ

ถึงผมจะดีใจ และตื่นเต้นที่ถูกเขากอด แต่ว่า...เข้าใจเหรอ???... ไม่หรอก ผมไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่จะโทษใครได้ ผมเป็นคนแนะนำให้เขาไปลองทำงานนี้เอง คนตัดสินใจ ไม่ใช่ตัวเคตะ แต่เป็นผมเองต่างหาก

ถ้างั้น...ฉันกลับก่อนนะ ผมบอกพลางปล่อยตัวเองออกจากอ้อมกอดของเคตะ ที่จริงผมตั้งใจจะมาค้างที่นี่คืนนี้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่จำเป็นแล้วล่ะ

อ้าว??

ก็พรุ่งนี้นายต้องทำงานนี่นา ตั้งใจทำงานละกันนะ ผมยังฝืนยิ้มให้ ทั้งๆที่คำที่พูดออกไปมันไม่ตรงกับใจผมเลยสักคำ ผมก้มลงหยิบกระเป๋าทำท่าจะกลับ

พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับก็ได้นี่ เขายังง้อให้ผมอยู่ต่อ

จะว่าไปผมก็ดีใจอยู่หรอกนะ แต่....

นะ เขาพูดต่อ ยิ้มหวานให้ แบบนี้ใครจะไปใจแข็งลงได้ ใช่ว่าผมไม่อยากอยู่ด้วยสักหน่อย

อะ...ก้อได้ ผมตอบแต่ไม่มองตาเขา ก็มันเขินนี่นา

เย้!!” เขาร้องดีใจอีกครั้ง นายนี่น่ารักชะมัดเลย พร้อมกับเข้ามากอดผมไว้อีกครั้ง ผมก็เลยยิ่งเขินจนทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่ แต่อย่างน้อยก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผมโดยไม่ตั้งใจ

ดีใจที่เขาบอกว่าผมน่ารัก

ดีใจที่เขากอด

หรือว่าดีใจที่จะได้อยู่ด้วยกันต่อถึงเช้า

ผมไม่รู้หรอกครับว่ายังไง แต่การได้เป็นคนพิเศษ ได้อยู่ข้างๆใกล้ๆเขาแบบนี้ แค่นี้ผมก็ดีใจมากที่สุดแล้วครับ

 

เช้าวันต่อมาผมก็ออกจากบ้านพร้อมเคตะ แล้วก็แยกย้ายกันไป ที่จริงเขาจะมาส่งผมที่บ้านก่อน แต่ผมปฏิเสธเองละครับ ไม่อยากให้เขาวุ่นวายน่ะ

ส่วนเมื่อคืนที่ค้างด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่นั่งคุยนั่งเล่นอะไรกันไปเรื่อยเปื่อยจนดึกเท่านั้นเอง

กลับมาแล้ว ผมพูดกับตัวเองขณะเปิดประตูเข้าบ้าน วางกระเป๋าลง ทิ้งตัวลงบนที่นอน มองเพดานด้วยสายตาว่างเปล่า เรื่องเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมมีเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องของเคตะ

....เขาจะรู้บ้างไม๊ ว่าผมคิดกับเขายังไงบ้าง...

ผมไม่เคยคิดจะบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปหรอกนะครับ ในเมื่อผมเองยังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าผมรู้สึกยังไงกันแน่ ผมรู้ว่า ผมรักเขา เพียงแต่ รัก แบบไหนกันล่ะ ถึงมันจะมากกว่าเพื่อน ผมไม่กล้าพูดเต็มปากเต็มคำหรอกครับว่าผมรักเขาแบบ คนรัก ผมไม่อยากจะยอมรับมัน ไม่อยากให้เขาคิดว่าผมคิดแบบนั้นด้วย ผมกลัวว่าถ้าเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับผมแล้ว ความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้จะต้องจบลง ถึงแม้ถ้าสิ่งที่สัมผัสได้ในตอนนี้จะไม่ใช่ความจริง ผมก็ขอที่จะมีความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องให้คำจำกัดความกับมัน

ผมค่อยๆลุกขึ้นนั่ง มองไปยังหนังสือ2-3เล่มที่วางอยู่ข้างหัวเตียง เอื้อมมือไปหยิบเล่มนึงมาเปิด จนกระทั่งเจอหน้าใครบางคนที่ผมคิดถึงจับใจ

ผมซื้อหนังสือที่เคตะลงมาทุกเล่มเลยครับ ที่จริงเขาบอกไม่ให้ผมซื้อหรอกครับ ผมถามเขาว่าทำไม แล้วคำตอบของเขาก็ทำผมยิ้ม แล้วก็ใจเต้นไปพร้อมๆกัน

ก็มีตัวจริงอยู่ตรงนี้แล้วนี่นา เขาว่าอย่างนั้นน่ะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังแอบซื้อมาเก็บไว้อยู่ดี ไว้เป็นที่ระลึกไงครับ ผมหยิบหนังสืออีกเล่มขึ้นมาเปิดๆเหมือนเดิม ตอนนั้นผมไม่เคยคิดเลยว่าจากหนังสือ2-3เล่มบนหัวเตียง จะกลายเป็นกองนิตยสารจำนวนมากถึงขนาดที่ผมต้องซื้อชั้นวางมาใส่เลยทีเดียว

 

เรียวเฮ กลับบ้านกันเหอะ เสียงริวอิจิตะโกนบอกผม วันนี้เคตะก็รีบไปถ่ายแบบเหมือนเคย

อื้อ ผมตอบ แล้วก็รีบหยิบกระเป๋าเดินตามริวอิจิออกมาจนถึงหน้าประตูโรงเรียน เราเดินคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งริวอิจิร้องเสียงหลงออกมา ทำเอาผมตกใจหทดเลย

เฮ๊ยยยย เขาร้องขณะมองเห็นหลังของเด็กผู้หญิงร่างเล็กคนนึง นั่นเอริใช่มั้ย

เด็กคนนั้นนิ่งไปนิดนึงตอนที่โดนเรียก ก่อนจะหันมายิ้มแห้งๆให้ หวัดดี ริว

ไม่ต้องมาหวัดดีเลยนะ มาทำอะไรแถวนี้ ริวอิจิที่พูดมาก และร่าเริงอยู่เสมอทำหน้าโหดจนผมเองยังตกใจ

นี่พวกเราเพิ่งเดินพ้นประตูโรงเรียนมาไม่เท่าไรเองครับ

อย่าบอกนะว่ามาแอบดูเคตะ

ชื่อ เคตะ ทำผมหูผึ่งขึ้นมาทันที ...มาดูเคตะ???...หมายความว่าไง.??... ผมได้แต่ยืนงง ดูสองคนนั้นเขาเถียงกันยกใหญ่

ก็ริวนั่นแหละ ไม่ยอมพาฉันมาเจอหน้าเคตะคุงนี่นา สาวน้อยเถียงกลับแบบไม่ยอมแพ้

ทำอะไรไร้สาระอีกแล้วนะ ถึงจะตามมาแอบดูเองก็ไม่เจอหรอก ริวอิจิยิ้ม เคตะมันไปทำงานแล้ว เสียใจด้วย

โหยย อะไรนะ? เพราะริวนั่นแหละ ยอมพาฉันมาเจอเคตะคุงซะก็สิ้นเรื่อง ฉันจะได้ไม่ต้องมาแอบดักเจอแบบนี้

ยิ่งเห็นคนสองคนเถียงกันผมก็ยิ่งงง ตกลงเด็กคนนี้เป็นใคร แล้วเกี่ยวอะไรกับเคตะด้วย คิดๆแล้วผมก็ชักใจไม่ดีเอาซะเลย

เอ่อ..โทษทีนะเรียวเฮ ริวอิจิหันมาพูดกับผม มือข้างนึงจูงมือของเด็กคนนั้นมาด้วย ยัยนี่น่ะ... พูดยังไม่ทันจะจบ สาวน้อยก็แทรกขึ้นมาก่อน

เรียวเฮคุงเหรอ สวัสดีค่ะ ตัวจริงน่ารักจังเลย เด็กคนนั้นยิ้มให้ผม พูดจาฉะฉานเสียยิ่งกว่าริวอิจิอีกนะเนี่ย แต่คำพูดของเขาทำผมทำหน้าไม่ถูกเลย ก็เล่นมีเด็กผู้หญิงมาชมว่าผม น่ารัก แบบนี้

ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรตอบกลับไป เธอก็พูดต่ออีก ฉันชื่อเอริ เป็นแฟนริวเขาค่ะ ขอบคุณที่ช่วยดูแลริวนะคะ

เฮ้ย พูดมากไปแล้ว ใครกันแน่ที่ต้องให้คนอื่นดูแล

ผมแอบสะอึก เพราะไม่รู้ที่พูดนั่น ริวหมายถึงผม หรือเด็กคนนี้

อ้อ..นอกจากนี้ผมยังตกใจตรงที่ ...เป็นแฟนริว...ด้วย ผมไม่เห็นรู้เลยว่าเขามีแฟนน่ารักแบบนี้

มาโวยวายเสียงดังต่อหน้าเขาแล้วยังไม่ขอโทษอีก ริวอิจิหันไปว่าเด็กคนนั้น ดูๆแล้วก็คล้ายๆพี่ชายกับน้องสาวนะ หน้าตาก็คล้ายๆกันด้วย

แฮะๆ ขอโทษค่ะเรียวเฮคุง

อะ..อื้อ ไม่เป็นไรหรอก ผมตอบสั้นๆ ยิ้มให้

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินไปสถานีรถไฟพร้อมกันสามคน เอริจังคุยเก่งมากเลยครับ ชวนผมคุยตลอดเลย ผมว่าริวอิจิก็พูดมากแล้ว ยังต้องแพ้เด็กคนนี้จริงๆ เดินไปด้วยคุยไปด้วยแบบนี้ก็เพลินดี ไม่นานพวกเราก็มาถึงสถานีรถไฟ

เรียวเฮคุงไม่ไปด้วยกันจริงๆเหรอ เอริจังถาม พวกเขาจะไปเดทกันน่ะครับ แต่ดันมาชวนผมไปด้วย ผมก็ไปเป็นก้างขวางคอเปล่าๆสิครับ

ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย ไปกับริวสองคนทุกที เบื่อจะตาย ...พูดแปลกๆ ไปเดทก็ต้องไปกับแฟนสองคนสิ??..

เอาไว้คราวหน้าละกันนะ ผมยิ้มให้

อืม..เอางั้นก็ได้ สาวน้อยทำหน้าเศร้าเล็กน้อย แต่คราวหน้าต้องไปด้วยกันจริงๆนะ

ครับๆ ผมยิ้ม เด็กคนนี้น่ารักจริงๆเลย ผมรู้สึกว่าเขาต้องเข้ากับริวได้ดีมากๆแน่ๆ

สุดท้ายทั้งคู่ก็ตื๊อผมไม่สำเร็จ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปกับเขานะครับ แต่กลัวจะไปกวนมากกว่า ก็เลยบอกว่าจะกลับบ้านเลย แต่พอแยกกันไปแล้ว ผมก็เริ่มเดินเรื่อยเปื่อย เพราะไม่ได้อยากกลับบ้านจริงๆหรอกครับ กลับไปก็อยู่คนเดียว เบื่อจะตาย แถมจะยิ่งทำผมคิดมากเรื่อยเปื่อยไปอีก

รู้สึกตัวอีกที ขาผมก็พาร่างของผมมาอยู่ย่านกลางศูนย์การค้าที่ผมเคยมากับเคตะบ่อยๆ หลังเลิกเรียนแบบนี้มีเด็กนร.เดินช้อปปิ้งไปทั่ว ผมพยายามไม่สนใจคนอื่น  ขาของผมก็ก้าวไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย จนกระทั่งฟ้าค่อยๆมืดลง วันนี้อากาศเย็นพอจะให้ผมพ่นลมหายใจออกมาเป็นควันสีขาว

....หนาวจัง...

ผมรู้ว่าควรจะกลับบ้านได้แล้ว ถึงจะยังไม่ค่ำมาก แต่ฤดูหนาวแบบนี้ เวลาเย็นๆฟ้าก็มืดสนิทแล้ว อากาศหนาวๆทำให้ผมไม่อยากจะก้าวไปไหนเลย

...เฮ้อ...ไม่น่าทำตัวเองเลย กลับบ้านไปตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วแท้ๆ...

ผมนึกตำหนิตัวเองที่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องไปแต่แรก ถึงได้ต้องมาเดินตากอากาศหนาวแบบนี้

ฮัดชิ้ววว ผมจามใส่มือตัวเองเบาๆ ...ท่าจะเป็นหวัดซะละมั้งเนี่ย..

เดี๋ยวเป็นหวัดนะ เสียงใครบางคนดังขึ้นข้างหลังผม ความรู้สึกอุ่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกหนักๆที่ไหล่ เมื่อเสื้อโค้ตตัวใหญ่ถูกวางลงบนไหล่จากด้านหลังของผม ผมรีบหันไปทางต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ

ฮิโรกิคุง!!”

2B Continued

 

Endless Story…Chapter3…#Whatever you want me to be

 

กรี๊ด น่ารักจังเลย ใครเนี่ย นายแบบใหม่เหรอ? เสียงกรี๊ดกร๊าดของนร.สาวกลุ่มนึงดังมาจากโต๊ะใกล้ๆ

ผมเหลือบตาไปมอง ในมือของหนึ่งสาวในกลุ่มนั้นมีหนังสือนิตยสารแฟชั่นผู้ชาย ...เล่มเดียวกับที่อยู่ในกระเป๋านร.ของผม ผมพอจะรู้ว่าสาวๆพวกนั้นพูดถึงใคร..

ตั้งแต่เริ่มเป็นนายแบบ ดูเหมือนเคตะจะยิ่งป๊อปมากกว่าเดิมเข้าไปอีก สาวๆทั้งในและนอกโรงเรียนต่างก็ยิ่งหลงเขามากขึ้น แล้วคนอย่างเคตะก็ยังใจดีกับทุกคนเหมือนเคย ผมเองก็ไม่ค่อยชอบใจนักหรอก แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีสิทธิ์ ไปห้ามอะไรเขาได้ ผมกับเคตะไม่เคยคุยว่า เรา เป็นอะไรกัน ไม่กล้าคิดไปเองหรอก ถึงแม้สายตาของคนอื่นอาจจะมองดูรู้ว่าเราเป็นอะไรกันมากกว่า เพื่อน แต่ถ้าเคตะไม่พูดออกมา ที่เราเป็นได้ตอนนี้ก็คงจะแค่ เพื่อนสนิท มากกว่า ผมคงไม่กล้าพอจะเข้าไปถามเขาหรอก เพราะยังไงผมก็ไม่อยากให้สูญเสียความเป็น เรา ในตอนนี้ไป

เรียวเฮ...เรียวเฮ!!” เสียงเรียกชื่อของผม ดูเหมือนจะเรียกอยู่นานแล้วด้วย แต่ผมกลับไม่ได้ยินเลย

อ..อืม..อะไรเหรอ?

เรียกตั้งนานแน่ะ เหม่ออะไรเหรอ?

เอ่อ..เปล่าๆ ผมรีบปฏิเสธ จะให้พูดยังไงว่าผมกำลังคิดถึงใครคนอื่นอยู่

ตอนนี้ผมอยู่ที่ร้านคอฟฟี่ช้อปกับฮิโรกิคุงน่ะครับ บังเอิญเราเจอกัน ผมเองก็ยังไม่อยากกลับบ้าน ก็เลยแวะมาหาอะไรอุ่นๆดื่มกัน

อ๊ะ ตายละ ดึกป่านนี้แล้วเหรอ ผมตะโกนร้องเมื่อเหลือไปเห็นเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาข้อมือ เสียงดังในร้านกาแฟ กับแสงไฟที่ประดับร้านรวงในเมืองทำให้ผมหลงคิดว่ายังหัวค่ำอยู่ แต่นี่มันเกือบจะเที่ยงคืนแล้วละครับ ฉันกลับก่อนดีกว่า ขอโทษนะฮิโรกิคุง ผมว่าแล้วรีบลุกขึ้น วางเงินค่ากาแฟไว้บนโต๊ะ คว้ากระเป๋าทำท่าจะเดินออกจากร้าน

เดี๋ยวก่อนสิ เรียวเฮ คนตรงหน้ายังรั้งตัวโดยเรียกชื่อผมเอาไว้ ผมหันไปตามเสียงเรียก แม้ว่าอยากจะรีบกลับบ้านเต็มทีแล้ว ฉันไปส่งนะ

เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก ฉันกลับเองได้ ผมรีบตอบกลับ

ฮิโรกิคุงหยิบใบเสร็จมาจ่ายเงินที่แคชเชียร์ โดยไม่รอรับเงินทอน แล้วเดินเข้ามาหาผม ดึกแล้ว มันอันตราย ให้ฉันไปส่งดีกว่านะ

ผมไม่รู้จะปฏิเสธยังไงอีกดี ที่จริงถ้ามีใครไปส่ง ผมก็คงจะรู้สึกสบายใจกว่า สุดท้ายผมก็เลยรับคำให้เขาไปส่งด้วยความรู้สึกที่ช่วยไม่ได้ แถมระหว่างทางที่เรากลับ ฮิโรกิคุงยังให้ผมยืมเสื้อโค้ตมาใส่อีกด้วย...

 

ขอบคุณที่มาส่งนะ ผมบอกเมื่อเราเดินมาถึงหน้าบ้านแล้ว พร้อมกับคืนเสื้อโค้ตให้

ไม่เป็นไร พักผ่อนมากๆ ระวังเป็นหวัดนะ ฮิโรกิคุงยิ้ม ฮัดเช้ยย

อ๊ะ

ตายละ ดูเหมือนฉันจะเป็นหวัดก่อนนายซะแล้วสิ

เพราะนายให้เส้อฉันยืมแท้ๆ ผมรู้สึกผิดที่ให้เขามาส่งแถมยังเอาเสื้อเขามาใส่อีก

ไม่ใช่หรอก อย่าคิดมากเลย เป็นหวัดแค่นี้เดี๋ยวก็หาย ผมรู้ว่าเขาพูดส่งไปอย่างนั้น หน้าหนาวแบบนี้ใครจะหายหวัดง่ายๆกัน ฉันไปก่อนนะ

เอ่อ..เดี๋ยว ฮิโรกิคุง ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องคิดมาก แต่เขาอากาศหนาวแบบนี้ จะให้ผมปล่อยเขากลับทั้งหนาวๆแบบนี้ ผมเองก็รู้สึกไม่ดี จากบ้านผมไปถึงสถานีรถไฟ ยังต้องเดินอีกระยะทางพอสมควรทีเดียว เข้ามาดื่มอะไรอุ่นๆก่อนมั้ย

ผมบอกจากสีหน้าของฮิโรกิคุงได้ว่าเขาคงตกใจกับคำชวนของผม แต่ว่า..ก็แค่เข้ามาดื่มอะไรแป๊บเดียว ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลย

ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณนะ ฮิโรกิคุงยิ้มให้ผม ราวกับรู้ว่าผมเองก็คิดอยู่ว่าที่พูดออกไปนั้นมันดีรึเปล่า

แต่... ไม่รู้ผมจะรั้งเขาไว้ทำไม ผมแค่...สงสารเขา...อย่างนั้นสินะ...

RRRRR  

จู่ๆโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นมาขัด อ๊ะ ขอโทษนะ ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วก็ยิ้มออกทันทีที่เห็นชื่อคนที่โทรมา

ฮัลโหล เลิกงานแล้วเหรอ ผมพยายามพูดเสียงเบาต่อหน้าฮิโรกิคุง อื้ม เพิ่งถึงบ้านเองน่ะ ผมเผลอคุยกับปลายสายราวกับลืมไปว่าตัวเองยังยืนอยู่ที่หน้าบ้าน โดยมีคนอื่นยืนรออยู่ด้วย

เอ่อ...เรียวเฮคุง ฮิโรกิคุงพยายามเรียกผม

เอ่อ..เคตะ รอแป๊บนึงนะ ผมบอกเคตะแล้วรีบหันไปที่คนตรงหน้า ขอโทษนะฮิโรกิคุง

ไม่เป็นไรๆ ฉันจะกลับแล้ว นายเข้าไปคุยโทรศัพท์ในบ้านเหอะ ข้างนอกมันหนาว ฉันจะกลับแล้วละ

ขอโทษนะ แล้วก็ขอบคุณที่มาส่ง

ฮิโรกิคุงยิ้มน้อยๆแทนคำตอบรับ ก่อนจะหันหลังเดินไป ผมเองก็รีบเปิดประตูเข้าบ้าน เพื่อมาคุยโทรศัพท์ต่อ

ฮัลโหลเคตะ

เมื่อกี้คุยกับใครเหรอ? ผมพอจะจับได้ถึงความรู้สึกแข็งกร้าวในน้ำเสียงนั่น

เอ่อ...คือ..เพื่อนมาส่งที่บ้านน่ะ ผมตอบไปตามตรง ถึงจะไม่สบายใจนัก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด

เพื่อนน่ะใคร??

ก็เพื่อนน่ะ ผมพยายามเสียงแข็ง แต่ก็พูดต่อไม่ออก .....

ก็นั่นแหละ ใครล่ะ? บอกชื่อมาสิ เสียงเคตะดูไม่สบอารมณ์นัก ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะอะไรกันแน่ ก็เลยคิดว่าตอบไปตามตรงดีกว่า จะได้รู้ว่าเขาหงุดหงิดเรื่องอะไร

ฮิโรกิคุง ผมตอบ

ดึกป่านนี้แล้ว มาส่งถึงบ้าน แล้วเพิ่งกลับเนี่ยนะ ไปไหนกันมาล่ะ

ก็..แค่ไปดื่มกาแฟ

แน่ใจนะ

แน่สิ ผมชักจะไม่พอใจซะแล้วสิ ทำไมเขาต้องพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนผมทำอะไรผิดด้วยล่ะ

เขาเข้าบ้านนายด้วยรึเปล่า

..ป..เปล่า ผมตอบ นึกถึงตอนที่เมื่อกี้ผมชวนให้เขาเข้ามาดื่มอะไรในบ้าน ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าโชคดีที่ฮิโรกิคุงปฏิเสธคำชวนของผม

................ เคตะเงียบไปสักผม ผมชักใจไม่ดีซะแล้วสิ เดี๋ยวฉันไปหานายที่บ้านนะ

หา..เดี๋ยวก่อน ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เคตะก็ตัดสายวางไปเรียบร้อยแล้ว

....ทำยังไงดีล่ะ ผมอยากเจอหน้าเคตะตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่แบบนี้ ผมรู้ว่าเขาอารมณ์เสียเรื่องผม และผมก็ไม่พร้อมจะเจอหน้าเขาแบบนี้ด้วย นี่ผมจะคุยกับเขายังไงดีเนี่ย หัวใจผมเต้นรัวไม่ได้ต่างกับเวลาที่เขากอดผมเลย เพียงแต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกกังวลที่ไม่สามารถอธิบายได้...

 

ออดดดดดดดด

ไม่นานนัก เสียงออดก็ดังขึ้นหน้าบ้าน ผมสูดลมหายใจเข้า พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะเปิดประตูไปรับคนที่มาถึง

เข้ามาสิ ผมแกล้งยิ้มให้เหมือนทุกที ทั้งๆที่กลัวสุดขีด ไม่รู้ว่าเขาจะลงอะไรใส่ผมบ้าง ก็เท่าที่ได้ยินเสียงทางโทรศัพท์ผมก็รู้แล้วว่าเขากำลังโกรธ แถมยังตามมาถึงบ้านแบบนี้ ต้องมีเรื่องแน่ๆ

ตกลงไปไหนมาน่ะ เคตะวางกระเป๋า นั่งลงที่เตียง แล้วถามคำถามแรกกับผม                                            

ก็บอกแล้วว่าไปแค่ร้านกาแฟ ผมพูดอย่างไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงโกรธขนาดนี้ ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน เขาไม่เคยบอกผมนี่นา ว่าเราเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อน เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะไปไหนกับใครตอนไหน เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะโกรธผมแบบนี้

แล้วทำไมต้องกลับดึกขนาดนี้ แล้วยังให้เขามาส่งที่บ้านอีก แน่ใจนะว่าไม่ได้ให้เขาเข้าบ้าน เคตะพูดต่อ ผมแอบสะอึกตรงคำสุดท้าย

จะให้เข้าหรือไม่ให้เข้าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ ผมรู้สึกว่าเขาเริ่มไปไกลแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมีสิทธิ์มาว่าผมสักหน่อยในเมื่อมันเป็นบ้านของผมเอง

ทำไมจะไม่เกี่ยว มือใหญ่ๆตบลงบนที่นอน ดันร่างสูงให้ลุกขึ้น น้ำเสียงแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม

ถึงน้ำเสียงและวิธีการพูดของเขาตอนนี้จะทำให้ผมกลัวอยู่ไม่น้อย แต่คำที่พูดออกมา ทำให้ผมใจเต้นไม่เป็นจังหวะเลย

แล้วจู่ๆมือใหญ่ก็ดึงแขนของผมเข้าไปใกล้ สองแขนยาวโอบกอดเอวผมไว้แน่น ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่กระทบใบหูผม พร้อมๆกับคำพูดที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะได้ยิน

ก็นายเป็นของฉัน

........... ผมพูดอะไรไม่ออกจริงๆ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรตอบไปจริงๆ นี่ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ยเนี่ย

ผมรู้สึกเสียงของเคตะยังพูดซ้ำๆวนเวียนอยู่ในหัวอยู่เลย

เขาหมายถึงอย่างเดียวกับที่ผมคิดใช่รึเปล่าเนี่ย

นายรู้รึเปล่าว่าฉันนั่งรถมาหานายด้วยความรู้สึกยังไง ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องหึงนายมากขนาดนี้

ทุกคำที่ผมได้ยิน ผมแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย

ฉันมีสิทธิ์หวงนายรึเปล่า นายบอกสิว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวนายแค่ไหน เขาพูดเบาๆ ขณะที่สองแขนยังกอดร่างของผมเอาไว้จากด้านหลัง สำหรับนาย พวกเราเป็นอะไรกันแน่

.................... ผมเงียบอยู่นาน รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิของใบหน้าตัวเอง ก่อนจะตอบออกไป นายเองก็น่าจะรู้นี่นา..... ฉันยินดีเป็นให้นายได้ทุกอย่าง ขอแค่นายบอกมา...

ผมเองยังไม่รู้เลยว่า ผมกล้าพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง รู้เพียงแต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิด และรู้สึกจริงๆ

มือใหญ่ๆกลับร่างของผมให้หันหน้าเขาหาเขา ผมพยายามก้มหน้าเพราะรู้ดีว่าตัวเองคงหน้าแดงมากแน่ๆ

ฉันขอโทษ ผมชักรู้สึกผิดที่ทำให้เขาหึง ถึงแม้จะมีอารมณ์ดีใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกผิดมากๆเลยที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้

อืม.. เคตะพูดเบาๆ ฉันก็ขอโทษ...ที่พูดจารุนแรงไปหน่อย

อืม...ผมตอบสั้นๆแค่นั้น ความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้มันมากจนเกินกว่าผมจะพูดอะไรออกมาได้

แต่ว่า...นายอย่าไปไหนกับใครดึกๆแบบนี้อีกนะ

ผมแอบยิ้มไม่ให้เขาเห็น ไม่เคยคิดว่าเคตะจะขี้หึงได้ถึงขนาดนี้ อื้ม ผมตอบเบาๆ ขณะที่ก้มหน้ามุดอยู่ตรงหั                                     วไหล่ของเคตะ

บอกไม่ถูกเลยว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกยังไงบ้าง ที่แน่ๆมันล้นอยู่ในอก จนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้วละครับ

รู้อย่างนึงว่า วันนี้ ผมมีความสุขที่สุดในโลกเลยละ

 

2B Continued

 

Endless Story …Chapter4…#Another World

 

เคตะ เคตะผมเรียกชื่อของร่างที่นอนอยู่ข้างๆเบาๆ ตื่นได้แล้วเคตะ

หืมมมม เสียงงึมงำดังขึ้นเบาๆ ขณะที่แขนยาวขยับกระชับเอวของผมไว้แน่นกว่าเดิม ทำเอาผมรู้สึกร้อนไปหมด

เคตะ ผมพยายามดันตัวเองออก แล้วปลุกคนตรงหน้าต่อ ตื่นสิ จะเที่ยงแล้วนะ

อืมมม ไม่อยากตื่นนี่นา ร่างสูงตรงหน้าพูดเอาแต่ใจ แต่มันกลับทำให้ผมยิ้มออกมา

นายต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอ ผมว่า

อย่าเอาเรื่องงานมาอ้างได้มั้ย เคตะยังไม่ยอมปล่อยแขน แถมยังพูดจาเอาแต่ใจได้น่ารักที่สุดเลย

....ก็ถ้าเคตะไม่ไปทำงานจริงๆ ผมจะดีใจมากเลย....

...แต่ผมก็ได้แต่คิดแค่นั้นแหละ...

พูดเป็นเด็กๆไปได้ ก็งานนายเองนะ จะไม่ไปก็ตามใจ ผมว่าพลางแย่งดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองไว้คนเดียว

โอ๊ย นี่ มันหนาวนะ สุดท้ายเจ้าคนขี้เกียจก็ต้องลืมตาลุกขึ้น เห็นแล้วผมก็อดขำไม่ได้ อย่าแกล้งกันสิ แขนยาวๆทำท่าจะดึงผ้าห่มกลับไป แต่เรื่องอะไรผมจะยอมให้เขานอนต่อ นี่มันสายแล้วนี่นา

ไม่ต้องเลยนะ ตื่นไปอาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก ผมพูดเชิงดุ

รู้แล้วๆ แล้วร่างสูงก็จำใจลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำ ยังไม่ทันปิดประตูห้องน้ำดี เขาก็เดินกลับมา

ผมมองหน้าเขางงว่าเดินกลับมาทำไม ยังไม่ทันจะถามอะไรออกไป แขนแข็งแรงสองข้างก็ช้อนล่างผมขึ้นแบบไม่บอกไม่กล่าว ทำเอาผมตกใจสุดๆ

เฮ๊ย เดี๋ยวอะไรน่ะ ผมทำท่าจะดิ้นออกจากอ้อมแขนนั้นทันทีที่ถูกอุ้มขึ้น

อาบด้วยกันนะ ริมฝีปากเรียวยิ้มหวานให้ พร้อมกับเสียงกระซิบข้างหู ทำเอาผมแทบไม่มีแรงจะขัด

เดี๋ยวก่อน เคตะ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะขัดใจเขาหรอกนะ แต่ผมรู้ว่าตัวเองกำลังเขินสุดๆ ไม่อยากจะคิดต่อว่าถ้าเข้าไปอาบน้ำด้วยกันจะเป็นยังไง

เคตะ ปล่อยนะ ดูเหมือนเคตะจะไม่สนใจฟังที่ผมพูดเลย ร่างสูงเดินยิ้มแล้วก็พาร่างผมเข้าไปนั่งลงในอ่างอาบน้ำ

แล้วประตูห้องน้ำก็ถูกปิดลง....

 

นั่งงอนคนเดียวอยู่ได้ ตรงที่นั่งริมหน้าต่างในคอฟฟี่ช้อฟเล็กๆ เคตะว่าเมื่อเห็นผมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มกาแฟตรงนั้น ผมไม่ได้งอนอย่างเดียวหรอกนะ แต่ผมเขินกับเรื่องเมื่อเช้าด้วยต่างหาก

ป่าวสักหน่อย ผมว่า พร้อมๆกับที่พนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟ ผมก็เลยแกล้งทำเป็นหันไปสนใจของกินแทน

จริงอ่ะ

............... ผมไม่ตอบ ก็ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเขานี่นา รู้ๆอยู่ว่าเถียงไปก็คงไม่ชนะหรอก ไม่รีบกินเดี๋ยวก็ไปทำงานไม่ทันหรอก ทำเป็นเปลี่ยนเรื่องแล้วก็ไม่สนใจที่ร่างสูงพูด

 

ไม่นานนักพวกผมก็ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ที่จริงมันคงจะใช้เวลาน้อยกว่านี้ถ้าเคตะไม่เซ้าซี้ถามอะไรบ้าๆอยู่ได้

งั้นก็ตั้งใจทำงานนะ ฉันจะกลับก่อนละ

เดี๋ยวสิ ไม่ไปด้วยกันหรอกเหรอ??

?? จะไปทำไมล่ะ? เกะกะเปล่าๆ มันไม่ใช่เรื่องนี่นา ผมไปก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ซะหน่อย

ไม่หรอกน่า ไม่ได้มีธุระอะไรไม่ใช่เหรอ? ไปนั่งเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ มือเรียวๆเข้ามาดึงมือของผมเชิงบังคับว่าจะให้ไปด้วยให้ได้ แต่ผมก็ยังลังเล

ปกตินายก็ไปคนเดียวได้นี่นา

เอาน่า นานๆที หรือว่านายไม่อยากไปกับฉัน

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ....ผมก็แค่ไม่รู้จะไปทำไม ไม่อยากจะเกะกะเวลาคนเค้าทำงานกัน... แต่เดี๋ยวคนอื่นเขาจะว่าฉันมายุ่งเปล่าๆ

โห..ไม่หรอก นายก็นั่งรอเฉยๆ เงียบๆ ไม่มีใครเขาว่าหรอก วันนี้ทีมงานใจดีด้วย เคตะยังยืนกรานจะลากผมไปด้วยให้ได้จนผมเองก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงแล้ว อีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะไปมากขนาดนั้น

สุดท้ายผมก็เลยโดนลากมาจนถึงสตูดิโอถ่ายแบบจนได้

นี่ถ้าใครเกิดถูกใจอยากได้ผมเป็นนายแบบกับเขาบ้าง เคตะก็ห้ามผมไม่ได้หรอกนะ ...ฮะๆ ผมพูดเล่นหรอกครับ..

สวัสดีครับ ร่างสูงโค้ง ยิ้มพร้อมส่งเสียงทักทายทุกคนที่เดินสวน และทุกคนก็ยิ้มตอบ หลายคนทักเคตะตอบด้วยท่าทางสนิทสนม เคตะคงจะสนิทกับทีมงานพวกนี้ดี ก็เขาทำงานมาได้พักใหญ่แล้วนี่นา พอเห็นเคตะทักใคร ผมก็จะโค้งให้แทนคำทักทายบ้าง

...เฮ้อ...ต้องมาคอยทักคนที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด น่าอึดอัดอยู่เหมือนกันนะเนี่ย...

เคตะ? มาแล้วเหรอ? อ้าวแล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะ แฟนเหรอ? ใครคนนึงทักร่างสูง คำถามของเขาทำเอาผมใจเต้นโครมครามใหญ่

อ๋อ เพื่อนน่ะครับ อยู่ว่างๆเลยให้มาเป็นเพื่อน แล้วจะได้ให้เดินดูสตูดิโอเล่นด้วย ร่างสูงยิ้มตอบ แต่คำตอบของเขาทำให้ผมแทบจะยิ้มตามด้วยไม่ได้

...เพื่อน....งั้นเหรอ??....

...เอาเหอะ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องป่าวประกาศนี่นา..อีกอย่าง มันอาจจะเกี่ยวกับงานของเคตะด้วย ไม่บอกคงจะดีกว่า...

...แต่ถึงอย่างนั้น ก็อดรู้สึกวูบในใจไม่ได้...

...ผมคงจะคิดมากเกินไปสินะ...

อ้าว พาเพื่อนมาเดินดูเล่นฟรีๆแบบนี้ได้ไง

ถ้างั้นเดี๋ยวผมเลี้ยงกาแฟแล้วกันนะครับ เคตะพูดตอบด้วยท่าทีเล่นๆ

ได้เลย อีกฝ่ายว่า อ้อ...นางแบบเขามาแล้วนะ นายเองก็ไปแต่งตัวรอได้แล้วละ

ครับผม งั้นไปก่อนนะครับ ว่าแล้วขายาวๆก็พาเขาตรงไปยังห้องแต่งตัว ผมซึ่งมัวแต่โค้งให้ผู้ชายคนเมื่อกี้ก็เลยต้องรีบวิ่งตาม...เฮ้อ...

ไม่นานนักเจ้าตัวก็แต่งตัวเสร็จ ส่วนผมก็ได้แต่นั่งมองตอนเขาแต่งตัวเฉยๆ เพราะก็มีสไตลิสท์ดูให้อยู่แล้ว ผมก็เลยไม่ได้เข้าไปช่วยอะไรเลย ...ไม่รู้ว่าตัวเองจะมาทำไมนะเนี่ย...

เสร็จแล้วเรียวเฮ ไปกันเหอะ เคตะบอก เพื่อให้ผมเดินตามที่ตรงที่ๆมีกล้อง ไฟ และอุปกรณ์ต่างๆตั้งเตรียมไว้พร้อมแล้ว เมื่อกี้ทีมงานคนที่เคตะคุยด้วยบอกว่านางแบบมาแล้ว...งั้นก็แปลว่าวันนี้เป็นการถ่ายคู่น่ะสิ...

ระหว่างที่คิดอยู่ ก็เห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักแต่งหน้าแต่งตัวที่เห็นปุ๊บก็รู้ว่าเป็นนางแบบแน่ๆ เดินออกจากห้องแต่งตัวข้างๆ พอเธอเห็นผมกับเคตะก็รีบหันมาทักทันที

เคตะคุงใช่มั้ยคะ? ฉันชื่อยูระ วันนี้ถ่ายแบบด้วยกัน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ

เช่นกันครับ เคตะยิ้มและโค้งน้อยๆตอบ

เอ่อ..แล้ว.... สาวน้อยหน้าตาน่ารักหันมาทางผมซึ่งเดินตามหลังร่างสูงมาติดๆ

อ๋อ เคตะหันมาที่ผมแว๊บนึงก่อนจะหันกลับไปบ ทางเธอคนนั้น เพื่อนผมเองครับ ชื่อเรียวเฮ

สวัสดีครับ ผมจำต้องทักเธออย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่คิดว่าถึงเธอรู้จักชื่อผมไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ผมไม่ได้ต้องมาทำงานกับเธอด้วยนี่นา

สวัสดีค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยิ้มทักผม ผมพอจะรู้ว่าเวลาถ่ายแบบหรือถ่ายวีดีโออะไรสักอย่างนั้น จำเป็นต้องแต่งหน้าเข้มๆเพราะแสงสปอตไลท์จะทำให้หน้าดูซีดลงกว่าความเป็นจริง ผมจึงรู้สึกว่ายูระจังคนนี้แต่งหน้าเข้มเกินความจำเป็นสำหรับตัวจริงของเธอ ถ้าเธอลบเมคอัพลงหน่อย ผมว่าเธอคงต้องดูน่ารักกว่านี้แน่ๆ

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินตรงไปยังที่ถ่ายแบบ ส่วนผมก็นั่งลงตรงที่ว่างๆด้านหลังกล้อง คอยดูคนอื่นเขาทำงานกัน ..ไม่สิ..ผมมองแต่เคตะต่างหาก

เคตะที่อยู่หน้ากล้องต่างหากเคตะที่ผมรู้จักมาก สายตาจริงจังไม่เหมือนกับเคตะที่ดูขี้เล่นสำหรับผม รอยยิ้มที่ปั้นขึ้นก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นจาดตัวเขาได้อย่างที่ผมเห็นจากตัวจริง

..แต่ที่แน่ๆ..ผมยืนยันได้ว่าเขาเท่จริงๆ..

ส่วนนางแบบที่ชื่อยูระ ผมว่าเธอก็ดูสดใสน่ารักดีครับ เสียแต่การถ่ายแบบคู่แบบนี้ เธอต้องมาคอยเกาะแกะเคตะอยู่แทบจะตลอดเวลา ทำเอาผมตาร้อนขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทำไงได้ละครับ มันเป็นงานของเคตะเขานี่นา...

ผมแยกตัวมานั่งดูอยู่ห่างๆจากทีมงานทุกคน เพราะรู้ดีว่าเป็นตัวเกะกะการทำงานของคนอื่นเขา ได้แต่นั่งมองคนอื่นเขาทำงานกันวุ่นไปหมด อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้มาเห็นกับตาว่าการที่จะถ่ายรูปใครคนนึงมาลงหนังสือเนี่ยมันไม่ได้ทำกันง่ายๆเลย เบื้องหลังต้องมีคนทำงานหนักกันตั้งหลายคน แถมถ่ายเสร็จกว่าจะเอาไปพิมพ์ลงหนังสืออีก หลายขั้นตอนจริงๆนะเนี่ย...

นั่งคิดนู่นคิดนี่ไปเพลินๆขณะดูเคตะทำงาน (จะได้ไม่ต้องสนใจภาพตรงหน้าที่เห็นเคตะต้องทำท่าสนิทสนมกับนางแบบหน้าตาน่ารักคนนั้น) รู้สึกตัวอีกที ดูเหมือนว่าทุกคนจะทำงานเสร็จกันหมดแล้ว ผมรีบลุกขึ้นยืนเพื่อจะเข้าไปหาเคตะ แต่ทีมงานก็ยังคงเดินไปเดินมา เก็บข้าวเก็บของอุปกรณ์ต่างๆอยู่ ทำให้ผมไม่กล้าเดินผ่านเพราะกลัวว่าจะไปเกะกะเขาได้อีก สุดท้ายผมก็เลยจำเป็นต้องยืนรออยู่ที่เดิม พอมองไปที่เคตะ ก็เห็นเขากำลังพูดคุยอยู่กับยูระจังคนนั้นอยู่ ...ช่วยไม่ได้ เคตะเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีนี่นา เขาก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่เวลาอยู่ที่โรงเรียนแล้ว ผมเองก็เห็นอยู่ทุกวันว่ามีสาวๆเอานู่นนี่มาให้เขาอยู่เรื่อย เรื่องแบบนี้ผมควรจะชินได้แล้วแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไม พอมองจากตรงที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ ผมกลับรู้สึกเหมือนเคตะกำลังอยู่คนละโลกกับโลกที่ผมยืนอยู่เลย

...แปลกนะครับ...ทั้งที่เมื่อคืน จนกระทั่งถึงไม่กี่ชม.ที่ผ่าน ผมยังรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของเขาอยู่เลย...

..ถึงเขาจะไม่บอกว่า รัก ออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจน แต่ผมว่าเวลาที่ผมอยู่กับเขา ผมรับรู้มันได้ด้วยความรู้สึก...

...ผมเชื่อ..ว่าผมไม่ได้คิดไปเองหรอกนะ...

 

เรียวเฮ!!!” ร่างสูงยกแขนเรียกผม ดูเขาจะร่ำลากับเพื่อนร่วมงานคนน่ารักเรียบร้อยแล้ว ตอนที่เขาเรียกชื่อผม เธอยังอุตส่าห์หันมาโค้งน้อยๆให้แล้วค่อยเดินไป นี่ถ้าผมไม่ได้มีอคติอะไรจากตอนทำงาน ผมคงจะยิ้มให้เธอได้มากกว่าที่ผมทำออกไปแน่ๆ

เหนื่อยมั้ย? ผมแกล้งถามไปอย่างนั้นแหละ ดูๆแล้วมันก็ไม่น่าจะเหนื่อยอะไร แต่ที่จริงมันอาจจะเหนื่อยกว่าที่ผมคิดก็ได้ แค่ดูแต่ไม่ได้ทำเอง ผมก็คงไม่รู้หรอก

นิดหน่อยน่ะ เดี๋ยวไปเปลี่ยนเสื้อก่อน แล้วกลับด้วยกันนะ พอเลิกงาน ผมก็รู้สึกว่าเขากลับมาเป็นเคตะที่ผมรู้จักเหมือนเดิม ...ดีจัง...
อื้ม ผมยิ้มตอบ ว่าแล้วก็เดินตามเขาไปยังห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกลับบ้าน....

 

2B Continued

 

Endless Story…Chapter5…#That Girl

 

ผมกับเคตะยืนหน้าจ๋อยอยู่หน้าประตูสตูดิโอ ข้างนอกฝนตกน่ะครับ แย่ชะมัดเลย พวกเราไม่มีใครพกร่มกันมาเลย แล้วนี่จะกลับบ้านยังไงกันละเนี่ย..
มาตกอะไรตอนนี้เนี่ย เคตะบ่นออกมา แต่เวลาแบบนี้บ่นไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก

เอาไงอ่ะ ผมหันไปถาม

เฮ้อ... ร่างสูงถอนหายใจเบาๆ สงสัยต้องรอมันหยุด...ไม่ก็รอให้มันซากว่านี้ละนะ

...... ผมไม่ตอบอะไร คิดแค่ว่า ก็คงต้องทำตามที่เคตะว่านั่นละ ขณะที่เรากำลังจะเดินกลับเข้าไปข้างในตึก ก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นจากข้างหลัง ประสานกับเสียงฝนที่ตกลงกระทบพื้น

เคตะคุงใช่มั้ยคะ? เสียงเด็กผู้หญิงที่ฟังคุ้นๆหู ผมสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลย

ร่างสูงหันไปตามเสียงเรียก อ้าว? ยูระจัง

แม่นางแบบสาวน่ารักคนตะกี้นี่เอง ท่าทางจะเป็นลูกคุณหนูแฮะ เพราะเธอมีรถพร้อมคนขับใส่สูทมารับถึงที่แบบนี้

ว่าแต่....ยูระจัง...เหรอ?? เพิ่งทำงานด้วยกันเมื่อกี้ สนิทกันแล้วรึไงนะ

เธอเปิดกระจกลงตะโกนเรียกเคตะ ทำให้เม็ดฝนสาดเข้าทางหน้าต่าง ใบหน้าของเธอจึงเปียกเล็กน้อย

ให้ฉันไปส่งมั้ยคะ? สาวน้อยตะโกน

ผมคิดแย้งกันอยู่ในใจ ในนึงก็อยากกลับบ้าน แต่อีกใจก็ไม่อยากนั่งรถของเธอคนนี้เลย

เคตะหันมามองผมยิ้มๆ แล้วพูดว่า โชคดีจังเนอะ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเขาต้องตอบรับคำชวนของยูระจัง

มือใหญ่ๆจูงมือของผมให้วิ่งขึ้นรถคันสวย

ขอบคุณนะครับ คิดอยู่เลยว่าจะกลับกันยังไงดี เคตะว่า ผมนึกอยากบอกขอบคุณเธอด้วย แต่มันพูดไม่ออกจริงๆ

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้เอง สาวน้อยตอบ

หน้าเปียกฝนหมดเลย เอ้า..นี่ มือใหญ่หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงให้ ผมเห็นเธอรับไปท่าทางเขินๆ แล้วก็แอบนึกในใจว่า ...ฉันก็เปียกเหมือนกันนะเว๊ย... แต่ไม่ทันได้พูดอะไรออกไป เคตะก็ถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกมาคลุมหัวของผมไว้ ตอนนั้นผมได้แต่แอบอมยิ้มอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตตัวนั้น...

 

ไม่นานนัก รถคันหรูก็มาจอดตรงหน้าบ้านของเคตะ

ขอบคุณนะครับ เคตะกล่าวขอบคุณทั้งยูระจังและคนขับรถ

เอ่อ...แล้วเรียวเฮคุง จะให้ไปส่งที่บ้านเลยไม๊คะ สาวน้อยหันมาถามผม ผมเองก็เหลือบไปมองเคตะนิดนึง

ไม่ต้องหรอกครับ ให้เราลงที่นี่ทั้งคู่แหละครับ ผมยังไม่ทันพูดอะไร เคตะก็แย่งตอบแทน ฝนก็หยุดตกแล้วด้วย ไม่รบกวนดีกว่าครับ

ไม่รบกวนหรอกค่ะ ยูระยิ้มตอบ แต่จะเอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เธอหันมายิ้มให้ผมบ้าง ราตรีสวัสดิ์นะคะ

ขอบคุณครับ ผมบอกเธอ ก่อนจะหันไปโค้งน้อยๆให้คนขับ แล้วก็ลงจากรถ ก่อนที่รถคันสวยจะเคลื่อนออกไป..

 

ดึกแล้ว ผมรู้ดีว่าถ้าจะกลับบ้านตัวเองตอนนี้ เคตะก็คงจะคะยั้นคะยอไปส่งทั้งๆที่ตัวเองก็เหนื่อยจากงานเต็มทีแล้ว แต่ถ้าจะไม่กลับก็...

เดี๋ยวฉันกลับเลยละกันนะ ผมว่า ยังไงผมก็คงต้องกลับบ้านละนะ

ไม่ต้องกลับหรอก มันดึกแล้วนะ นอนที่นี่เหอะ เคตะว่า ที่จริงผมก็คิดอยู่แล้วละ ว่าเขาต้องพูดแบบนี้

แต่... ยังไงผมก็เขินอยู่ดีละครับ ที่จะให้มานอนที่บ้านเคตะ ถึงแม้จะเคยมาค้างที่นี่แล้วครั้งนึงก็เถอะ แต่ตอนนั้นพวกเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นา ผมคิดพลางนึกต่อว่า..แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกันล่ะ??..ก็เขาไม่เคยพูด ผมไม่เคยถาม ถึงแม้ที่เราปฏิบัติกันอยู่นี่ มันจะเกินคำว่าเพื่อนอยู่เห็นๆก็เถอะ... เฮ้อ...ผมนี่คิดมากชะมัดเลยเนอะ...

นอนที่นี่แหละ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันค่อยไปส่งนายที่บ้าน เคตะว่าแล้วก็ลากข้อมือผมให้เดินเข้าบ้านโดยไม่ฟังคำผมต่อ ...เอาเหอะ พูดไปก็คงไม่ฟัง อีกอย่างมันก็ดึกแล้วจริงๆนั่นแหละ ผมเองก็ชักจะขี้เกียจนั่งรถไฟกลับบ้านตอนนี้เหมือนกัน...

 

เรียวเฮ!”

วันนี้วันจันทร์ ผมก็กลับมาเรียนเหมือนเคย แต่นี่ก็เลิกเรียนแล้วละ ส่วนเคตะน่ะ กลับไปก่อนตั้งแต่เที่ยงแล้ว

ผมหันไปตามเสียงเรียกแบบเซ็งๆ เพราะรู้ว่าคนที่เรียกไม่ใช่คนที่ผมอยากคุยด้วยมากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะคุยกับเขาคนนี้หรอกนะครับ

เคตะกลับไปแล้วเหรอ?

อืม ผมว่าพลางเก็บของลงกระเป๋า

จะสอบปลายภาคอยู่แล้ว ยังต้องทำงานอีก ลำบากแย่เลย

แต่เห็นว่าวันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ ช่วงสอบมันจะหยุดงานไว้พักนึง ผมหันไปยิ้มให้

เหรอ งั้นก็ดีเลย งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้นายต้องช่วยติวหนังสือให้พวกฉันด้วยนะ

พวกนาย?? นายเองก็มาเรียนทุกวันนี่ริว ต้องให้ติวด้วยเรอะ ผมว่า

แหม... นายก็รู้ว่าฉันหลับตลอดเลยนี่นา เจ้าเพื่อนตัวดีหัวเราะแก้เก้อ

สรุปเอาตามนี้นะ ริวอิจิรวบรัดตัดความเอาเอง แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ ว่าแต่วันนี้ไปไหนกันไม๊

ไหนบอกว่าใกล้สอบแล้วไง??

ก็เริ่มติวพรุ่งนี้ มีนายเป็นติวเตอร์ให้จะห่วงอะไรอีกล่ะ วันนี้ไปเที่ยวส่งท้ายก่อน แล้วค่อยเริ่มตั้งใจเรียนกันดีกว่าเนอะ ว่าแล้วก็ลากแขนผมเดินลงจากตึกเรียนซะงั้น

...นิสัยเดียวกัน สมกับเป็นเพื่อนซี้กันจริงๆเลย...

ริว~~~” สาวน้อยหน้าตาน่ารักโบกไม้โบกมือเรียกทันทีที่พวกเราเดินมาเกือบจะถึงหน้าประตู จำได้ไม๊ครับ เอริจัง แฟนของริวอิจิไงครับ สวัสดีค่ะเรียวเฮ เธอทักทันทีที่เห็นผมเดินตามหลังริวอิจิมาด้วย

มีเดทกันหลังเลิกเรียนแล้วลากฉันมาทำไมล่ะ? ผมหันไปว่าเพื่อน

เดทเดิทอะไร ก็ยัยนี่เป็นเซ้าซี้บอกให้ฉันชวนนายมาด้วยเอง ริวอิจิสวนกลับ ส่วนเอริจังเห็นแบบนั้นก็ขำขึ้นมา

จริงค่ะ ฉันเป็นคนคะยั้นคะยอให้ริวชวนเรียวเฮคุงมาเอง ก็อยากรู้จักเพื่อนของริวบ้างนี่นา

งั้นให้ฉันรู้จักเพื่อนเธอมั่งสิ ริวอิจิหันไปพูดใส่แฟนสาว

ไม่ได้หรอก เพื่อนฉันน่ารักทุกคน เกิดริวสนใจใครขึ้นมาก็แย่สิ อ๊ะ แต่ถ้าเรียวเฮคุงอยากให้ฉันแนะนำเพื่อนน่ารักๆให้ก็บอกได้เลยนะคะ

เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรีบตอบ ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเองดังขึ้นจากข้างหลัง

เรียวเฮ!” ผมหันไปตามเสียงเรียกนั้น ...เป็นฮิโรกินั่นเอง... จะกลับแล้วเหรอ

อะ..อืม ผมพยายามเดินหลีกออกมาให้ห่างจากริวอิจิและเอริจัง ฮิโรกิคุงก็เดินตามผมมาแต่โดยดี

เหรอ นายไม่เป็นไรนะ ไม่ได้เป็นหวัดใช่ป่าว

จำได้ไม๊ครับ วันก่อนฮิโรกิมาส่งผมที่บ้าน คืนก่อน ที่อากาศหนาวๆน่ะครับ

ไม่เป็นไรหรอก ฮิโรกิคุงต่างหาก วันก่อนขอบคุณมากนะ

ไม่เป็นไรๆ ไม่ได้ป่วยอะไรก็ดีแล้วละ หลังจากวันนั้นฉันมีโทรไป แต่โทรไม่ติดฉันก็เลยเป็นห่วงน่ะ

เอ่อ..โทษทีนะ พอดีวันถัดมาไปนอนบ้านเคตะ โทรศัพท์แบตหมดก็เลยไม่ได้ชาจ์นน่ะสิ

เรียวเฮ จะไปกันแล้วนะ ริวอิจิตะโกนเรียกพอดี ผมรู้สึกอยากขอบคุณเพื่อนซะจริงๆ ผมจะได้แก้ตัวกับฮิโรกิคุงได้ คราวก่อนผมกับเคตะเกือบจะทะเลาะกันยกใหญ่ก็เรื่องฮิโรกิคุงนี่แหละ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะคุยกับเขามากนัก ถึงแม้เขาจะไม่ได้ทำอะไรผิดก็เถอะ

เอ่อ..ฉันต้องไปแล้วละ ขอโทษนะ ผมว่าแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้ามาหาเพื่อน ไปกันเหอะ ผมว่าแล้วก็เดินตามริวอิจิและเอริจังไป ก่อนจะเหลือบหันกลับไปมองฮิโรกิคุงอีกรอบ แน่นอนว่าเขาเองก็ยังมองตามมาที่ผมอยู่เช่นกัน...

 

เมื่อกี้แฟนเรียวเฮคุงเหรอคะ? เอริจังถามขึ้นมาตอนผมกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม พอได้ยินคำถามผมแทบสำลักแน่ะ

เอ่อ...ไม่ใช่หรอก ก็แค่เพื่อนน่ะ

ไม่ใช่หรอก แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะไม่คิดอย่างนั้นนะ ริวอิจิแทรกขึ้น

นั่นน่ะสิ เท่าที่เห็นเมื่อกี้ สายตาที่เขามองเรียวเฮคุงแล้วเนี่ยดูอ่อนโยนมากเลยล่ะ เอริจังว่า เรียวเฮคุงไม่ชอบเขาเหรอคะ?? เอ?? หรือว่ามีแฟนแล้ว?? ไว้พามารู้จักบ้างสิคะ

สาวน้อยยิงคำถามรัวซะจนผมไม่รู้จะตอบอันไหนดี

พูดมากไปแล้วนะเอริ จนริวอิจิต้องเป็นคนเตือนซะเอง

อ๊ะ ขอโทษค่ะ ฉันยุ่งเรื่องส่วนตัวไปสินะคะ

เอ่อ..ไม่เป็นไรหรอก ผมตอบอ้ำๆอึ้งๆ ที่ถามมาผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบว่ายังไง ...มีแฟนแล้ว???...ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกครับ...

นี่ๆ ฉันมีอะไรจะอวดล่ะ สาวน้อยยิ้ม แล้วก็เปิดกระเป๋านักเรียน หยิบรูปพารารอยด์ออกมาหนึ่งใบ แต่นแต๊น

เฮ้! ไปเอามาจากไหนเนี่ย ริวอิจิถาม

รูปที่เอริจังโชว์ให้ดูไม่ใช่รูปใครที่ไหนหรอกครับ ก็รูปเคตะนั่นแหละ ที่จริงต้องบอกว่าเป็นรูปเคตะกับ...นางแบบอีกคน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอีกอยู่ดีนั่นแหละ ยูระจังไงครับ

ก็บอกให้ริวขอเคตะให้ แล้วริวไม่ขอให้สักทีนี่นา ฉันก็เลยไปขอรุ่นพี่ที่ชมรมแทน สาวน้อยว่าพลางชี้ไปที่นางแบบสาวในรูป รุ่นพี่ยูระ สวยใช่ม๊า

....โลกกลมชะมัด...ผมนึกในใจ

สวยกว่าเธอเยอะเลย ริวอิจิแกล้งแซว

เชอะ ก็แน่ละ คนสวยขนาดนี้เขาไม่มาสนริวหรอก เนอะเรียวเฮคุง

งั้นคนอย่างเคตะเขาก็ไม่ชายตามามองยัยเตี้ยอย่างเธอเหมือนกันน่ะแหละ

ฮะๆๆ ผมแอบขำที่เห็นสองคนตรงหน้าเถียงกัน ไม่รู้เจอกันทุกครั้งต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้งรึเปล่านะเนี่ย

อ๊ะ เรียวเฮคุงก็เห็นฉันเป็นยัยเตี้ยเหรอคะ?

ไม่ใช่ๆ ผมรีบปฏิเสธก่อน แต่เห็นพวกเธอเถียงกันสนุกดีน่ะ ขอโทษนะ

แหม เห็นคนทะเลาะกันเป็นเรื่องขำแบบนี้ไม่ค่อยดีนะคะ

อืม นั่นสิ ขอโทษนะ ผมว่า

แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หน้าเรียวเฮคุงเหมาะกับเวลาหัวเราะมากกว่า เธอว่า ผมเองก็หยุดอึ้งไปนิดนึง ก็เรียวเฮคุงดูเรียบร้อย แล้วก็ขี้เกรงใจมากเลย แต่ถ้าอยู่กับพวกเราน่ะไม่ต้องเลย จะขำแบบไม่เกรงใจก็ยังได้

ผมได้แต่ยิ้มตอบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ว่าแต่...เคตะมันมีถ่ายกับนางแบบด้วยเหรอเนี่ย ไม่เห็นรู้เลย ริวอิจิแทรกขึ้นมาอีกรอบ

รู้สึกว่าจะถ่ายครั้งแรกน่ะ ผมบอก

อ้าว? นายก็รู้เหรอ? มีฉันที่เป็นเพื่อนซี้มันคนเดียวสินะที่ไม่รู้

...ฉันก็เพิ่งรู้ตอนวันที่มันไปถ่ายแหละน้า... ผมแอบนึกในใจ

ฮ่าๆๆๆ เพื่อนดังแล้วแยกวง เอริจังแซว

หนอยพูดมากน่า

ฮะๆๆ สุดท้ายทั้งคู่ก็หาเรื่องมาเถียงกันอีกจนได้ อยู่กับสองคนนี้มากๆมีหวังผมได้ขำไม่หยุดแน่ๆเลย

 

2B Continued

 

Endless Story …Chapter6…#Say you love me

 

....หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...

พอแยกจากริวอิจิและเอริจัง ผมก็โทรหาเคตะเหมือนทุกที แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่เลิกงาน

เฮ้อ.... ผมพับโทรศัพท์เก็บลงช้าๆ ก้าวขาตรงไปยังสถานีรถไฟเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน

...เอาเหอะ พรุ่งนี้ก็เจอกันอยู่ดี ยังไงวันนี้เคตะก็ทำงานวันสุดท้ายแล้วนี่นา....

ขณะนั่งรถไฟกลับบ้าน ผมก็พิมพ์ข้อความส่งไปหาเขาแทน

....เหนื่อยมั้ย? พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียน เตรียมตัวมาติวหนังสือให้ดีล่ะ...เรียวเฮ....

 

...วันต่อมา...

สรุปว่าถ้าหาค่าxไม่ได้ ก็จะหาว่าของyไม่ได้ด้วย...นี่ฟังอยู่รึเปล่า ผมว่าพร้อมเขกกบาลสองคนตรงหน้าที่ทำท่าจะหลับอยู่แล้ว

โอ๊ยย สอนดีๆ ทำไมต้องลงไม้ลงมือด้วยล่ะ ริวอิจิบ่นอุบ

งั้นก็ช่วยตั้งใจเรียนหน่อยได้มั้ยล่ะ?

ฮะๆๆ ตลกดีเนอะ เมื่อก่อนตอนย้ายมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ นายยังต้องให้พวกเราเป็นคนสอนให้แท้ๆ ร่างสูงหัวเราะพลางลูบหัวที่โดนผมเขกเมื่อกี้เบาๆ

ก็ตอนนั้นพวกนายเรียนเร็วกว่าฉันนี่นา ไม่ได้แปลว่าฉันโง่สักหน่อย อย่าพูดมากเสียเวลาน่า ตั้งใจเรียนเหอะ เดี๋ยวก็สอบไม่ผ่านหรอก

โอเคๆ ว่าใหม่สิ

กาแฟ ได้แล้วค่ะ พอดีกับที่พนักงานเสิร์ฟยกกาแฟมาให้สองที่

เอ๊ะ?? ฉันไม่ได้สั่งนิ เคตะว่า

ฉันก็เปล่านะ ริวอิจิก็ว่าด้วย

ฉันสั่งมาเองแหละ กินเข้าไปซะ จะได้หายง่วงกันสักที ผมว่าพลางรับกาแฟจากพนักงานเสิร์ฟ ยื่นให้กับสองคนตรงหน้า

....เฮ้อ...อีกหลายวันกว่าจะถึงวันสอบ ผมต้องเหนื่อยสอนเจ้าสองคนนี้แค่ไหนเนี่ย...แต่ถ้าอีกไม่กี่วันสอบ ผมว่ามันไม่รอดกันแน่ๆ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี...

ความจริงทั้งเคตะกับริวอิจิก็หัวดีกันทั้งคู่ ต่อให้อ่านหนังสือเองผมว่าก็สอบผ่านได้ง่ายๆ แต่ท่าทางทั้งคู่ไม่ได้สนใจเอาซะเลย สงสัยกะรออ่านสอบวันต่อวันแน่ๆ

 

กลับก่อนนะ บ๊ายบาย พอถึงสองทุ่มปุ๊บ ริวอิจิก็รีบเก็บข้าวของ ลุกจากที่แล้วบอกลาเราซะงั้น พวกนายก็กลับกันดีๆละ พูดเสร็จก็ทำท่าจะวิ่ง

เฮ้ อย่าลืมทำข้อสอบเก่ามาด้วยนะ ผมตะโกนไล่หลัง ริวอิจิยกมือขึ้นรับคำโดยไม่หันกลับมา

...เฮ้อ....

เหนื่อยเหรอ?? เคตะถาม

ยังจะมาถามอีก ก็พวกนายไม่เห็นจะตั้งใจเรียนเลย แบบนี้ปล่อยให้สอบตกซะก็ดี

แน่ใจเหรอที่พูดแบบนั้นน่ะ อยากเรียนจบไปคนเดียวก่อนรึไง

......... ผมไม่ตอบ มันแน่อยู่แล้วที่ผมอยากเรียนจบพร้อมทุกคน ถ้าจะให้ดีก็อยากให้เราสามคนเรียนต่อที่เดียวกันด้วย แต่ยังไงมันก็คงเป็นไปไม่ได้ ผมเลือกมหาลัยที่อยากเรียนต่อไว้แล้ว ริวอิจิก็เหมือนกัน รายนั้นคงจะเรียนต่อวิทยาลัยดนตรี ส่วนผมคิดว่าจะสอบเข้าคณะเศษฐศาสตร์ มหาลัยรัฐบาล คนที่ยังเลิกที่เรียนต่อไม่ได้ก็มีแค่เคตะคนเดียวนั่นแหละ...

แล้วนายคิดได้รึยังว่าอยากเรียนต่อที่ไหน? ผมถามทั้งๆที่กลัวคำตอบ ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อยก็อยากเรียนที่เดียวกับเคตะ

ทำไมเหรอ? ท่าทางเหมือนกลุ้มใจ มีอะไรรึเปล่านะ

อ๋อ เปล่าหรอก ก็ยังลังเลอยู่นิดหน่อยน่ะ

แต่หัวดีอย่างนาย คงจะสอบเข้ามหาลัยรัฐได้สบายๆแน่ๆ

............

เว้นเสียแต่ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือเอง ผมยิ้ม

คนที่หัวดีมันนายต่างหากล่ะ เคตะยิ้มตอบ เอาล่ะ จะกลับกันรึยัง?

อื้ม ผมเอื้อมมือเก็บหนังสือบนโต๊ะ ลุกไปจ่ายเงินที่เค้านท์เตอร์ แล้วเราก็เดินตรงไปยังสถานีรถไฟด้วยกัน

คืนนี้นอนบ้านฉันนะ ร่างสูงว่า มือใหญ่ๆกำมือเล็กๆของผมไว้

.... ผมไม่ตอบ แค่ก้มหน้าตอบรับแทน โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว ไม่งั้นเขาต้องเห็นแน่ๆว่าหน้าผมแดงแค่ไหน

 

เหนื่อยจังเลย ผมโยนข้าวของลงกับพื้น ทิ้งตัวลงบนเตียงนอน ที่ห้องของเคตะ

ไปอาบน้ำสิ เจ้าของห้องว่า พร้อมกับโยนเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวให้

นายไปอาบก่อนเหอะ ผมยังขี้เกียจอยู่เลย

รีบๆไปอาบซะ ไม่งั้นจะอุ้มไปนะ อีกฝ่ายว่าขณะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ผมก็เลยต้องรีบลุกเข้าห้องน้ำไปทันที

...เคตะนี่ชอบขู่เราอยู่เรื่อยเชียว...

ผมนึกในใจขณะปิดประตูห้องน้ำ ล็อคกลอนให้ดี

....หวังว่าเขาคงไม่เปิดล็อคเข้ามาไม่ได้หรอกนะ....

ที่ผมไม่อยากอาบก่อนก็เพราะกลัวเคตะจะตามเข้ามาอาบพร้อมกันน่ะสิ ถึงเราจะเคยอาบน้ำด้วยกันแล้วก็เหอะ

ผมไล่ความคิดบ้าๆออกไป พยายามรีบอาบน้ำให้เร็วที่สุด นี่ผมบ้ารึเปล่า ประตูก็ล็อคดีแล้ว เคตะจะเข้ามาได้ยังไงเนอะ

เสร็จแล้วล่ะ... ผมค่อยๆก้าวออกจากห้องน้ำ อ้าว?? เคตะไปไหนแล้วล่ะ? ผมมองออกไปรอบๆแต่ไม่เจอร่างเจ้าของห้องเลย

หอมจังเลย แล้วจู่ๆแขนยาวก็เข้ามารัดเอวของผมจากด้านหลัง ใบหน้าของเคตะก้มลงมาอยู่ตรง...เอ่อ...ซอกคอของผมพอดี เสื้อของเคตะที่ให้ผมใส่นอนก็ยิ่งตัวใหญ่จนไหล่ผมแทบจะโผล่ออกมาข้างนึงเลยด้วย

ปล่อยนะ เคตะ ผมบอก พยายามเบือนหน้าหนี เพราะรู้ว่ามันต้องแดงไปหมดแน่ๆ

ไม่อยากปล่อยนี่นา

จะบ้าเหรอ ไปอาบน้ำก่อนสิ ผมพูดส่งๆ ตั้งใจจะไล่ให้เขาไปอาบน้ำจะได้ปล่อยผมสักที

เอางั้นเหรอ งั้นเดี๋ยวอาบเสร็จแล้วมาต่อนะ เสียงเบาๆกระซิบข้างหูจนตัวผมแทบสั่น ก่อนที่เรียวแขนนั้นจะปล่อยร่างผมให้เป็นอิสระ

....นี่ชั้นพูดอะไรออกไปเนี่ย??....

...แต่เคตะอาจจะล้อเล่นก็ได้...

ผมแกล้งหลอกตัวเอง เพราะไม่อยากคิดว่า เดี๋ยวออกมาต่อ ของเคตะ มันหมายถึงอะไร

ว่าแต่...ง่วงจังเลย อาบน้ำเสร็จแล้วมันสบายจนตาแทบจะปิด ผมนั่งบนที่นอนของเคตะ ล้มตัวลงนอน แต่ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเผลอหลับไปได้....

 

...อืมมมมม....

ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้า ยังไม่ทันตั้งสติอะไรได้ ที่แน่ๆผมรับได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ นุ่มๆตรง...

ห๊า....

ผมลืมตาแล้วลุกขึ้นทันทีหลังจากเดาได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นหน้าเคตะอยู่ห่างจากสายตาตัวเองไม่ถึงเซนต์

อย่าเพิ่งหลับไปซะก่อนสิ ก็บอกแล้วไงว่าจะมาต่อน่ะ เสียงกระซิบเบาๆผ่านหู ผมรับรู้ได้กระทั่งลมหายใจอุ่นๆนั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ถ้าแขนของเคตะไม่ได้ประคองหลังผมไว้ ผมคงต้องล้มตัวลงอีกแน่ๆ

เอ๊ะ เดี๋ยวสิ เจ้าโย่งนี่....ไม่ได้ใส่เสื้อนี่นา!!!....

มีแค่ผ้าเช็ดตัวพันรอบเอว ซึ่งมันคงจะหลุดลงได้ทุกเมื่อ

อื้อ.... ผมพยายามจะเปิดปากพูด แต่ริมฝีปากของเคตะยังปิดมันไว้ แถมลิ้นๆอุ่นๆก็กำลังแทรกเข้ามา ยิ่งทำให้ผมหมดแรงจะพูดมากขึ้นไปอีก

มือเรียวๆสอดผ่านเสื้อยืดตัวบางที่ผมใส่อยู่ ผมพยายามดันตัวเคตะออก แต่ยิ่งมือผมสัมผัสกับผิวของเคตะแล้ว แรงที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ก็ยิ่งลดลงไปอีก

เดี๋ยวก่อน เคตะ!!” ผมสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนพูด ทันทีที่เคตะถอนริมฝีปากออกไป

...ใจนึงผมรู้สึกไม่อยากให้เขาเลิกจูบเลยเหมือนกันนะ...

หืมม? อะไรอีกล่ะ อย่ามาห้ามเลย ฉันไม่หยุดง่ายๆหรอก เขาพูดพร้อมกับซุกใบหน้าลงบนต้นคอ อุณหภูมิจากริมฝีปากบางถ่ายทอดลงบนซอกคอของผม ขณะที่มือที่สอดอยู่ใต้เสื้อก็ค่อยๆไล่สูงขึ้นจนในที่สุดเสื้อตัวบางก็ถูกเลิกขึ้นสูงและถอดออกในที่สุด

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ร่างของเราทั้งสองขึ้นมาอยู่บนเตียงทั้งคู่ ริมฝีปากสวยของเคตะค่อยๆลากผ่านจากลำคอ ลงมาจนถึงหน้าอก ขณะที่มือเรียวๆก็เลื่อนลงข้างล่างแทน

เคตะ!!”

นายน่ารักจัง เรียกอีกสิ เสียงหวานๆ หากแต่ปนด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ

อืมม...เคตะ ฉันรักนายนะ

คำที่ผมเก็บอยู่ในอกจนแทบระเบิด สุดท้ายมันก็หลุดออกมาจนได้ ตอนนี้ผมไม่สนแล้วล่ะว่ามันจะทำให้ความเป็นเราต้องหยุดลงรึเปล่า

เรียวเฮ....ฉันรักนาย

จู่ๆน้ำตาก็ไหลลงหางตาทั้งสองข้างพร้อมกันราวกับสั่งได้

.....นี่ฉันได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย...

....นายบอกว่ารักฉันใช่มั้ย....

..แค่คำนีคำเดียว....ที่ฉันอยากได้ยินมาตลอด....

เรียวเฮ เป็นอะไรน่ะ ร้องไห้ทำไม พอเคตะเงยหน้าขึ้นมาเห็นน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา ก็รีบถามใหญ่เลย ฉันขอโทษ ฉันทำให้นายไม่พอใจใช่มั้ย แล้วก็ขอโทษผมใหญ่เลย ก่อนที่แขนยาวๆจะดึงตัวผมเข้าไปกอดแนบกับหน้าอก อย่าร้องไห้เลยนะ ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้ ถ้านายไม่พอใจฉันก็จะไม่ทำ

ผมอึ้งไปนิดนึงกับคำพูดของเขา ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ฮะๆๆ

อ้าว?? จะหัวเราะหรือร้องไห้ เอาให้แน่สิ จู่ๆก็ร้องไห้ จู่ๆก็หัวเราะ เคตะก็เลยงงใหญ่

ขอโทษๆ ฉันแค่...ดีใจน่ะ... พยายามเบนหน้าไปทางอื่นเพราะรู้ดีว่าต้องหน้าแดงอยู่แน่ๆ ที่สำคัญ เราก็เปลือยท่อนบนอยู่ทั้งคู่ด้วย....

ฮ่าๆๆๆๆ แล้วจู่ๆเคตะก็เป็นฝ่ายหัวเราะซะเอง

ขำอะไรน่ะ หัวเราะดังซะขนาดนี้ ผมก็ฉุนสิ เรื่องอะไรมาหัวเราะเยาะกันแบบนี้

เปล่าๆ ก็แค่คิดว่า...นายน่ารักดีน่ะ

พอได้ยินแบบนี้ ผมก็เลยเถียงต่อไม่ออกเลย ได้แต่ก้มหน้างุด

น่ารักแบบนี้ แล้วจะให้อดใจไหวได้ยังไง แล้วหน้าสวยๆนั่นก็เข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง ค่อยๆประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากผมเบาๆ

ไม่โกรธฉันนะ เขายิ้ม ยิ่งเห็นเคตะยิ้มแบบนี้ ผมยิ่งหายใจไม่เป็นจังหวะเข้าไปใหญ่ ก็เลยได้แต่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่ตอบฉันถือว่านายไม่ปฏิเสธนะ

ถึงจะพูดแบบนั้น ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงอยู่ดี

มือของเคตะค่อยๆดันที่หัวไหล่ของผม ให้ผมนอนลงอีกครั้ง สติของผมราวกับค่อยๆหลุดลอยออกไปที่ไกลแสนไกล แต่มีคำๆนึงที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา

...ฉันรักนายนะ เรียวเฮ....

 

2B Continued

 

Endless Story…Chapter7…#Dont make me cry

 

เย้ สอบเสร็จแล้วโว๊ย เสียงร้องโหวกเหวกของนักเรียนดังขึ้นเมื่อเวลาแห่งนรก(สอบปลายภาค)ได้สิ้นสุด

เรียนจบซะที อย่างนี้ต้องไปฉลองกันหน่อยแล้ว

นี่พวกเธอ อย่าเพิ่งดีใจไป ยังเหลือสอบเข้ามหาลัยอีกนะ อาจารย์เห็นท่าของนร.แล้วเลยต้องรีบปรามเพราะพวกเรายังต้องสอบเข้ามหาลัยกันอีก จะฉลองตอนนี้มันอาจจะยังเร็วไป ช่วยเงียบกันหน่อย ครูมีเรื่องจะประกาศ เสียงของอาจารย์ทำให้เหล่านร.เงียบเสียงลงได้บ้าง โองาตะ แล้วอาจารย์ก็หันไปเรียกริวอิจิ

ครับ ริวอิจิตอบ เสียงนร.ทั้งห้องเงียบลงไปทันที เงียบจนทำให้ริวอิจินึกหวั่นๆเหมือนกัน

อ้าว ซวยล่ะสิ นายไปก่อเรื่องอะไรไว้รึเปล่าเนี่ย? ร่างสูงทำหน้าทะเล้นกระซิบกับเพื่อนสนิท

รู้มั้ยว่าทำไมถึงถูกเรียก อาจารย์ถามเสียงแข็ง

เอ่อ....ไม่ทราบครับ .... อะไรวะ?..หรือคะแนนสอบเราจะห่วยมาก แต่ก็ให้เรียวเฮติวแล้วนี่หว่า จะสอบตกได้ยังไงกันเสียชื่อโองาตะ ริวอิจิหมด...(ต้องบอกว่าเสียชื่อจิบะ เรียวเฮหมดสิ)

ครูขอบอกให้รู้ตรงนี้โดยทั่วกันนะ อาจารย์พูดเสียงดังให้ได้ยินกันทั่วห้อง ว่านายโองาตะน่ะ

....ซวยชิบ...เล่นประกาศกลางห้องเลยเหรอเนี่ย เราไปก่อเรื่องอะไรไว้เมื่อไรกัน?...

สอบผ่านนร.โควต้าของมหาลัยXแล้ว

.............. ริวอิจิทำหน้าเหวอ ขณะที่เพื่อนทั้งห้องส่งเสียงร้องดีใจแทนกันยกใหญ่

อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ โองาตะ ไม่ดีใจเหรอ

เอ่อ...ดี..ใจครับ... ท่าทางริวอิจิยังงงๆอยู่ ก็อาจารย์เล่นแกล้งกันแบบนี้นี่นา ผมล่ะแอบขำไม่ได้จริงๆ

ได้เป็นนศ.มหาลัยแล้วนะ ยินดีด้วย อาจารย์ยิ้มให้ ส่วนพวกเธอที่เหลือก็ตั้งใจอ่านหนังสือสอบล่ะ ขอให้โชคดีทุกคน แล้วเจอกันวันรับประกาศนียบัตร ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องไป

เจ๋งเลยริว นายนี่ยอดไปเลย ผมว่า รู้สึกดีใจกับเขาด้วยจริงๆ

ฉันสอบผ่านโควต้าว่ะ ฉันสอบผ่านแล้ว เย้ หลังจากยืนอึ้งอยู่สักพัก พอตั้งสติได้ ริวอิจิก็ร้องดีใจ เสียงดังลั่นไปถึงนอกห้องแน่ะ

นี่พวกนายรู้ไม๊ ถึงฉันจะอยากสอบเข้ามหาลัยดนตรี แต่คณะดนตรีของมหาลัยXเนี่ยก็เจ๋งไม่แพ้มหาลัยดนตรีเลยนะเว๊ย

ดีใจด้วยว่ะ โชคดีชะมัดเลย เคตะว่า แต่ไม่แน่ฉันกับนายอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมมหาลัยเดียวกันก็ได้นะ

...เอ๊ะ??...ว่าไงนะ??...

เคตะจะเข้ามหาลัยXหรอ? ผมหันไปถาม ก็ที่ผ่านมาเคตะบอกว่ายังตัดสินใจไม่ได้นี่นา

อืม...ก็ลองๆคิดดูแล้ว กะว่าจะเรียนสถาปัตย์ แล้วมหาลัยนี้ก็เข้าไม่ยากมากน่ะ

งั้นเหรอ... ผมรู้สึกเศร้าไปนิดนึงที่รู้ว่าเคตะไม่เลือกเรียนที่เดียวกับผม ถึงอีกใจนึงจะดีใจที่เขาเลือกที่เรียนได้ซะทีก็เถอะ

นี่ งั้นวันนี้เราไปฉลองสอบเสร็จ แล้วก็ฉลองที่ฉันเข้ามหาลัยได้กันดีกว่าเนอะ ริวอิจว่าหน้าตาเริงร่าสุดริด

อืม มีเรื่องให้ต้องฉลองซ้อนสองเรื่องแบบนี้ จะพลาดได้ไง เนอะเรียวเฮ

อะ...อืม นั่นสินะ ผมตอบ ในใจยังช็อคไม่หายกับเรื่องที่จะไม่ได้เรียนต่อที่เดียวกับเคตะ ที่จริงถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้พวกเราทั้งสามคนเรียนที่เดียวกันหมดเลย แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเองยังไม่อยากให้ใครมาบังคับทิศทางอนาคตของตัวเองเลย แล้วจะให้ผมไปกำหนดทิศทางให้คนอื่นได้ยังไงกัน

สุดท้ายพวกเราก็ไปฉลองกันที่ร้านคาราโอเกะจนดึก แต่งานนี้ไม่มีแอลกอฮอล์มาเกี่ยวแน่ครับ ผมเป็นคนห้ามพวกเขาเองแหละ ก็พวกเรายังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย ผมน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ริวอิจิกับเคตะนี่สิ ท่าทางจะแอบเซ็งอยู่เหมือนกัน

โธ่ เรียวเฮอ่ะ สอบเสร็จแล้วขอฉลองกันแบบเต็มที่หน่อยไม่ได้เหรอ? นะเรียวเฮนะ เคตะทำเสียงอ้อนจนผมแทบจะใจอ่อน แต่ไม่ได้ก็คือไม่ได้อยู่ดี

หยุดเลย ไม่ต้องมาอ้อน นายยังต้องสอบเข้าอีกนะ

แต่ฉันไม่ต้องสอบแล้วอ่ะ ทำไมต้องห้ามฉันด้วยล่ะ ริวอิจิว่าบ้าง

อยากกินนักก็ไปกินที่บ้านสิ

โธ่เอ๊ย~~~ อ๊ะ เพลงนี้ของฉัน คอยดูพลังเสียงของฉันล่ะ ทั้งคู่บ่นอุบเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังร้องเพลงกันต่ออย่างเมามันส์ สุดท้ายก็สนุกกันจนลืมเรื่องเหล้าไป เห็นมั้ยล่ะ ไม่ต้องมีแอลกอฮอล์ก็สนุกกันได้

สนุกจังเลยยยยยยยย ริวอิจิว่าขณะเดินออกจากร้าน

นั่นสิ ยังไม่อยากกลับเลยเนอะ ว่าแต่...ไม่เห็นรู้เลยว่านายจะร้องเพลงเก่งขนาดนี้นะเคตะ ผมหันไปพูดกับเจ้าคนร่างสูง

อ๊ะ หลงเสน่ห์เสียงฉันเข้าละสิ งั้นไปฟังต่อที่บ้านฉันมั้ยล่ะ?

...เจ้าบ้าเคตะ มาพูดอะไรต่อหน้าคนอื่นแบบนี้นะ....

เอ่อ...ขอโทษนะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ปะ? ริวอิจิพูดแทรกขึ้น พวกผมก็เลยหันไปหา

อะไรเหรอ?

คือ...มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันหรอก แต่ในฐานะที่ฉันเป็นเพื่อนสนิทของพวกนาย ฉันอยากรู้ตอนนี้นายสองคนเป็นอะไรกัน

.......................... ทั้งผมทั้งเคตะอึ้งไปตามๆกัน ในใจผมนึกอยากให้เคตะตอบเหมือนกัน ที่ผ่านมาเราอาจจะเหมือนคนรักกัน แต่ต่อหน้าคนอื่นเคตะไม่เคยพูดอะไรออกไป ถึงพูดก็ทำเหมือนเล่นๆ จนผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวยังไงดีกันแน่

ฮะๆๆ พูดอะไรแบบนั้น นายเห็นเราเป็นอะไรกันล่ะ? เคตะยังหัวเราะ ทำท่าพูดเล่นต่อ ผมล่ะเบื่อชะมัดเลย พูดจาคลุมเคลืออยู่ได้

ถ้านายให้ฉันพูดนะ..... ริวอิจินิ่งไปนิดนึงก่อนจะพูดต่อ ฉันว่าพวกนายดูเหมือนคนรักมากกว่าเพื่อน

...................... ริวอิจิทำเราทั้งคู่อึ้ง พูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว แล้วจู่ๆมือใหญ่ก็กอดไหล่ผมไว้

ถ้าอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างที่นายคิดนั่นแหละ เสียงเคตะดังขึ้นข้างๆ แต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวมันเหมือนจะดังกว่าเสียงของเคตะที่ผมได้ยินซะอีก

ก็แค่นั้นแหละ ริวอิจิว่า แล้วก็หันมายิ้มให้ผม ผมรู้สึกว่าท่าทางริวอิจิจะรู้ใจผมมากกว่าเคตะซะอีกนะเนี่ย งั้นไม่อยู่เป็นกขค.ละ ไปดีกว่า

กลับดีๆนะริว ผมว่า เขาหันมาโบกมือให้ก่อนจะเดินไป ส่วนผมกับเคตะก็....

งั้นเราก็กลับกันเหอะ ฉันง่วงแล้วละ

ที่ว่ากลับเนี่ย กลับไปไหนล่ะ? เคตะถามยิ้มๆ ผมพอจะเดาออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ ก็เลยหน้าแดงขึ้นมา

ก็กลับบ้านใครบ้านมันน่ะสิ ถามได้

เอ...แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินใครบางคนบอกว่ายังไม่อยากกลับนี่นา

....ซวยล่ะสิ ผมพูดออกไปอย่างนั้นจริงๆ ผมหมายถึงยังอยากร้องคาราโอเกะต่อต่างหากล่ะ...

ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นสักหน่อย ผมทำท่าเดินออกจากตรงนั้น ตอบแบบไม่มองหน้าเคตะเพราะรู้สึกว่าหน้ามันร้อนขึ้นมาซะเฉยๆ

อ้าว แล้วหมายความว่าไงล่ะ ไม่ใช่ว่าจะไม่กลับบ้านตัวเองแต่จะไปบ้านฉันแทนหรอกเหรอ?

พูดตอนไหนไม่ทราบ? ผมหันไปว่า

ก็ตอนนี้ไง มือใหญ่ดึงข้อมือผมไว้แล้วก็ฉุดผมเข้าใกล้ตัวเองแล้วก็ยิ้มหวานให้ ว่าไงครับ

...มาไม้นี้อีกละ...

เจอรอยยิ้มแบบนี้ของเคตะทีไร ผมพูดไม่ออกทุกที มันก็ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะไปบ้านเขาหรอกนะ ที่จริงผมอยากไปใจจะขาด แต่อยู่กับเคตะมากๆ ใจมันเต้นรัวจนผมรู้สึกทรมาน แถมผมยังเขินจนไม่รู้จะเอาหน้าตัวเองไปไว้ตรงไหนทุกที แต่ถึงอย่างนั้น เวลาผมไม่ได้เจอหน้าเขา ผมกลับนึกถึงแต่เขาตลอดทุกวินาที แปลกมั้ยครับ หรือว่าผมเป็นบ้าไปแล้วก็ไม่รู้นะเนี่ย

ว่าไงล่ะ เขาจ้องหน้า แล้วก็ยิ้มให้ผมอีกแล้ว โอยย...แค่นี้ผมก็เขินจนจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว แปลกนะครับ ปกติผมไม่ใช่คนขี้อายหรืออะไรมากมายสักหน่อย แต่กับเคตะแล้ว ผมเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง พูดอะไรก็ไม่ค่อยตรงกับใจ ทั้งๆที่ใจของผมน่ะเป็นของเขาไปหมดแล้ว ไม่เข้าใจเลย ทำไมผมถึงรักเขาได้ขนาดนี้นะ

ไม่ตอบ แสดงว่าไม่ปฏิเสธนะ

เอ่อ....ก็....ได้ ผมตอบเบาๆ

อะไรนะ? แล้วเจ้าร่างสูงก็ยังจะแกล้งผมอีก ไม่ได้ยินเลย

ไปก็ได้ ไปบ้านนายก็ได้ ผมตะโกน หัวใจเต้นเร็วจนผมรู้สึกกลัว

ร่างสูงไม่ตอบอะไรอีก เขายิ้ม มือใหญ่ๆกุมมือข้างนึงของผมไว้ งั้นก็กลับกันเหอะ

อ...อื้ม แล้วเราก็เดินจูงมือไปยังสถานีรถไฟด้วยกัน

 

ฮ้า...เหนื่อยจังเลย ผมทิ้งตัวลงบนเตียงของเคตะราวกับเป็นเตียงของตัวเอง ระยะหลังนี้ผม(ถูกบังคับให้)มาที่นี่บ่อยๆ จนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของผมไปแล้วครับ กลับกันเคตะจะมานอนบ้านของผมก็แค่นานๆที ส่วนนึงเป็นเพราะว่าเคตะต้องไปทำงานถ่ายแบบอยู่เรื่อย นอนที่บ้านตัวเองยังไงก็สะดวกกว่า

ร่างสูงวางกระเป๋าลงกับพื้น ก่อนจะมานั่งลงข้างๆ แล้วก็ก้มมาจ้องหน้าผมอยู่ได้ ผมถึงกับต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

จะบ้าเหรอ มาจ้องอยู่ได้(เขินนะเฟ้ย)

ก็อยากมองคนน่ารักอ่ะ

..................... ผมไม่ตอบ แล้วก็ไม่กล้าหันหน้ากลับไปมองเขาด้วย ผมว่าตัวเองตอนนี้คงหน้าแดงสุดๆเลย

นี่.... ผมเรียกเขาทั้งๆที่ยังหันหน้าไปทางอื่น

ว่าไง?

ถ้านายเข้ามหาลัยXจริงๆ อีกหน่อยเราคงไม่ค่อยได้เจอกันแล้วสินะ เศร้าจัง ผมชักไม่อยากเรียนจบซะแล้ว อยากจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปตลอด

อืม...ก็อาจจะเจอกันน้อยลง

ยิ่งเคตะยอมรับแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกเศร้าใหญ่เลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันเลยนี่นา

.......................... ผมไม่ตอบ แค่คิดผมก็รู้สึกเหงาแล้ว ถ้าไม่ได้เจอเคตะผมจะร้องไห้ไม๊นะ ผมว่าต้องร้องแน่ๆเลย ถึงแม้ผมจะพยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีเคตะอยู่ข้างๆ ผมคงทนไม่ได้แน่ๆ

นี่...งอนอยู่เหรอ

ไม่ได้งอนสักหน่อย

งั้นก็หันมาทางนี้สิ มือใหญ่ๆจับไหล่ของผมให้หันกลับมาทางตัวเขา ขยับสองแขนมาคร่อมร่างของผมไว้ เฮ้...อย่าร้องไห้สิ

ยังไม่ทันจะแยกจากกันจริงๆ ผมก็น้ำตาคลอซะแล้ว

ร้องไห้แล้วไม่น่ารักนะ เขาก้มลงกระซิบ จูบลงบนเปลือกตาของผมเบาๆ

งั้นนายก็อย่าทำให้ฉันร้องไห้สิ

....เพราะฉันจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายเพียงคนเดียว....

อืม...ฉันจะไม่ทำนายร้องไห้อีก ฉันสัญญา ริมฝีปากนุ่มๆถูกประทับลงมา จูบของเคตะก็ยังหวานเหมือนเคย ลิ้นอุ่นๆค่อยๆแทรกผ่านเข้ามาช้าๆ นิ้วเรียวกำลังปลดกระดุมเสื้อนักเรียนของผมอยู่

เดี๋ยว เคตะ ผมยื่นมือเข้าไปห้าม แต่เคตะกลับจับมือของผมขึ้นไปพาดบนคอของเขาแทน แล้วก็ลดมือตัวเองกลับลงมาที่กระดุมเสื้อเหมือนเดิม จนกระทั่งมันถูกปลดออกจนหมด

อา........ ริมฝีปากบางค่อยๆไล้ลงจากซอกคอลงไปถึงหน้าอก ขณะที่นิ้วเรียวๆกำลังสอดผ่านของกางเกงของผมลงไป

เรียวเฮ...นายน่ารักที่สุดเลย...

ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว ในหัวมีแค่คำๆเดิม วนเวียนซ้ำไปมา

ฉัน...ฉันรักนายนะ เคตะ

2B Continued

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
งืมๆๆๆๆ สงสัยว่าตัวเองจะลืมอ่านตอน7อ่ะพี่ปิง แต่ว่า น่ารักมากกกกก
เคตะกำลังจะเผด็จศึกแล้วเหรอเนี่ย ลุ้นๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดด อยากเป็นเคตะซะเอง
ขอตัวไปอ่านตอน8ต่อก่องนะคะ
#1  by  Kai_W-inds. (203.150.64.254 /203.150.85.221) At 2006-09-12 21:48, 
โอ้วลงเอยกันซะทีอะนะ หวานกันจิงๆเลย เคตะเนี่ยขี้อ้อนจังเลยนะ ส่วนเรียวเฮเนี่ย เหมือนจะรักมากเลยระแวงไปหมดเลยนะเนี่ย
แต่เอาเหอะรักกันก็ดีแล้วๆ

แล้วจะตามอ่านต่อนะค่ะ
#2  by  Zhou (202.133.189.94) At 2006-09-23 23:27, 
แอบตกใจนิดนึงตอนที่พี่ริวถาม
กลัวเคตะมันจะไม่ตอบไปเนี่ยสิ
แย่เลย
เรื่องนี้น่าร๊ากกคร่า
ตามไปอ่านตอนแปดนะคะ
#3  by  keichan (124.121.89.70) At 2006-11-01 18:46, 
โอ้ววว ชอบคู่เคเรียวจิงๆ เรื่องนี้น่ารักมากๆเลยค่าcry เคตะก้อหล่อเท่ อ้อนเรียวเฮตลอดเวลา เรียวเฮก้อน่าร๊ากน่ารัก คิดมากเรื่องเคตะตลอดเวลา น่ารักกันจิงๆbig smile จะตามอ่านต่อเรื่อยๆค่ะ
#4  by  ladyvalentine (58.8.203.216) At 2008-12-13 13:11, 

<< Home