Endless Story…Chapter8…#Just for you
ช่วงนี้ผมมีความสุขทุกวันเลย
ทำไมน่ะเหรอ?
ก็เพราะช่วงก่อนสอบเข้ามหาลัยเนี่ย
เคตะไม่ต้องไปทำงานไงครับ
ถึงเราจะต้องนั่งปวดหัวกับการท่องตำรา
แต่ผมก็ได้นั่งติวหนังสือกับเขาแค่สองคน
ส่วนริวอิจิน่ะเหรอ
ขอโทษนะครับ
จะหาว่าผมไม่สนใจเพื่อนก็ได้
ผมไล่ให้เขาไปเดทกับเอริจังที่สอบเสร็จแล้วเหมือนกันเองแหละ
ก็ขืนให้มาอยู่ด้วยก็เป็นกขค.ระหว่างผมกับเคตะน่ะสิ
อุ๊บบ
ผมล้อเล่นน่ะ
แต่เขาสบายแล้วนิ
ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ
ถ้ามาอยู่กับพวกเราเขาก็เซ็งแย่สิ
หรือไม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นว่าเขามากวนให้พวกเราไม่มีสมาธิอ่านหนังสือไปแทน
“เรียวเฮ
เรียวเฮ”
คนตรงหน้าเรียกผม
แต่ผมกลับเหม่ออยู่ซะงั้น
“เป็นอะไร
นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว
รู้นะคิดอะไรอยู่”
พูดเสร็จก็ยิ้มแบบมีเลศนัย
“จะบ้าเหรอ
ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย” ...บ้าจริง
อย่างนี้ก็เท่ากับว่าต่อให้ริวอิจิอยู่หรือไม่อยู่ผมก็ไม่มีสมาธิอยู่ดี
แล้วจะสอบเข้ามหาลัยได้ไม๊เนี่ยเรา...
(ป่านนี้ริวอิจิจามไปหลายรอบละ)
“ถ้านายต้องการล่ะก็
ฉันพร้อมเสมอ”
แล้วก็ยื่นมือมาลูบแก้มผมเบาๆ
ผมถึงกับต้องรีบปัดออก
“เคตะ
ทำอะไรน่ะ
คนอื่นเขาเห็นหมดนะ”
....ที่จริงๆผมไม่ได้อายคนอื่นหรอก
ผมอายเคตะคนเดียวนั่นแหละ...
“ล้อเล่นน่ะ
ก็เห็นนายไม่มีสมาธิ
เรียกก็ไม่ตอบ”
....จริงของเคตะ
แต่รู้มั้ยว่านายยิ่งทำให้ฉันไม่มีสมาธิเข้าไปใหญ่....
“แล้วเรียกทำไมล่ะ?” ผมถาม
“ก็จะถามสูตรของโจทย์ข้อนี้น่ะ
ฉันไม่ค่อยแน่ใจ”
แล้วก็ยื่นชีทมาให้ผม
ผมก็อธิบายไปตามเรื่องตามราว
“อ๋อ
เข้าใจละ
นายนี่เก่งชะมัดเลย
ฉันเกือบจะลืมไปแล้วนะว่านายเคยต้องให้ฉันติวให้สมัยย้ายโรงเรียนมาใหม่ๆ”
“ฮะๆๆ
นั่นมันนานมาแล้วนะ
ตอนนั้นฉันก็หลงคิดว่านายเรียนเก่งมากซะอีก” ผมแกล้งแซว
“หนอย
แอบว่าฉันนี่นา
ไม่ใช่เรียนไม่เก่งเว๊ย
แค่ขาดเรียนบ่อยเท่านั้นเอง
ถ้าฉันมาเรียนได้ทุกวันเหมือนนาย
รับรองนายแพ้ฉันแน่
เรียวเฮ”
“ฮะๆๆๆ
โอเคๆ
เชื่อแล้วๆ”
เห็นเคตะทำท่าอวดว่าตัวเองเก่งแบบนี้แล้วผมละอดขำไม่ได้
แต่ผมก็เชื่อว่าเขาเก่งจริงๆนะ
เพียงแต่ขยันน้อยไปหน่อยเท่านั้นแหละ
“ข้างนอกฟ้ามืดๆนะ
ฉันว่าเรากลับบ้านดีกว่า”
เคตะว่าหลังจากมองผ่านกระจกร้านกาแฟออกไปข้างนอก
“ถ้าฝนตกล่ะแย่เลย”
“อืม
นั่นสิ
แต่ว่าไปบ้านฉันนะ” ผมตอบ
ก็ไม่ได้กลับบ้านหลายวันแล้วนี่นา
ตั้งแต่ต้องเริ่มติวสอบผมก็หอบหิ้วตำรามานั่งติวกับเคตะตลอดเลย
“เอ๊ะ
พูดแบบนี้
ชวนฉันเข้าบ้านรึไง?”
ร่างสูงพูดเสียงทะเล้น
.....อ๊ะ...ที่จริงเราพูดว่าจะกลับบ้านตัวเอง
ไม่ต้องบอกให้เคตะไปด้วยก็ได้นี่นา....พลาดซะแล้วสิ....
“ไม่ได้ชวนซะหน่อย
ก็แค่จากที่นี่เดินไปบ้านฉันมันใกล้กว่า
ถ้าไม่อยากไปก็อย่าไป
กลับบ้านตัวเองไปสิ”
ผมรีบแก้ตัว
รวบกองหนังสือใส่มือข้างนึงแล้วลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวๆๆๆ”
เคตะว่าพลางดึงแขนข้างที่ยังว่างของผมไว้
“ใครว่าไม่อยากไปล่ะ
รอให้ชวนมาตั้งหลายวันแล้ว
คิดถึงกลิ่นที่นอนบ้านนายจะตาย”
“...บ้า...”
ผมว่าเบาๆแล้วก็เดินหนีออกจากร้านไป
แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มไม่ได้
“อ้าว
รอก่อนสิ”
เคตะรีบลุกไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ก่อนจะวิ่งไล่ตามผมมานอกร้าน
ผมซึ่งเดินก้มหน้าก้มตาเพราะว่ากำลังเขินก็เลยซุ่มซ่ามไปชนใครเขาเข้าให้จนหนังสือในมือผมหล่นกระจายไปหมด
“อ๊ะ
ขอโทษครับ”
ผมรีบก้มเก็บหนังสือขึ้นมา
คนที่โดนผมชนก็ใจดีช่วยผมเก็บด้วย
“ซุ่มซ่ามจริงเชียวนายนี่”
เคตะที่เดินตามหลังมาถึงว่ายิ้มๆ
แล้วก็รับของในมือของผมไปถือ
“ขอบคุณนะคร....”
ผมกำลังจะขอบคุณคนตรงหน้าที่ช่วยเก็บหนังสือให้
แต่ก็พูดได้ไม่ทันจบดี....”...ฮิ...โรกิคุง”
มือที่ยื่นไปรับของหยุดนิ่งไปโดยที่ผมไม่ตั้งใจ
จนเคตะต้องยื่นมือไปรับซะเอง
“บังเอิญจัง
ไม่ได้เจอกันนานนะเรียวเฮ
สบายดีรึเปล่า”
“อ..อื้ม”
ผมตอบไปแค่นั้น
แล้วก็รู้สึกถึงแรงกอดจากเคตะ
ก็เขาเล่นเอื้อมมือมากอดไหล่ผมไว้แน่นเลย
“สบายดีสิ
ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ”
เคตะพูดต่อแทนผม
“ยังรักกันดีนะ”
ฮิโรกิว่ายิ้มๆ
แต่ผมรู้ว่าบรรยากาศมันมาคุยังไงก็ไม่รู้
ท่าทางเคตะจะอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาแล้วแน่ๆเลย
“ใช่
รักกันมากด้วย”
เคตะยังพูดต่อ
พูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นผมก็เขินนะ
ถึงอีกใจจะดีใจอยู่ลึกๆก็เถอะ
“ไปกันเถอะเรียวเฮ”
แล้วก็ลากผมออกมาจากตรงนั้นทั้งๆที่ยังกอดไหล่ผมเอาไว้อยู่
“โอ๊ย
เดี๋ยวสิเคตะ”
ผมนึกอยากจะขอโทษฮิโรกิคุง
เห็นชัดๆว่าเคตะเขาจงใจจะไม่ให้ผมได้คุยกับฮิโรกิคุงเลย
เสียมารยาทชะมัดเลย
จะว่าไปผมก็ไม่ได้เจอฮิโรกิคุงตั้งนานแล้ว
ผมเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคตะเขาเคย...เคยหึงผม..เรื่องของฮิโรกิคุงมาก่อน
“เคตะ
ฉันเดินลำบากนะ” ผมว่า
ก็เล่นกอดไหล่ทั้งๆที่ถือของเต็มมือ
แถมยังเดินเร็วๆอีก
“เคตะ”
พอผมพูดหลายทีเข้า
เขาก็เลยกอดปล่อยมือออก
แล้วก็เดินจ้ำอ้าว
นำลิ่วไปอยู่คนเดียว
ลำบากให้ผมต้องวิ่งตามอีก
“จะโกรธอะไรนักหนาเล่า”
จู่ๆก็เล่นไม่พูดไม่จาแบบนี้
“ไม่ได้โกรธสักหน่อย”
....เชอะ
หน้าบึ้งแบบนั้น
เห็นอยู่ชัดๆว่าโกรธแท้ๆ...
“ถ้าไม่ได้โกรธแล้วทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยล่ะ”
“.................”
เวลาเคตะหึงแล้วเป็นแบบนี้สินะ
ถ้าไม่โวยวายไร้สติแบบคราวก่อน
ก็เงียบไปเลย
เอ...หรือว่าจะเป็นลมสงบก่อนพายุเข้าหว่า
ชักเสียวๆเหมือนกันนะเนี่ย
“นี่.....”
ผมก็เลยต้องเป็นฝ่ายง้อ
ดีกว่าให้พายุถล่ม
เดี๋ยวจะไปกันใหญ่
“ท่าทางอาลัยอาวรณ์กันจังนะ”
....นั่นปะไร
ยังไม่ทันขาดคำ
เริ่มซะแล้ว...
“ห๊ะ???
หมายความว่าไงน่ะ?”
“ก็ดูสายตาของเจ้าฮิโรกิมันดิ
ท่าทางมันยังมีใจให้นายอยู่แน่ๆ
แล้วนายยังจะไปคุยดีกับมันอีก”
......เคตะ
นายบ้ารึเปล่า
ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ต้องคบเพื่อนคนอื่นนอกจากนายเลยสิ
ถ้าคุยกับใครแล้วนายจะคิดแบบนี้ไปซะหมดน่ะ....
ßผมอยากจะพูดออกไปแบบนี้จัง
แต่ถ้าพูดไป เกิดเคตะยิ่งฉุนขึ้นมามีหวังแย่แน่ๆ
ผมไม่อยากให้เราต้องมาทะเลาะกันหรอกนะ
“เคตะ
ฮิโรกิคุงน่ะเป็นแค่เพื่อนฉันนะ
ไม่ว่าเขาจะคิดยังไงกับฉัน
แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราสองคนนี่นา”
“...............”
“เชื่อเถอะ
ว่าฉันน่ะ
....เป็นของนายคนเดียว.....” ผมยิ้มให้
แปลกนะ
เวลาแบบนี้ผมกลับไม่รู้สึกเขินมากมายเหมือนอย่างทุกที
อาจจะเป็นเพราะว่า
ยอมเขินก็ยังดีกว่าต้องเสียเคตะไป
ผมคิดแบบนั้นจริงๆ
“นะ
หายโกรธยัง”
“...............”
...แน่ะ
ยังไม่ยอมพูดอีก...
“ยังไม่หายโกรธเหรอ
แล้วต้องทำยังไงอีกล่ะ”
“..............”
เคตะยังเงียบไปนิดนึง
ก่อนจะ....
“น่ารักแบบนี้
ใครจะใจแข็งอยู่ได้อีกละ”
เขาว่าพลางยกแขนขึ้นกอดเอวผมไว้
พอโดนอีกฝ่ายเป็นคนรุกแบบนี้แล้วผมก็กลับรู้สึกเขินขึ้นมาอีก
“ก็น่ารักแค่กับนายคนเดียวนั่นแหละ”
ผมตอบทั้งๆที่ตัวยังอยู่ใต้อ้อมแขนของเขาอยู่
“ให้มันจริงเหอะ
เห็นโปรยเสน่ห์ไปทั่ว
แล้วจะไม่ให้ฉันหึงได้ยังไง”
“ตาคนขี้หึง”
“ก็อยากน่ารักเกินไปทำไมล่ะ”
“....น่ารัก....แล้วนายรักฉันรึเปล่าล่ะ” .......ตายๆๆๆ
นี่ผมกล้าถามออกไปได้ยังไงเนี่ย....
รู้สึกตัวอีกทีนี่เราเดินมาถึงหน้าบ้านแล้ว
ผมถามออกไปขณะก้มหน้าก้มตาไขกุญแจเข้าบ้านอยู่
“อยากรู้เหรอ?”
ร่างสูงยิ้ม
ยิ้มแบบนี้
น้ำเสียงแบบนี้....”เดี๋ยวก็รู้”
พูดเสร็จตอนที่ผมเปิดประตูได้
แล้วมือใหญ่ๆก็ฉุดแขนผมเข้าห้อง
........ปัง...........
เสียงประตูปิดดังลั่นเพราะเคตะใช้แรงผลักมันกลับ
มือนึงคว้าเข้าข้างเอวผมไว้
ส่วนอีกมือก็เชยคางผมขึ้น
พร้อมกับประกบริมฝีปากลงมา
...ไม่ครับ
เขาไม่ได้จูบเบาๆหวานๆแบบทุกที
แต่แทบจะกดลงมาเลยก็ว่าได้
แล้วผมจะไปตั้งรับทันได้ยังไง
“อื้อ.....”
ผมร้องเพราะหายใจไม่ได้
“ฉันไม่ได้......”
พอได้จังหวะจะพูด
แต่ก็ยังพูดได้ไม่จบ
เขาก็ปิดปากผมลงมาซ้ำอีกรอบ
แถมคราวนี้ยังดันลิ้นเข้ามาอีก
“อา..........”
ไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้ผมทำอะไรก็ไม่ถูก
คิดอะไรก็ไม่ออก
สองแขนของผมขึ้นไปโอบที่คอของเคตะตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
มือใหญ่ๆของเขาข้างนึงประคองข้างหลังผมไว้
ไม่อย่างนั้นผมคงทรงตัวให้ยืนไม่อยู่แน่ๆ
ขาผมมันหมดเรี่ยวแรงแทบจะทรุดลงมาอยู่แล้ว
“อา....เคตะ....เดี๋ยว......”
ผมพูดอะไรไม่ได้เลย
เมื่อริมฝีปากของผมยังถูกโลมเลียอยู่ตลอด
“อื้อ.............”
“อยากรู้ใช่มั้ย?” เขาพูด
ริมฝีปากบางค่อยๆลากไปยังแก้มของผม
เขาจูบลงตรงนั้นทีตรงนี้ที
ลากไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ข้างหู
แล้วกระซิบเบาๆ
“อยากรู้ใช่มั้ยว่าฉันรักรึเปล่า?”
........แถมแบบนี้แล้วจะให้ตอบยังไงกัน........
ผมไม่ตอบ
ได้แต่ก้มหน้างุดๆอยู่ตรงหน้าอกกว้างของเคตะ
“ว่าไงล่ะ?”
ว่าแล้วก็บรรจงจูบลงข้างหู
ก่อนจะลากลงมาที่ซอกคอ
แล้วก็ลามต่ำลงมาเรื่อยๆ
“....อื้อ......”
ผมตอบอึกอักอยู่ในลำคอ
เขินจะแย่
ก็พูดแบบนี้มันเท่ากับว่า
อยากให้เคตะ “รัก”
ให้มากกว่านี้นี่ครับ
>///<
พอได้ยินผมพูดแบบนั้น
เขาก็รีบช้อนร่างของผมขึ้นอุ้ม
แล้วก็พาไปที่เตียงนอนพร้อมกับจับผมนอนลงทันที
“รับรองว่านายต้องสำลักความรักของฉันแน่ๆ”
นิ้วเรียวๆปัดผมที่ลงมาปรกหน้าผากผมออกเบาๆ
เขาเริ่มจากค่อยๆเลียริมฝีปากผมเบาๆ
ช้าๆ “หวานจัง
อยากชิมอีกเยอะๆเลย”
(เมื่อกี้ยังไม่พออีกเหรอยะ?)
ว่าแล้วก็ก้มลงจูบแบบหวานๆ
นุ่มๆ
อย่างที่เคยทำ
“อืมมมมม
เคตะ.....”
....มันหวานอย่างที่เคตะบอกจริงๆด้วย.....
ลิ้นอุ่นๆค่อยๆแทรกผ่านเข้ามาช้าๆ
ก่อนที่เคตะจะค่อยๆเพิ่มแรงกดลงจนผมเริ่มหายใจไม่ทันอีกครั้ง
“อา.....”
มือข้างนึงค่อยๆเลิกเสื้อยืดผมขึ้นจากด้านล่างจนกระทั่งถูกถอดทิ้งไป
ผมสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของปลายนิ้วเรียวที่ลากอยู่บนท้อง
ลามขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงหน้าอก
เขาค่อยๆถอนริมฝีปากออกแล้วลากมันผ่านลงไปตรงหน้าอก
ก่อนจะโลมเลียไปทั่ว
“อาา.............”
“รู้รึยัง?”
เคตะใช้ปลายลิ้นลากผ่านผิวหนังของผม
ผมรู้ได้เลยว่ามันคงต้องร้อนไปหมดแล้วแน่ๆ
“รู้รึยัง
ว่าฉันรักนายมั้ย?”
“อื้อ.............” ผมเผลอครางออกไปโดยไม่ได้คิด
ถ้าเป็นปกติแล้วผมคงไม่กล้าตอบหรอก
“น่ารักจัง.......น่ารักแบบนี้กับฉันได้คนเดียวนะ”
“......อื้อ.......”
บ้าจังผมครางออกไปอีกแล้ว
ก็เคตะเขา.......
“ฉันจะรักนายให้ดีที่สุดเลย....เรียวเฮ”.....
2B Continued
Endless Story…Chapter9… #one more
night
...เฮ้อ..ในที่สุดเวลาความสุขก็หมดลง...
“เย้!! สอบเสร็จสักทีเนอะ”
เคตะหันมายิ้มกับผมขณะเดินออกจากห้องสอบ
ผมก็แสร้งทำเป็นยิ้มตอบ
ผมไม่ได้พูดผิดหรอกนะครับ
ที่ว่าเวลาแห่งความสุขหมดลงน่ะ
ก็ตอนนี้พวกผมสอบเช้ามหาลัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ที่เหลือก็แค่รอฟังผลอยู่กับบ้านไม่ต้องทำอะไร
ที่จริงผมน่าจะบอกว่าช่วงเวลาแห่งความทรมานสิ้นสุดลงใช่มั้ยล่ะ
แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่เลย
สอบเสร็จ
แปลว่า
เคตะจะกลับไปทำงานอย่างเดิม
แล้วผมก็คงจะถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว...
“เอ๋??
เรียวเฮ
ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ
อย่าบอกนะว่าทำข้อสอบไม่ได้”
...อ๊ะ
แย่ละสิ
ผมเผลอคิดมากจนแสดงออกมาทางสีหน้าอีกจนได้
กะจะไม่ให้เคตะจับได้แล้วเชียวนะ..
“เอ๊ะ
หรือกลัวว่าจะไม่ได้เต็ม”
“ฮะๆๆ”
ผมยิ้มออกมาได้นิดนึง
“พูดเกินไปน่ะ
ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นสักหน่อย
สำหรับฉันแค่สอบติดก็พอแล้วล่ะ”
“สอบเสร็จแล้ว
เราไปฉลองกันนะ” เคตะพูดต่อ
“เอาสิ”
“งั้นโทรเรียกริวอิจิออกมาด้วยละกันนะ”
“อื้อ” ผมยิ้มตอบ
ที่จริงถ้าได้ฉลองกับเคตะสองคนก็ดีหรอก
แต่พักหลังๆช่วงก่อนสอบพวกเราไม่ค่อยเจอริวอิจิสักเท่าไร
ถ้าได้ออกมาเที่ยวด้วยกันสักหน่อยก็น่าจะดี
ผมเองก็คิดถึงเขาอยู่เหมือนกัน
“เป็นไงบ้างเพื่อน
ทำข้อสอบได้ปะ”
เสียงริวอิจิตะโกนเข้ามาในร้านทักทายพวกเราที่ยืนสั่งเครื่องดื่มอยู่หน้าเค้าท์เตอร์
“หน้าระรื่นมาเชียวนะ
ไม่สบายเหมือนคนสอบโควต้าได้หรอก”
เคตะแอบกัดเพื่อนสนิทเล็กน้อย
“แต่ระดับอย่างพวกฉันแล้ว
ไม่มีคำว่าทำไม่ได้เว๊ย”
“เออ...แล้วจะคอยดู
เกิดสอบไม่ติดขึ้นมาจะสมน้ำหน้าให้”
“ฮะๆๆ”
เห็นสองคนนี้เถียงกันแล้วผมก็อดขำไม่ได้
“เออ..แล้วเอริจังล่ะ
ไม่มาด้วยกันเหรอ?”
ผมถามหาแฟนสาวของเจ้าริว
“เด็กๆจะมาร้านแบบนี้ได้ยังไง”
“อ๊ะ...จริงด้วยสิ”
ผมลืมไปว่าเราอยู่กันที่ผับแห่งนึง
คงไม่เหมาะสักเท่าไรถ้าจะให้เอริจังมาด้วย
จะว่าไปที่จริงผมก็ไม่ได้ชอบร้านพวกนี้สักเท่าไรหรอกนะ
แต่ถือว่านานๆมาสักทีละกัน
“นี่ๆๆ
เอาเป็นว่าไหนๆก็สอบเสร็จกันหมดทุกคนแล้ว
งั้นฉลองกันให้เต็มที่ดีกว่าเนอะ”
เคตะยิ้มซะกว้าง
ท่าทางเขาคงโล่งอกจริงๆนั่นแหละที่สอบเสร็จสักที
...ไม่เหมือนกับผม..
“ได้เลยเพื่อน
รอพวกแกสอบเสร็จอยู่เนี่ย
ฉันเลยหาเพื่อนดื่มด้วยกันไม่ได้เลย” ริวอิจิบ่น
ก่อนจะหยิบแก้วค็อกเทลสีสวยขึ้นกรอกปาก
“นี่
ดื่มมากระวังเมากลับบ้านไม่ถูกนะ” ผมเตือน
“โธ่
เรียวเฮก็
ฉลองกันเต็มที่ทั้งที
จะห่วงเรื่องเมาทำไม”
เคตะหันมาว่าก่อนจะหยิบแก้วเหล้าขึ้นดื่มบ้าง
(เด็กดีไม่ควรเอาอย่างนะคะ)
“.....อืม...จริงสินะ” ผมยิ้มตอบ
...เอาเหอะนะ
นานๆที....
แล้วพวกเราก็สนุกสนานกันยกใหญ่
“อ๊ะ...เรียวเฮ
ไปเต้นกันดีกว่า
ฉันชอบเพลงนี้”
จู่ๆมือใหญ่ๆก็ฉุดผมออกจากที่นั่งออกไปเต้น
“เฮ๊ย
เดี๋ยวสิ
ฉันเต้นเป็นซะที่ไหนล่ะ”
ผมพยายามจะดึงตัวเองกลับไปนั่งที่
แต่เคตะกลับออกแรงดึงผมมากกว่าเดิม
“ไม่เห็นเป็นไรเลย
เดี๋ยวฉันสอนให้”
สุดท้ายผมก็เลยจำใจต้องออกไปเต้นด้วยทั้งๆที่เต้นไม่เป็นเลยสักนิด
อายคนอื่นเขาจะตายไป
“โอ๊ย....”
จู่ๆก็มีใครชนหลังผมเข้าจนผมล้มใส่เคตะที่ยืนอยู่ตรงหน้า
โชคดีที่ร่างใหญ่ๆกับแขนของเคตะรับตัวผมเอาไว้พอดี
“อ้าว
เมาซะแล้วเหรอ”
เขาพูดทั้งๆที่หน้าของผมชนลงตรงหน้าอกเขาพอดี
“ป..ป่าว......”
ตั้งใจจะปฏิเสธว่าไม่ได้เมา
แต่พอจะเงยหน้าขึ้น
ผมก็รู้สึกมึนหัวขึ้นมาเล็กน้อย
มือของผมจับแขนเคตะไว้แน่นเพราะรู้สึกว่าไม่มีแรงจะทรงตัวให้ตรงได้เท่าที่ควร
“เป็นอะไรรึเปล่าเรียวเฮ”
แขนของเคตะรับรู้ได้ถึงน้ำหนักตัวที่ผมกดลงไป
“ไปนั่งพักก่อนนะ”
แล้วก็เลยพาผมกลับไปที่นั่ง
“เฮ้
เรียวเฮเป็นอะไรรึเปล่า?”
พอริวอิจิเห็นผมถูกหิ้วกลับมาก็เลยตกใจใหญ่เลย
พร้อมกับรีบยื่นแก้วน้ำให้
“เมาเหรอ?
เห็นดื่มไปไม่เท่าไรนี่นา”
“เปล่าหรอก...แค่หายใจไม่ค่อยออกน่ะ”
ก็ในร้านคนมันเยอะนี่นา
แถมยังมีแต่ควันบุหรี่
ถึงแม้อีกส่วนนึงจะมาจากเหล้าที่ดื่มเข้าไปด้วยก็เถอะ
“เดี๋ยวก็หายน่ะ”
“งั้น...กลับกันก่อนดีมั้ย?” เคตะถาม
ท่าทางเขาจะเป็นห่วงผมมากเลย
...ดีใจจังแฮะ...
“ไม่เป็นไรหรอก
เดี๋ยวฉันก็หาย
พวกนายอุตส่าห์ตั้งใจจะมาสนุกกัน”
คงไม่ดีแน่ถ้างานจะกร่อยเพราะผมคนเดียวแบบนี้
“จะบ้าเหรอ
เรื่องแค่นี้เอง
นายน่ะสำคัญกว่านะ” เคตะว่า
ได้ยินแล้วหัวใจมันพองโตบอกไม่ถูกเลยครับ
อ้อ..แล้วผมก็รู้สึกว่าจะเห็นริวอิจิแอบยิ้มด้วยล่ะ
“ฉันไม่เป็นไรจริงนะ”
พอได้นั่งสักพักแล้วผมก็รู้สึกดีขึ้นแล้วด้วย
“แต่ว่า.....”
ทั้งเคตะและริวอิจิดูจะห่วงผมกันเกินเหตุไปละ
ผมล่ะไม่อยากทำตัวให้วุ่นวายเลยจริงๆ
“งั้นเอางี้...”
ผมยิ้มเพราะนึกอะไรดีๆออก
“เราไปต่อกันที่บ้านละกันนะ
ซื้ออะไรเข้าไปกินที่บ้านกันก็ได้”
สองหนุ่มหันมามองหน้ากันกระพริบตาปริบๆนิดนึงก่อนจะยิ้มออกมา
“เอางั้นก็ได้”
ริวอิจิยิ้ม “แล้วจะไปบ้านใครล่ะ”
ลังเลกันอยู่พักนึง
สุดท้ายก็ไปลงเอยที่บ้านของเคตะ
แล้วพวกเราก็เฮฮากันยกใหญ่
ที่จริงผมว่าแบบนี้สนุกกว่าไปเที่ยวข้างนอก
เบียดกับคนอื่นตั้งเยอะ
“อ้าว
เบียร์หมดซะแล้ว”
ริวอิจิว่าเมื่อยกกระป๋องเบียร์ขึ้นมาพบว่าเหลือแค่กระป๋องเปล่า
“ไม่ต้องมามองหน้าฉันเลย
กินหมดแล้วก็ออกไปซื้อเองสิ”
เจ้าของห้องว่าทันทีที่เห็นแววตาอ้อนวอนจากเพื่อนซี้
“เออ..ไปก็ได้”
ทำท่าจะลุกขึ้นแล้วก็หันมาทางผม
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับมานะเรียว
อยากได้อะไรรึเปล่า?”
“....................”
ไม่มีเสียงตอบ
“อ้าว??
หลับซะแล้ว”
เคตะหันมามองผมซึ่งตอนนั้นผมเผลอหลับไม่รู้เรื่องไปซะแล้ว
“เหมือนเด็กเลยเนอะ”
ริวอิจิมองแล้วก็แอบยิ้ม
“งั้น...ฉันกลับดีกว่า”
มารู้ทีหลังว่าพอผมหลับไปได้ไม่นาน
ริวอิจิก็เลยขอกลับบ้านไปก่อน
ผมนี่แย่จังเลย
ชวนเขามาเองแท้ๆ
แล้วยังจะหลับไปได้
“เรียวเฮ.....เรียว
ตื่นเหอะ
นอนตรงนี้เดี๋ยวเป็นหวัดนะ”
มือใหญ่ๆเขย่าผมเบาๆให้ตื่น
“หืมมมม....”
ผมค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ
แล้วก็เห็นเคตะยิ้มให้อยู่ตรงหน้า
“เคตะ....”
มองซ้ายมองขวาแล้วก็นึกได้ว่าเผลอหลับไปกลางปาร์ตี้
“อ้าว?
แล้วริวอิจิล่ะ?”
“กลับไปแล้วล่ะ”
“อ่า..ขอโทษนะ
เพราะฉันใช่มั้ย?”
ผมทำหน้าเศร้า
“ไม่เป็นไรหรอกน่า
นี่มันก็ดึกแล้ว
ถ้ามันยังไม่กลับ
ฉันก็ต้องไล่มันกลับไปเองอยู่ดีแหละ” เคตะว่า “จะให้มันมาอยู่เป็นก้างขวางคอเราทำไมเนอะ”
“....อ.....เอ่อ.......”
พูดมาแบบนี้แล้วจะให้ผมทำหน้ายังไงดีล่ะเนี่ย
ก็เลยได้แต่เบือนหน้าหนีไปทางอื่นซะเฉยๆ
แล้วร่างสูงก็ใช้แขนช้อนตัวผมขึ้นอุ้ม
“ด...เดี๋ยวก่อน..เคตะ”
แล้วก็วางร่างของผมลงบนเตียงนุ่มๆที่ผมคุ้นเคยดี
“ขอรางวัลในฐานะที่สอบเสร็จแล้วหน่อยสิ”
แล้วริมฝีปากสวยๆค่อยๆสัมผัสแก้มของผมก่อนจะเคลื่อนๆช้าไปยังข้างหู
“นะ...”
หน้าผมตอนนี้คงจะแดงไปหมดแล้วแน่ๆ
ที่รู้ๆคือเสียงหัวใจมันดังจนจะระเบิดออกมาได้เชียวละ
“เดี๋ยวสิเคตะ....ค..แค่สอบเสร็จเอง...ยังไม่ใช่ว่าจะสอบผ่านสักหน่อย”
ผมแกล้งอ้างไปเรื่อยเปื่อย
ก็รู้หรอกว่ามันหยุดเคตะไว้ได้ซะที่ไหนกัน
“เอ๊ะ?
พูดแบบนี้ไม่เชื่อว่าฉันจะสอบติดรึไง”
“ป...เปล่า...ก็....” โอ๊ย
ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
เวลาแบบนี้มันตื่นเต้นจนคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆนะให้ตายเหอะ
“ฉันรักนายนะเรียวเฮ”
เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู
ทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะไปหมด
“เป็นของฉัน...คนเดียวนะ.....”
“อืม....เคตะ.......”
เช้าวันถัดมา
ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมา
มองไปรอบๆห้อง
แล้วก็รู้ทันทีว่าตัวเองมาอยู่ที่ห้องของเคตะอีกแล้ว
ภายในห้องมีอาหาร
ขนม
กับกระป๋องเบียร์ที่พวกผมรวมทั้งริวอิจิทานทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวางระเกะระกะอยู่บ้าง
ผมมองหาเจ้าของห้องร่างสูง
แต่ก็ไม่พบตัวเลย
ไม่แปลกหรอก
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตื่นมาที่ห้องนี้แล้วพบว่าตัวเองอยู่คนเดียว
ผมรู้ในทันทีว่าเคตะคงออกไปทำงานอย่างเคย
ผมค่อยๆก้าวลงจากเตียงช้าๆ(โดยหอบผ้าห่มพันตัวไปด้วย)
เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ
บนโต๊ะจะต้องมีโน้ตของเคตะเขียนไว้อย่างเคย
......ตื่นแล้วเหรอ...ฉันออกไปทำงานก่อน
แล้วจะโทรหานะ
มีนมอยู่ในตู้เย็น
เอาไปอุ่นมาดื่มเองนะ
จะคิดถึงนายทั้งวันเลย....เคตะ
ผมอ่านข้อความนั้นแล้วก็แอบยิ้มอยู่คนเดียว
ก่อนจะเดินไปหยิบนมในตู้เย็นมาอุ่น
จากนั้นก็เก็บกวาดข้าวของขยะทั้งหลายแหล่ให้สะอาดเรียบร้อย
ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้าน
....อ๊ะ
หนังสือที่เคตะถ่ายแบบลงออกวันนี้นี่นา...
ผมนึกขึ้นได้ขณะเดินผ่านร้านหนังสือหน้าสถานีรถไฟ
เดี๋ยวนี้ผมจำได้ขึ้นใจเชียวละว่าหนังสือเล่มไหนออกวางขายวันไหนบ้าง
พอถึงเวลาหนังสือออกผมก็ต้องรีบไปซื้อมาเก็บ
ทั้งๆที่เคตะพูดกับผมตลอดเลยว่าให้เลิกซื้อได้แล้ว
แต่ผมกลับซื้อมาทุกเล่มไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง
แล้วขาของผมก็พาผมเดินเข้าร้านหนังสือไป
“เจอแล้ว
เล่มนี้ไง”
ผมยิ้มเมื่อเจอหนังสือเล่มที่ต้องการแล้ว
กำลังจะเดินไปจ่ายตังค์
แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นนิตยสารแฟชั่สำหรับผู้หญิงเข้าโดยบังเอิญ
“เอ๊ะ...นี่มัน....”
หน้าปกหนังสือเป็นรูปสาวสวยคนนึงที่ผมรู้จัก...แม้จะไม่รู้จักดีก็เถอะ
ทั้งๆที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว
แต่ผมจำชื่อของเธอได้แม่นเลย...ยูระ
มิซากิ....
2B Continued
Endless
Story…Chapter10… If we’re apart…
“ฮัลโหล
เลิกงานรึยัง?
เหรอ?
.....งั้นก็กลับบ้านดีๆนะ”
ผมพับโทรศัพท์แล้ววางลงข้างตัวก่อนจะปิดไฟเข้านอน
วันนี้ก็ไม่ได้เจอหน้าเคตะอีกแล้ว
ตั้งแต่สอบเสร็จ
เคตะก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม
ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะทำงานหนักมากมาย
เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ
แต่จะให้ตัวติดกันตลอดเวลามันก็เกินไป
แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยที่สุดก็ยังได้โทรคุยกันทุกคืน
……..RRRR………
จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีก
หน้าจอบอกชื่อปลายสายว่าเป็นเคตะ
ผมรับสายอย่างงงๆเพราะก็เพิ่งจะวางไปเมื่อกี้เอง
“เคตะ
มีอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก...
แค่จะบอกว่า...........คิดถึงนะ...”
ผมยิ้มออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น
“อื้ม
คิดถึงเหมือนกัน”
“จะเข้านอนแล้วเหรอ?”
“อื้อ”
“ฝันดีนะ”
เสียงทุ้มๆส่งมาตามสาย
“นายก็ด้วย”
แล้วผมก็วางสายไปก่อนจะเข้านอนทั้งรอยยิ้ม
คืนนี้ผมต้องฝันดีแน่ๆเลย
“เจอรึยังน่ะ”
ผมถามร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าบอร์ดประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านเข้ามหาวิทยาลัย
เกิดมาสูงน้อยกว่าชาวบ้านอย่างผมเลยต้องให้คนสูงๆช่วยดูให้
แน่นอนว่าผมลุ้นตัวโก่งเชียวละ
ถึงแม้จะมั่นใจอยู่ว่าตัวเองต้องสอบผ่านแน่ๆ
จริงๆแล้วที่ผมลุ้นน่ะคือผลสอบของเคตะมากกว่า
ร่างสูงยังไล่สายตาไปยังรายชื่อและเลขประจำตัวผู้สอบบนบอร์ด
“อ๊ะ
เจอแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆ”
แล้วจู่ๆเขาก็ร้องตะโกนเสียงดัง
ท่าทางดีใจมาก
“จริงเหรอ
ไหนๆๆ”
ผมรีบมองตามปลายนิ้วที่เขาชี้ไปบนบอร์ด
…..239029 จิบะ
เรียวเฮ
คณะเศรษฐศาตสตร์
มหาวิทยาลัยY….
แน่นอนว่าผมสอบผ่านคณะและมหาลัยที่ต้องการตามความคาดหมาย
ที่เหลือก็แค่ลุ้นผลของเคตะ
ผมไม่ได้กลัวว่าเขาจะสอบไม่ผ่านหรอกนะ
เพียงแต่ว่า...
”นี่ไง
ชื่อฉัน”
แล้วเขาก็ร้องเสียงดังอีกรอบ
“ฉันสอบผ่านแล้วล่ะเรียวเฮ”
ผมรีบมองตาปลายนิ้วของเขาไปยังรายชื่อบนบอร์ดอีกครั้ง
....239035 ทาจิบานะ
เคตะ
คณะศถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยX…
…..มหาวิทยาลัยX… อย่างนั้นเหรอ?....
รอยยิ้มบนใบหน้าของผมแทบจะหายวับไปเลยทีเดียว
...สุดท้ายแล้ว
เราก็ต้องเรียนคนละที่จริงๆสินะ...
ผมพยายามปั้นสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่าทางเคตะจะดีใจ
...แน่นอนสิ
สอบผ่านใครจะไม่ดีใจ..
แล้วจะให้ผมทำหน้าเศร้าได้ยังไงกัน
ผมไม่อยากทำเรื่องเห็นแก่ตัวแบบนั้นหรอก
“ดีใจด้วยนะ”
ผมแกล้งแสดงความยินดีกับเขา
“นายก็เหมือนกัน
จะได้เป็นนศ.มหาลัยแล้วนะ”
“นั่นสิเนอะ...อ๊ะ..”
ขณะที่กำลังดีอกดีใจ(แบบเฟคๆ)อยู่
ผมก็เซไปชนคนข้างหลังเข้า
“ข...ขอโทษครับ”
ผมรีบหันไปขอโทษเขาทันที
แต่แล้วสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า
กลับทำให้ผมอึ้งจนแทบพูดไม่ออก
“ไม่เป็นไรค.....”
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ตกใจไม่น้อยเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่ว่าตกใจที่เห็นผมหรอกนะครับ
เขาตกใจที่เห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมต่างหาก
“ยูระจังนี่นา”
เสียงทุ้มๆดังขึ้นจากด้านหลังของผม
“สวัสดีค่ะเคตะคุง”
เธอรีบทักเคตะทันที
ก่อนจะหันมาโค้งทักผมด้วย
“เรียวเฮคุงใช่มั้ยค่ะ
สวัสดีค่ะ”
แล้วก็กลับไปหาเคตะอีก
“วันก่อนที่ไปถ่ายแบบขอบคุณมากนะคะ”
ผมหันไปมองหน้าเคตะนิดนึง
...เพิ่งไปทำงานด้วยกันมาเหรอ
เคตะไม่เห็นบอกผมสักคำ...
“ไม่เป็นไรหรอก
แต่เอ๋?
ยูระจังก็สอบปีนี้เหรอ?” เคตะถาม
“ใช่ค่ะ
ฉันกลัวจังเลยว่าอาจจะสอบไม่ผ่านก็ได้”
“ไม่หรอกน่า
เดี๋ยวผมช่วยหาให้มั้ย?”
แน่นอนว่าคนใจดีอย่างเคตะย่อมช่วยเหลือใครไปทั่วอยู่แล้ว
“ขอบคุณนะคะ”
สาวสวยยิ้มตอบ
ก่อนจะบอกเลขที่สอบให้
แล้วเคตะก็หันไปไล่ดูรายชื่อบนบอร์ดอีกรอบ
“อ๊ะ
เจอแล้วๆๆ”
“จริงเหรอ?”
สาวน้อยร้องดีใจ
….230946… มิซากิ
ยูระ
คณะศิลปกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยX....
...ห๊า?
มหาลัยXหรอ??...
ช่วงเซี้ยววินาทีนึง
เหมือนผมหายใจไม่ออกไปกะทันหัน
“สอบผ่านแล้ว
ดีใจจังเลย?”
“ผมก็สอบผ่านมหาลัยXเหมือนกัน
ต่อไปนี้จะได้เป็นเพื่อนร่วมรั้วมหาลัยแล้ว
ฝากตัวด้วยนะครับ”
ร่างสูงยิ้มให้
ทำเอาผมยิ่งรู้สึกชาไปทั้งตัว
“ฉันต่างหากละค่ะที่ต้องฝากตัวด้วย”
ยูระจังยิ้มตอบ
....อา....อะไรกันเนี่ย
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้....
“โกรธอะไรรึเปล่าน่ะเรียวเฮ?”
ร่างสูงถามขณะที่เราเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้ว
“ป่าวสักหน่อย” ผมตอบสั้นๆ
ผมไม่ได้โกรธจริงๆนะ
แต่ต้องบอกว่าความรู้สึกมันแย่เอามากๆจริงๆ
แค่ผมกับเคตะเรียนกันคนละที่ผมก็เศร้าจะแย่
นี่กลายเป็นว่าเคตะได้เรียนที่เดียวกับริวอิจิ
แค่นั้นยังไม่พอ
ยูระจังก็เข้าไปเรียนที่เดียวกันอีก
เหมือนกับว่าผมจะหลุดออกจากวงโครของทุกคนอย่างนั้นแหละ
“ไม่ได้โกรธแล้วทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”
เขาทำเสียงอ้อน
นั่นแหละเป็นสิ่งที่ผมไม่มีทางเอาชนะได้เลย
“ก็ไม่มีอะไรนิ” ผมว่าเบาๆ
แล้วก็เดินไปนั่งลงข้างเตียง
“โกหก”
“.................”
ผมนึกคำพูดไม่ออก
รู้สึกเหงาจนบอกไม่ถูก
ทั้งๆที่ยังไม่ได้เปิดภาคเรียนจริงๆสักหน่อย
ที่สำคัญกว่านั้น
ความรู้สึกเคว้งคว้างแปลกๆนี่มันช่างทรมานเหลือนเกิน
“เป็นอะไรไปรึเปล่า”
พอผมเงียบไป
ท่าทางเคตะก็เลยจะเป็นห่วงมาก
เขาวางมือของตัวเองทาบลงกับมือของผมแล้วบีบมันเบาๆ
ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าผมกำลังคิดกังวลเรื่องอะไร
พูดไปเคตะก็ต้องหาว่าผมคิดมากเกินไปอีก
ก็ช่วยไม่ได้
ผมเป็นคนคิดมากนี่นา
“ถ้ามหาลัยเปิดแล้ว
เราคง...ไม่ค่อยได้เจอกัน...”
ยิ่งผมเงียบ
เคตะก็จะยิ่งไม่สบายใจอยู่ดี
สุดท้ายผมก็เลยพูดออกไปดีกว่า
“อืมม...อาจจะเป็นอย่างนั้น”
เคตะตอบรับเบาๆ
น้ำเสียงเศร้าเล็กน้อย
“แต่..ก็ช่วยไม่ได้
มันเป็นทางที่เราต่างเลือกเอง”
...ใช่
ผมยอมรับตรงข้อนี้
ผมเองก็ไม่เลือกจะเรียนมหาลัยเดียวกับเคตะตั้งแต่แรก
เพราะผมเองก็มีเป้าหมายในอนาคตของตัวเองเหมือนกัน...
“...ฉันไม่อยากอยู่ห่างจากนายเลย....”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ...ฉันเองก็ใช่ว่าจะอยากอยู่ห่างจากนายสักหน่อย”
เขาเปลี่ยนจากที่กุมมือผมไว้มากอดไหล่แล้วดึงตัวผมไปพิงกับตัวเขาเอง
“แต่ฉัน....”
ผมไม่สบายใจเลย
ยิ่งโดยเฉพาะมีผู้หญิงคนนั้นเรียนที่เดียวกับเคตะ
ผมสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
ผมคงเป็นคนที่แย่มาก
ที่ไม่เชื่อใจคนที่ตัวเองรักเลย
“อย่างอแงสิเรียวเฮ
ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ”
“ขอโทษนะที่ทำตัวเป็นเด็ก!!” ผมกังวลแทบตาย
ทำไมถึงพูดแบบนี้นะ
ผมอาจจะทำตัวเหมือนเด็กในสายตาของคนอื่น
แต่ทั้งหมดมันก็เป็นเพราะผมรักผู้ชายคนนี้มากเท่านั้นเอง
มันผิดด้วยเหรอ
“อย่าเพิ่งโกรธสิ”
“....................”
ดูเหมือนน้ำใสๆจะเริ่มจะเอ่อคลอดวงตาของผมซะแล้ว
พอเคตะเห็นก็เลยก้มลงซับน้ำตานั่นด้วยการจูบเบาๆที่หางตา
แล้วก็โอบกอดร่างของผมไว้แน่น
“ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้เลยนะ”
มือเล็กๆของผมกอดร่างของเคตะไว้แน่น
ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาโดยไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย
............................................
............................
..........
...
ถ้าเป็นไปได้
ผมอยากหยุดเวลาเอาไว้ตอนที่เรายังติวหนังสือสอบกันอยู่
แต่ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ปล่อยให้เวลาผ่านไป
จนกระทั่งถึงเวลาที่เราต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปเรียนคนละที่
“ฮัลโหล
ที่มหาลัยเป็นไงบ้าง?”
หลังเปิดเทอมวันแรกเคตะก็ยังคอยโทรมาหาผม
“ก็ดีนะ” ผมตอบไปอย่างนั้นเอง
ไม่อยากให้เขาเป็นกังวล
ที่จริงที่มหาลัยก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร
ภายในวันเดียวผมรู้จักเพื่อนใหม่ตั้งหลายคน
“เสียแต่ว่า......”
“ทำไม?
มีปัญหาอะไรเหรอ?”
“ก็เสียตรงที่ไม่มีนายอยู่ด้วย....”
“ฮะๆๆๆ
คิดถึงฉันใช่ม้า”
ยังมีหน้ามาหัวเราะอีกแน่ะ
ผมไม่ได้พูดให้ขำสักหน่อย
“คิดถึงสิ.......”
ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง
ทำให้เคตะต้องหยุดหัวเราะ
“คิดถึงมากด้วย...”
“อืม
ฉันก็คิดถึงนายนะ”
ว้า
แย่จัง
แค่นี้ผมก็น้ำตาจะไหลให้ได้อีกแล้ว
“ร้องไห้เหรอ?”
ท่าทางเคตะจะได้ยินเสียงสะอื้นผ่านทางโทรศัพท์ซะแล้ว
ผมอุตส่าห์พยายามกลั้นแทบตาย
แต่ก็ไม่สำเร็จ
“อ...อืมม”
ผมรับคำไปตามจริง
“อย่าร้องไห้สิ
มันเหมือนว่าฉันเป็นคนทำนายร้องไห้เลย”
“ก็นายทำจริงๆนี่นา”
ผมแกล้งทำเป็นล้อเล่นเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น
ทั้งๆที่ในใจก็ยังรู้สึกเหงาเหมือนเดิม
“อุตส่าห์สัญญากับนายแล้ว
ว่าจะไม่ทำให้นายร้องไห้....ขอโทษนะ”
ยิ่งพูดแบบนี้
ผมยิ่งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ผมไม่ได้โทษเคตะเลย
ทุกอย่างเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ
เพียงแต่ผมทำใจยอมรับมันไม่ได้เอง
“แล้วฉันจะพยายามหาเวลาโทรมาหาบ่อยๆนะ”
“อืม” ผมตอบเบาๆ
“ฝันดีนะ”
“นายก็ด้วย”
“ถ้างั้นก็...แค่นี้นะ...”
ได้ยินคำนี้แล้วใจหายจัง
ผมยังไม่อยากวางสายเลย
แต่จะรั้งเอาไว้ก็ใช่ที่อีกนั่นแหละ
“อื้ม...
ฉันรักนายนะ
รักมากที่สุดเลย”
ถึงเคตะจะรู้ดีอยู่แล้ว
แต่เวลาที่ห่างไกลกันแบบนี้
ผมอยากจะย้ำคำว่า
“รัก”
กับเขาสักพันครั้ง
“ฉันก็รักนายเหมือนกัน...”
2B Continued
Endless
Story …Chapter11… #Aint no feeling
......เลิกงานรึยัง
กลับบ้านดีๆนะ
คิดถึง ดูแลสุขภาพด้วยล่ะ....เรียวเฮ....
....ทำงานหนักรึเปล่า
พักผ่อนมากๆนะ
คิดถึงมากเลย...เรียวเฮ...
....พักนี้ไม่โทรมาเลย
งานยุ่งรึเปล่า?
คิดถึงนะ....เรียวเฮ...
พักหลังๆจากที่เคตะต้องโทรมาหาทุกคืน
กลายเป็นโทรมาบ้างเมลล์มาบ้าง
ยิ่งเดี๋ยวนี้ชักเริ่มจะหายๆไปเลยจนผมต้องเป็นคนโทรไปตามซะเอง
แต่โทรไปทีไรเขาก็ยุ่งๆอยู่ทุกที
หรือไม่ก็ปิดเครื่องไว้
ผมก็เลยได้แต่เมลล์ไปทุกคืนๆ
นานๆเขาจะเมลล์ตอบกลับมาสักที
นับวันเราจะยิ่งห่างกันมากขึ้นทุกที....
อา...น้ำตาจะไหลอีกแล้ว
ผมคิดถึงเคตะทุกวัน
ไม่สิ
ต้องบอกว่าทุกวินาทีเลยละ
ผมก็ได้แต่สงสัยว่าเคตะจะคิดถึงผมแบบเดียวกันบ้างรึเปล่า
อืมม...ต้องคิดถึงสิ
ผม....พยายาม...จะเชื่อแบบนั้น...
แม้ผมจะรู้สึกไปเองว่าความรู้สึกผูกพันที่เราเคยมีให้กันโดยไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูดมันจะเริ่มจางลงทุกทีๆ
RRRRR
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ผมรีบคว้ามือถือขึ้นมาทันทีด้วยอารมร์ดีใจหวังว่าคนที่โทรมาจะเป็นเคตะ
แต่พอเห็นชื่อที่หน้าจอ
สีหน้าและอารมณ์ผมก็เปลี่ยนทันที
“ฮัลโหล”
ผมรับสายโดยพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“มีอะไรเหรอริว”
“ไม่มีอะไรแล้วโทรมาไม่ได้เหรอไง” เพื่อนซี้ผมตอบ
“หรือว่ารอให้ใครโทรมาอยู่”
แล้วก็พูดแทงใจดำซะด้วย
“เปล่าสักหน่อย”
ผมปฏิเสธไปทั้งๆที่รู้ว่าริวอิจิต้องรู้แน่ๆว่าผมนั่งรอโทรศัพท์จากเคตะอยู่
“แค่แปลกใจน่ะ”
“โธ่เอ๊ย
คนอุตส่าห์เป็นห่วง
ก็เลยโทรมาถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยนี่นา
นี่...แล้วพักนี้เคตะเป็นไงบ้างอ่ะ”
ผมนี่แย่จังเลย
แทนที่จะถามถึงตัวริวอิจิก่อน
ดันถามกึงเคตะก่อนเลย
“มาถามฉันแบบนี้แสดงว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกันล่ะสิ” ริวอิจิถาม
น้พเสียงฟังดูซีเรียสขึ้นเล็กน้อย
“อืมม...ก็....”
“ฉันรู้..
หมอนั่นมันก็ไม่ค่อยมาเรียน
ช่วงนี้ทำงานหนักมากเลย
แค่ถ่ายแบบแค่นี้
ไม่รู้จะอะไรนักหนาเนอะ”
“งั้นเหรอ...”
เหมือนว่าริวอิจิจะจับอารมณ์จากน้ำเสียงของผมได้ก็เลยพยายามจะพูดให้ผมร่าเริงขึ้น
“นี่..วันเสาร์นี้ว่างรึเปล่า
ออกมาเจอกันหน่อยมั้ย?”
“อืมม...ก็ว่างอยู่”
“งั้นตกลงนะ
เจอกันวันเสาร์บ่ายโมงหน้าสถานีชิบุย่า
โอเคนะ”
“อืม..ก็ได้”
ผมตอบตกลงง่ายๆ
ยังไงก็ว่างอยู่แล้ว
ถ้าเคตะไม่อยู่ด้วย
ผมก็ไม่รู้จะไปไหนกับใครอยู่แล้ว
อีกอย่างนี่ก็เป็นริวอิจิ
เพื่อนสนิทของผมเอง
แถมยังไม่ได้เจอกันนานแล้วด้วย
“แล้วฉันจะชวนเอริไปด้วยนะ
แค่นี้นะ
แล้วเจอกัน
บาย”
นัดกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็วางสายไป
ผมพับโทรศัพท์ลง
จากนั้นไม่นานก็เขานอน
คืนนี้เคตะก็ไม่ได้โทรหรือเมลล์มาเหมือนเดิม.....
บ่ายวันเสาร์ผมออกไปเจอริวอิจิกับเอริจังตามที่นัดกันไว้
ก็แค่นั่งกินข้าวแล้วก็คุยกันเรื่อยเปื่อย
ผมพยายามถามถึงเคตะ
แต่ดูเหมือนริวอิจิจะไม่ค่อยรู้อะไรอย่างที่บอกจริงๆนั่นแหละ
สุดท้ายผมก็ได้รู้แค่ว่าช่วงนี้เคตะขาดเรียนบ่อยเอาการ
แต่เรื่องที่ทำเอาผมซีเรียสก็คือมิซากิ
ยูระซึ่งเรียนอยู่คณะเดียวกับริวอิจิเองก็ขาดเรียนเป็นครั้งคราวเหมือนกัน
ที่จริงผมก็พอจะรู้ว่าช่วงหลังๆเคตะได้ทำงานกับยูระจังบ่อยๆ
ไม่ได้รู้จากปากของเคตะหรอกนะ
แต่เห็นจากหนังสือที่ออกวางขายแล้วต่างหาก
ทุกครั้งที่ผมเห็นรูปพวกนั้น
ผมต้องรู้สึกเหมือนตัวเองหยุดหายใจไปวูบนึงทุกที
“นายโอเครึเปล่าน่ะ?”
ขณะที่ผมกำลังนึกไปถึงภาพถ่ายของเคตะกับยูระอยู่นั้น
ริวอิจิก็ถามผมเบาๆ
น้ำเสียงที่ได้ยินบอกให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงผมอยู่
“...น..นายหมายถึงอะไรล่ะ?”
ผมแกล้งถามทั้งๆที่รู้ว่าเขาถามเรื่องอะไร
“นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร
มีอะไรก็อย่าเก็บไว้คนเดียวสิ”
ถึงผมจะพยายามฝืนทำเป็นร่าเริงแค่ไหน
ริวอิจิก็ดูผมออกทุกครั้ง
คงเพราะความเป็นเพื่อนล่ะมั้งที่ทำให้เขาเข้าใจผมยิ่งกว่าเคตะซะอีก
“อืมม
...ไม่เป็นไรหรอก
ขอบใจที่เป็นห่วง”
ผมก็ยังคงโกหกออกไป
ความจริงแล้วผมกังวลอยู่ตลอดเวลา
แค่ไม่ได้เจอ
ไม่มีเคตะอยู่ใกล้ๆมันก็ทรมานมากพอแล้ว
นี่ยังติดต่อกันไม่ได้
แถมยังมีเรื่องอื่นให้ผมคิดมากอีก
ความจริงผมควรจะหนักแน่นกว่านี้นะ
อย่างน้อยๆที่ผ่านมาผมก็รับรู้ได้ว่าสิ่งที่เคตะให้ผมมาตลอดไม่ใช่เรื่องหลอกลวง
“ถ้านายว่างั้นก็เอาเหอะ
แต่ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกฉันละกัน
ฉันอาจจะช่วยอะไรนายไม่ได้
แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเก็บไว้คนเดียว”
ผมยิ้มตอบ
ถึงริวอิจิจะดูเป็นคนเรื่อยๆเปื่อยๆ
ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียน
แต่เวลาแบบนี้เขาก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนแท้ของผมจริงๆ
ผมรู้แล้วก็ดีใจที่เขาเป็นห่วง
แต่ในตอนนั้นทั้งสมอง
หัวใจและร่างกายผมรับรู้มันไม่ได้หมด100%
เพราะสิ่งที่ผมโหยหามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือเคตะ....
“ถ้าไม่อยากคุยกับริว
คุยกับฉันแทนก็ได้นะ”
เอริจังแทรกขึ้นพลางยิ้มให้
ผมรู้ว่าเธอแกล้งพูดเล่นให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้น
เอริจังรู้เรื่องของผมกับเคตะหมดแล้ว
ไม่ใช่จากปากริวอิจิทั้งหมดหรอกนะ
เด็กผู้หญิงมักมีเซนส์เรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดเธอ
ในเมื่อเจ้าตัวรู้เอง
มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
“แต่ว่า.....”
เอริจังเอ่ยขึ้นเบาๆ
“เรื่องรุ่นพี่ยูระน่ะค่ะ....”
“ทำไมเหรอ??”
ผมสังหรณ์ใจว่าต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ
“ฉันจะไม่ปิดเรียวเฮคุงนะคะ...
คืออย่างที่รู้ว่าสมัยอยู่ม.ปลายรุ่นพี่กับฉันสนิทกัน
เดี๋ยวนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่
พี่ยูระเป็นคนดีคนนึง
เรื่องนี้ริวคงช่วยยืนยันได้เพราะเรียนอยู่คณะเดียวกัน
ถึงจะเพิ่งเปิดเรียนไปไม่นานก็เถอะ”
ผมหันไปมองหน้าริวอิจิ
เห็นเขาพยักหน้าเบาๆ
ก่อนจะหันกลับมาทางเอริจัง
“พี่ยูระเป็นรุ่นพี่ที่ฉันชื่นชมมาก
ฉันไม่อยากให้เรียวเฮคุงมองพี่เขาไม่ดี”
“.......................”
ผมอึ้งไปนิดนึง
เอริจังพูดแทงใจผมจังๆ
ผมรู้ว่ายูระจังไม่ใช่คนนิสัยไม่ดี
แต่ทั้งๆอย่างนั้นผมกลับมองเธอในทางที่ไม่ดีไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันไม่ได้รู้จากปากรุ่นพี่เขาเองหรอกนะคะ
อีกอย่าง..เรื่องนี้ฉันสังเกตเห็นเองตั้งแต่ก่อนจะรู้เรื่องของเรียวเฮคุงกับเคตะด้วย
ฉันอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้
แต่ตั้งแต่ที่พี่ยูระเริ่มได้ทำงานกับเคตะ
ฉันรู้สึกพี่เขาดูสดใสขึ้นกว่าเดิม
ยิ่งวันที่จะได้ไปทำงานยิ่งดูเขาร่าเริงเป็นพิเศษ
อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้
ตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรนักจนกระทั่งฉันรู้เรื่องเรียวเฮคุงกับเคตะ
ฉันไม่อยากเห็นใครเสียใจทั้งนั้น
แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์จะไปพูดอะไรกับพี่เขา
ฉันคิดว่าพี่ยูระเองก็คงไม่รู้เรื่องเรียวเฮคุงกับเคตะด้วย.....”
“............................”
ผมได้แต่นิ่งไปพูดอะไรต่อไม่ออก
สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดไปเองเลยสักนิด
จริงอยู่ว่าเคตะอาจจะไม่ได้สนใจอะไรยูระเลยก็ได้
แต่ผมก็หยุดตัวเองไม่ให้เป็นกังวลไม่ได้อยู่ดี
“เอ่อ...ที่ฉันบอกเนี่ย
อาจจะทำให้เรียวเฮคุงเป็นกังวลก็ได้
แต่ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันไม่อยากให้เป็นเพราะเรียวเฮคุงไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“เอริ!”
ริวอิจิรีบห้ามก่อนที่เอริจังจะพูดอะไรเป็นลางไม่ดีไปกว่านี้
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก”
ผมแกล้งปั้นยิ้มบางๆตอบ
“ขอบบคุณนะที่บอก”
ผมเข้าใจว่าเธอบอกเพราะเป็นห่วง
แล้วผมก็คิดเหมือนกันว่า
ถ้าอะไรจะเกิดขึ้น
ผมไม่อยากเป็นคนที่ถูกทิ้งโดยไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หลังจากอยู่คุยกับริวอิจิและเอริจังอยู่ครู่นึง
พวกเราก็แยกกัน
ผมรู้สึกยังไม่อยากกลับบ้านก็เลยตั้งใจว่าเดินเล่นฆ่าเวลาอยู่แถวนั้นสักหน่อย
กลับบ้านไปตอนนี้ก็ต้องอยู่คนเดียวอีกอยู่ดี
เบื่อจะตาย...
....อ๊ะ...หมวกใบนี้
แบบเดียวกับที่เคตะอยากได้นี่นา...
ผมหันไปเห็นหมวกที่วางเรียงรางบนชั้นในร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายร้านนึง
จะว่าไปร้านนี้ไม่ได้ขายเสื้อผ้าสไตล์ที่ผมชอบเลยสักนิด
แต่รู้สึกอีกที
ขาผมก็พาเข้ามาในร้านซะแล้ว
ทำไมน่ะเหรอ
ก็เพราะเมื่อก่อนเคตะชอบมาที่นี่บ่อยๆน่ะสิ
ผมไม่คิดอะไรมาก
จัดการหยิบหมวกใบที่ว่าไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์
แล้วเดินออกจากร้านทันที
เวลาได้ซื้อของคนอื่นเนี่ยมันรู้สึกดีจริงๆนะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ซื้อของให้คนที่เรารัก
ที่จริงผมไม่รู้เหมือนกันว่าช่วงที่ผมไม่ได้เจอเคตะ
เขาจะมีซื้อหมวกไปเองรึยัง
แต่ก็ช่างเถอะ
ผมพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงดีใจถ้ารู้ว่าผมซื้อมาให้
พอคิดแบบนั้นผมก็ยิ้มออกมาได้
แล้วก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ด้วย
ว่าแล้วแทนที่จะตรงกลับบ้าน
ขาของผมก็พาตัวเองขึ้นรถไฟมาที่บ้านของเคตะแทน
ตอนนั้นผมถึงกับลืมเรื่องที่เอริจังเล่าให้ฟังไปซะสนิทเลยละ
....เคตะจะอยู่บ้านมั้ยนะ....
ผมนึกกลัวเหมือนกันว่าเขาจะไม่อยู่บ้าน
แต่ก็ไม่อยากโทรหาเพราะอยากจะเซอร์ไพรซ์มากกว่า
ถ้าเขาไม่อยู่บ้านจริงๆผมก็กะจะรออยู่หน้าบ้านนั่นแหละ
ระหว่างเดินทางมาบ้านเคตะผมคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย
เคตะจะดีใจไม๊นะ
เขาจะชอบหมวกที่ผมซื้อมารึเปล่า
ที่สำคัญผมหวังว่าเขาจะอยู่บ้าน
ขณะเดินออกจากสถานไปบ้านของเคตะ
ผมมัวแต่คิดอะไรอยู่ก็เลยไม่ทันสังเกตรถคันหรูที่แล่นผ่านหน้าไป
......ออด.........
“ครับๆ”
เสียงตะโกนดังมาจากข้างในบ้านทำให้ผมดีใจสุดๆเลย
“อ..อ้าว...เรียว...เฮ...”
ท่าทางเจ้าของบ้านจะตกใจไม่น้อยที่ผมแวะมาหาโดยไม่บอกกล่าวกันก่อน
“จะมาทำไมไม่โทรมาบอกก่อนละ”
“ก็อยากเซอร์ไพรซ์นายไง”
ผมยิ้มขณะก้าวเข้าไปในบ้านของอีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย
“ร...เหรอ...แล้วมีธุระอะไรเหรอ??”
เขาถามหลังจากปิดประตูลง
“ไม่มีแล้วมาหาไม่ได้เหรอ”
ผมแอบงอนนะเนี่ย
พูดแบบนี้น่ะ
“ป...เปล่า
ไม่ใช่หรอก
แค่แปลกใจน่ะ”
“ก็แค่....”
ผมพูดขณะที่ยังหันหลังให้เขาอยู่
“คิดถึงน่ะ”
“..........”
เคตะไม่พูดอะไรต่อ
ผมแอบเสียใจลึกๆเพราะคิดว่าเขาจะบอกผมว่าคิดถึงเหมือนกัน
....แต่ก็ช่างเหอะ...
“นี่
ฉันซื้อมาให้”
ผมหันกลับมายิ้ม
พร้อมกับยื่นของที่ซื้อมาให้
“ขอบใจนะ....”
แขนยาวยื่นมารับแล้วค่อยๆเปิดออกดู
“ชอบรึเปล่า?
เห็นนายเคยบอกว่าอยากได้นี่นา”
“อืม..ชอบสิ
ขอบใจนะ”
เขายิ้มตอบ
แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วล่ะ
จริงๆนะ
“ฮ้า...
โชคดีจังที่นายชอบ
นี่รู้มั้ยว่าฉันคิดมาตลอดทางที่มาบ้านนายเลยนะว่านายจะชอบรึเปล่า
นายจะอยู่บ้านมั้ย
คิดนู่นคิดนี่เยอะแยะไปหมดจนตัวเองยังงงเลยว่าคิดอะไรอยู่”
ผมพูดซะยืดยาว
จนเคตะแอบขำออกมา
ก็ปกติผมไม่คนพูดมากอยู่แล้วนี่นา
“ฮะๆๆๆ”
นายนี่ตลกจัง
“ไม่ขำเลยนะ
ไม่ได้เจอนายตั้งนาน
นายรู้มั้ยว่าฉันคิดมากแค่ไหน”
พอคิดถึงตัวเองเวลาที่อยู่คนเดียวขึ้นมา
ผมก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาซะเฉยๆ
“ขอโทษทีนะ
ก็ฉันงานยุ่งนี่นา”
“งานมันสำคัญกว่าฉันใช่มั้ยล่ะ?”
รู้อยู่ว่าพูดไปมันก็เหมือนคนขี้วีน
แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ
ที่จริงผมก็ไม่ได้อยากทำตัวน่ารำคาญแบบนี้สักหน่อย
“อย่าพูดแบบนั้นสิ”
“คิดถึงฉันบ้างรึเปล่า?”
ผมเขินจนหน้าผมร้อนขึ้นมาเชียวละ
ตอนที่ถามคำถามนี้ออกไป
แต่ผมอยากรู้จริงๆนะ
ว่าเวลาที่ไม่ได้เจอหน้ากันเขาเป็นเหมือนอย่างที่ผมเป็นรึเปล่า
“อืม...คิดถึงสิ...”
แขนเรียวค่อยๆสอดเข้าข้างเอวผมจากข้างหลัง
อ้อมกอดของเคตะก็ยังอบอุ่นเหมือนเดิม
เสียงของเคตะที่ได้ยินก็ยังหวานเหมือนทุกครั้ง
ขาดแค่เพียงความรู้สึก...
ทำไมผมถึงสัมผัสมันไม่ได้อย่างเคยนะ....
2B Continued
Endless
Story…Chapter12… #Never let go
“อืมมม.....เค....ตะ.....”
“...เรียว....”
“......อา........เคตะ.....”
“............เรียว....เฮ.....”
.................
.......
(ขี้เกียจบรรยายว่ะ...จริงๆแล้วไม่มีปัญญา....คนแต่ง)
..................
“เรียวเฮ
ร้องไห้ทำไมน่ะ
เจ็บ...เหรอ???”
“อ...เอ่อ...ป..เปล่าหรอก...”
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองร้องไห้เพราะดีใจหรือเสียใจ
ผมดีใจ...ที่อย่างน้อยสองแขนนี้ก็ยังโอบกอดร่างของผมอยู่
เสียงของเคตะก็ยังเรียกชื่อของผมอยู่
แต่ถึงร่างเปลือยเปล่าของเราแนบชิดกันแค่ไหน
แต่ผมกลับไม่รู้สึกอบอุ่นในใจเหมือนอย่างเคยเลย
“ไม่มีอะไรหรอก”
ผมว่าพลางยกแขนขึ้นกอดคอร่างตรงหน้าไว้
“เรียกชื่อฉันอีกสิ”
“อืม...เรียวเฮ....”
“ฉันรักนายนะเคตะ....”
...พอแล้วล่ะ...
แค่นี้ก็พอแล้ว
ไม่ว่าผมจะกำลังหลอกตัวเองอยู่
หรือจะเป็นเพราะผมแค่คิดมากเกินไปก็แล้วแต่
ยังไงผมก็จะไม่มีวันเป็นคนปล่อยมือนี้เด็ดขาด
....ไม่มีวัน....
“พรุ่งนี้ทำงานอีกรึเปล่า?”
ผมถามโดยมีสองแขนของเคตะกอดเอวผมไว้
“อืมม...”
“วันอาทิตย์แท้ๆ
ยังต้องทำงานอีก
นายไปเรียนบ้างรึเปล่าเนี่ย?”
“เรียนสิ....
แต่ก็....มีโดดบ้างน่ะนะ”
ร่างสูงพูดเสียงอ่อยๆตรงท้ายประโยคฟังดูน่ารักไม่เข้ากับตัวเลย
ผมก็เลยอดขำไม่ได้
“อย่าทำงานจนไม่สนใจเรียนสิ” นึกในใจว่า
...อย่าทำงานจนลืมคิดถึงฉันด้วย...
“คร้าบบบ”
เคตะแกล้งทำเสียงเด็กพลางออกแรงกอดร่างผมให้แน่นขึ้นอีก
....ฉันขอแค่นี้ได้รึเปล่า...
แค่เวลาที่มีนายอยู่ใกล้ๆแบบนี้....ตลอดไป...
“แล้ว.....”
ผมหยุดรวบรวมความกล้าก่อนพูดต่อ
“คืนนี้ฉันค้างได้มั้ย?”
นี่ผมไม่ได้มานอนที่นี่นานแค่ไหนแล้ว
เดี๋ยวนี้ผมต้องเป็นคนเอ่ยปากขอค้างเองเลยเหรอเนี่ย
ทั้งๆที่เมื่อก่อนมีแต่ว่าเคตะจะเป็นคนชวนหรือรั้งให้ผมอยู่แท้ๆเลย
...พูดออกไปแล้วก็กลัวคำตอบจัง
ถ้าเคตะบอกว่าเหนื่อยๆอยู่แล้วอยากให้ผมกลับล่ะ....
“ถึงนายอยากกลับตอนนี้ฉันก็ไม่ให้นายกลับแล้วล่ะ”
ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆตรงซอกคอเมื่อเคตะกอดผมไว้แล้วก้มลงมาซุกหน้าไปตรงนั้น
หัวใจผมเต้นเร็วเหมือนจะหลุดออกมาให้ได้
ทั้งเขินที่เคตะกอดแล้วก็ดีใจกับคำพูดเมื่อตะกี้
“เคตะ.....” ผมพูดเบาๆ
“หืมม”
“ฉันรักนายนะ....”
“อืมม
ฉันรู้”
เขาพูดก่อนจะก้มลงปิดปากผมด้วยริมฝีปากบางๆอย่างทุกที
ผมอยากจูบกับเคตะให้นานให้สมกับที่คิดถึงเขามาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
..ขอแค่มีเคตะอยู่อย่างนี้
เรื่องอื่นจะเป็นยังไง
ใครจะว่าอะไร..
ผมก็ไม่สนใจอีกแล้ว...
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา
ผมลุกขึ้นจากเตียงเดินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อก่อนที่เคตะจะตื่น
“เคตะ....”
ผมเรียกร่างยาวที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ
“ตื่นเถอะ
เช้าแล้วนะ”
ผมนั่งลงข้างเตียงก้มลงเขย่าร่างนั้นเบาๆแต่ดูเหมือนเคตะจะไม่ยอมลืมตาตื่นง่ายๆ
ผมก็เลยต้องออกแรงมากขึ้น
“นี่ฉันรู้นะว่านายตื่นแล้ว”
“รู้ทันไปหมดเลยนะ”
เขาพูดยิ้มๆทั้งๆที่ยังปิดตาอยู่
“ปลุกดีๆสิแล้วจะตื่น”
ผมหน้าแดงขึ้นมาทันที
รู้ว่าเคตะหมายถึงอะไร
จะว่าเขินก็เขิน
แต่ก็ดีใจอยู่เหมือนกัน
ผมก้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าของคนบนเตียง
แขนยาวๆยกขึ้นกอดคอของผมก่อนจะดึงร่างของผมลงไปจนผมเกือบจะลงไปนอนด้วยอีกคน
ริมฝีปากของผมประทับลงไปบนริมฝีปากบางของเคตะ
ก่อนที่เขาจะแทรกลิ้นอุ่นๆเข้ามาเบาๆ
มอร์นิ่งคิสหวานๆตอนเช้าๆแบบนี้แหละ
วิธีที่ใช้ปลุกเคตะเขาล่ะ
“หวานจัง”
เสียงทุ้มๆกับรอยยิ้มของคนพูดทำผมหน้าแดงขึ้นมาอีก
“ไปอาบน้ำเถอะเคตะ
นายบอกว่าวันนี้ต้องไปทำงานอีกนี่นา”
ผมว่าพลางดึงตัวเองออก
“ชักไม่อยากไปซะแล้วสิ”
“ดี..
งั้นก็ไม่ต้องไป”
ผมแกล้งพูดเล่นบ้าง
แต่คิดแบบนี้จริงๆนะ
ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง
แล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป
ส่วนผมก็เดินเข้าครัวไปชงกาแฟ
ผมเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟ
แต่หาถ้วยที่เคตะใช้เป็นประจำไม่เจอ
เคตะน่ะประหลาดมากเลย
ทั้งๆที่มีถ้วยอยู่หลายใบแต่มักจะใช้ใบเดิมตลอด
เขาบอกว่าใบอื่นเอาไว้ให้เผื่อมีคนมาที่บ้านใช้
ผมหันไปมองในอ่างล้างจานแทนเพราะคิดว่าอาจจะอยู่ในนั้น
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆนั่นแหละ
ถ้วยที่ยังไม่ได้ล้างถูกวางทิ้งไว้
เพียงแต่มันไม่ได้มีถ้วยใบนั้นใบเดียว
แต่กลับมีถ้วยกาแฟใบอื่นวางอยู่ข้างๆกัน
คิดได้เพียงอย่างเดียวคือมีแขกมาที่บ้านเคตะ
...ใครกันนะ...
ผมคิดอยู่ในหัวคนเดียวพลางชงกาแฟขึ้นมาสองแก้วแล้วยกไปวางที่โต๊ะ
พอดีกับที่เคตะเดินออกจากห้องน้ำ
“หอมจัง”
พูดเหมือนหมายถึงกลิ่นกาแฟ
แต่กลับมาหอมแก้มผมซะงั้น
ร่างสูงนั่งลงดื่มกาแฟที่ผมเป็นคนชง
“ยังจำได้นะว่าฉันชอบกินกาแฟแบบไหน”
“เรื่องของนาย
ฉันไม่ลืมสักเรื่องหรอก” ผมตอบ
“น่ารักอย่างนี้สิ
แล้วจะไม่ให้หลงได้ไง”
ผมนึกในใจว่า
...ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เห็นสิว่ารักน่ะ...
“เออ...เคต...”
ผมกำลังจะถามเรื่องที่คิดอยู่
แต่เขากลับแทรกขึ้นก่อน
“นี่
มีเรื่องนึงฉันยังไม่ได้บอกนายเลย”
“หืมม
อะไรเหรอ?”
ผมทำเป็นสนใจเรื่องที่เคตะพูดแทนที่จะพูดเรื่องของตัวเอง
“คือว่าฉันกำลังจะได้เล่นละครด้วยล่ะ”
“....................”
ผมนิ่งเหมือนโลกหยุดหมุนไปแป๊บนึง
ก่อนจะรีบพุดอะไรตอบออกไป
“งั้น...เหรอ...”
“อ้าว
นายไม่ดีใจกับฉันเหรอ?”
“ด...ดีใจสิ....”
ผมปั้นยิ้มตอบ
สีหน้าของเคตะ
ผมดูก็รู้ว่าเขาตื่นเต้นดีใจกับงานใหม่นี้มาก
จะให้ผมบอกเขาว่าผมไม่อยากให้เขาทำออกไป
ผมก็ทำไม่ลงหรอก
แม้ว่าผมจะไม่อยากให้เขาห่างจากผมไปมากกว่านี้แล้วก็ตาม
“ที่จริงผลออกดิชั่นยังไม่ออกเป็นทางการหรอกนะ
แต่ผู้จัดการเขาบอกว่าผู้กำกับเขาออกปากมาแล้วว่าจะให้ฉันเล่น
ดีใจชะมัดเลย”
“......................เหรอ...ดีใจด้วย...นะ....”
ผมก็คงพูดได้แค่นี้แหละ
“ขอบใจนะ
งานนี้ฉันทุ่มเต็มที่เชียวละ”
แปลกนะ...ผมไม่เคยคิดเลยรอยยิ้มของคนที่รักที่สุดจะทำให้รู้สึกปวดใจได้ขนาดนี้...
“นี่...เคตะ...”
“ว่าไงเหรอ?”
“เมื่อวาน...มี....ใครมาที่บ้านนายรึเปล่า?”
ผมถามออกไปเพราะทนคิดมากอยู่คนเดียวไม่ได้จริงๆ
“ฉันเห็นถ้วยสองใบวางทิ้งอยู่ในอ่างน่ะ”
ผมนี่บ้ารึเปล่านะ
แค่ถ้วยที่ยังไม่ได้ล้างก็สามารถคิดมากไปได้ถึงขนาดนี้
“อ..อ๋อ...เพื่อนน่ะ
เพื่อนที่มหาลัยเอาชีทมาให้”
เขาว่าอย่างนั้น
ผมก็เลยไม่ถามซอกแซกอีก
“เหรอ....”
“อืม
พอดีหยุดเรียนบ่อยไปหน่อย
เขาก็เลยเอาชีทมาให้”
“.................................”
ผมเงียบไปไม่ได้พูดอะไรต่อ
เป็นอะไรไปนะ...คำพูดของคนที่รักที่สุด...ทำไมถึงรู้สึกว่ามันเชื่อไม่ได้...
แต่ถึงจะรู้สึกว่าเชื่อไม่ได้
ผมก็พยายามที่จะเชื่ออย่างนั้น
จะมีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องโกหกล่ะ...นอกเสียจากว่า....
“นี่
ไว้วันไหนนายว่างๆ
เราไปเที่ยวกันนะ”
ผมแกล้งเปลี่ยนเรื่อง
แล้วก็ปั้นทั้งเสียงและสีหน้าให้ดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไร
“อื้ม
ถ้าว่างนะ” เขาตอบ
ผมรู้ในคำตอบนั้นดีว่า
เคตะคงจะไม่มีเวลาว่างมาเที่ยวกับผมง่ายๆหรอก
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังปั้นยิ้มดีใจออกไป
...ถ้าผมทนเอาไว้สักอย่าง..เคตะก็คงจะไม่ไปไหน...ผมเชื่ออย่างนั้น..
แม้ว่ามันจะเจ็บปวด
แต่คงไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการเสียเคตะไป
ซึ่งผมก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
2B Continued
Endless
Story…Chapter13 #What am I to you?
“นายจะกลับบ้านเลยไม๊
ฉันจะได้ไปส่ง”
เสียงเคตะปลุกผมจากอาการเหม่อลอย
“ไม่ต้องหรอก
ฉันกลับเองได้”
จริงๆแล้วผมยังไม่อยากกลับต่างหากล่ะ
ผมวางแก้วกาแฟลง
เดินไปห้องน้ำ
แล้วก็กลับไปล้มลงบนเตียงนอนอีกรอบ
กลิ่นที่คุ้นเคยจากผ้าปูที่นอน
ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมา
ขณะเดียวกันก็รู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูกด้วย
ผมหลับตาลง
ได้ยินเสียงเคตะลุกจากโต๊ะ
รู้สึกว่าขายาวๆคู่นั้นกำลังเดินตรงมายังเตียงที่ผมนอนอยู่
“เรียวเฮ...
เดี๋ยวฉันคงต้องไปทำงานแล้วละ”
“...............”
ผมยังคงหลับตาไม่พูดอะไรตอบ
“...เรียว.....
หลับเหรอเนี่ย?
ว้า...ช่วยไม่ได้แฮะ”
เสียงเคตะบ่นอยู่คนเดียว
ผมได้ยินเสียงฝีเท้า
เสียงปิดประตูบ้าน
ก่อนจะจบลงด้วยความเงียบ
ที่จริงผมไม่ได้หลับหรอก
แต่แค่ยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก
ก็เลยแกล้งหลับไปอย่างนั้นเอง...
ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ
ทอดสายตาไปอย่างไร้จุดหมาย
ก่อนจะค่อยๆมองไปรอบๆห้อง
มองหาความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมีขึ้นช่วงที่ผมไม่ได้มาที่นี่
แต่ก็ไม่เจออะไรเป็นพิเศษเลย
มันก็ยังคงเป็นห้องที่ผมคุ้นเคยอย่างเช่นที่ผ่านมา
แต่ทำไมผมถึงไม่ได้รู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่ที่นี่เหมือนเมื่อก่อนนะ
ผมสลัดหัวไล่ความคิดบ้าๆออก
ในเมื่อตอนนี้ผมก็นอนอยู่บนเตียงนี้
ไม่สิ...เมื่อคืนแขนที่กอดผมเอาไว้ก็ยังคงเป็นอ้อมแขนของเคตะ
พอคิดขึ้นมาได้
ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาก
แต่ความรู้สึกที่ว่าก็อยู่กับผมได้ไม่นานนักหรอก
ผมลุกจากเตียงเดินวนไปรอบๆ
ผมยื่นมือไปสัมผัสโต๊ะ
ตู้ กรอบรูป
หนังสือบนชั้น
แผ่นซีดี
อะไรก็ตามที่อยู่ในห้อง
ผมพยายามเรียกความทรงจำและความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้กลับเข้ามาเพื่อลบล้างความไม่สบายใจทั้งหมดให้ออกไปสักที
ผมถือวิสาสะเปิดตู้เสื้อผ้า
หยิบเสื้อตัวนั้นตัวนี้ของเคตะออกมาดูเล่น
ในจำนวนนั้นมีเสื้อที่ผมเคยซื้อให้
หรือเสื้อผ้าที่ผมเป็นคนเลือกให้
รวมไปถึงเสื้อผ้าของผมเองอยู่ด้วย
ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่รู้ทำไม
เพียงแค่นึกถึงวันวานที่ผ่านๆมา
ผมก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา
แต่ถ้าลองคิดถึงวันข้างหน้า
ผมกลับกังวลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งๆที่คิดถึงเรื่องของคนๆเดียวกัน
แต่ทำไมมันช่างแตกต่างกันสิ้นเชิงได้ถึงเพียงนี้
ผมปิดตู้เสื้อผ้า
ก้าวขาช้าๆพลางทอดสายตาไปทั่วห้องอีกครั้ง
แล้วจู่ๆขาผมก็ไปสะดุดกับอะไรเข้า
“อ๊ะ....”
ผมเกือบจะล้มลงกับพื้น
โชคดีที่ยังทรงตัวได้ “แย่ละสิเรา...”
ผมเผลอก้าวขาไปชนกองซีดีกองใหญ่ล้มระเนระนาดไปหมด
เดิมทีใช่ว่าห้องของเคตะจะเป็นระเบียบสักเท่าไร
ผมรู้ว่าเขาคงไม่ค่อยมีเวลา
แล้วนี่ผมยังดันซุ่มซ่ามไปทำมันรกกว่าเก่าอีก
บ้าชะมัดเลยเรา
นึกๆอีกทีผมเลยถือโอกาสทำความสะอาดบ้านให้เคตะซะเลยดีกว่า
“เอาล่ะ”
ผมเลือกซีดีจากกองที่ผมทำล้มขึ้นมาเปิดพลางทำความสะอาด
เก็บกวาดห้องไปด้วย
....ถ้าเคตะกลับมาคงตกใจที่เห็นห้องเป็นระเบียบขึ้น
เขาคงไม่โกรธเราหรอกนะที่ถือวิสาสะจัดเก็บข้าวของของเขา....
ผมพยายามไม่ขยับเขยื้อนของที่วางกองอยู่กับพื้น
เพียงแต่พยายามไม่ให้มันเกะกะ
เพราะเป็นผมเอง
ถ้ามีใครมาจัดการเอาของๆผมไปเก็บหมดจนผมหาไม่เจอ
ผมก็คงไม่พอใจสักเท่าไรหรอก
ผมจัดถุงกระดาษที่กองอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ
ส่วนใหญ่มีแต่เสื้อผ้าทั้งนั้น
...เคตะเนี่ยน้า..ซื้อของมาแล้วแทนที่จะเอาออกมาเก็บใส่ตู้...
ผมนึกในใจพลางยิ้มน้อยๆออกมาขณะที่มือก็ยังคงหยิบถุงพวกขึ้นมาทีละใบๆ
“เอาล่ะ
เสร็จซะที” ผมเอื้อมไปหยิบถุงใบสุดท้ายขึ้นมา
ก่อนจะรู้สึกผิดสังเกตุขึ้นมาเล็กน้อย
ก็ถุงใบสุดท้ายนี้ดันเป็นถุงกระดาษสีชมพูหวานแหวว
ต่างกับใบอื่นๆนี่นา
....เอ...แปลกจังแฮะ....
ผมไม่รีรอที่จะแหวกถุงดูของข้างในทันที
ผมรู้หรอกว่ามันไม่ดี
แต่มือมันไปไวเกินกว่าสมองของผมจะสั่งการอะไรได้
แล้วของข้างในถุงก็ทำผมใจหายวูบขึ้นมา
ที่จริงมันก็แค่ผ้าพันคอผืนนึง
เพียงแต่ดูยังไงมันก็ไม่ใช่ผ้าพันคอสำหรับผู้ชายแน่ๆ
....เคตะซื้อมาเหรอ??....
....ซื้อมาทำไม???...
....หรือว่า....ซื้อมาให้ใคร??....
เอาอีกแล้ว
สมองผมสั่งการให้คิดในแง่ลบขึ้นมาทันที
แต่ว่าจะให้ผมคิดอะไรอย่างอื่นได้อีกล่ะ
ผมเผลอนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ลุกไปไหน
เหมือนสมองไม่ทำงานอื่นนอกจากคิดถึงที่มาของเจ้าผ้าพันคอผืนนี้
กว่าจะตั้งสติให้ลุกขึ้นมาทำอย่างอื่นได้ก็ใช้เวลาอยู่นานเลย....
ผมนั่งอยู่บนเตียง
มองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงสีส้มส่องเข้ามาให้ห้องที่กำลังมืดลงทุกทีๆ
ผมรู้ว่าควรจะออกจากที่นี่แล้วกลับบ้านไปสักทีก่อนที่เคตะจะกลับมา
แต่ผมไม่มีแรงจะลุกขึ้นยืนเลย
ในหัวผมยังคิดถึงเรื่องไม่เข้าเรื่องซ้ำไปซ้ำมา
นึกอยากให้เคตะกลับมาสักทีผมจะได้ถามเขาตรงๆ
แต่อีกใจนึงผมก็กลัวคำตอบ
รวมไปถึงว่าถ้าถามออกไปแล้วจะทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่รึเปล่า
ผมหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าควรจะอยู่จนเคตะกลับมาหรือควรจะกลับบ้านได้แล้ว
ถ้ากลับบ้านผมคงต้องเก็บคำถามเหล่านี้กลับบ้านไปด้วย
ผมคิดจนกระทั่งรู้สึกตัวอีกทีก็พบตัวเองนั่งอยู่ในความมืดเพียงคนเดียว
ผมไม่รู้ว่าเวลานั้นกี่โมงกี่ยามแล้ว
รู้แต่ว่ามืดขนาดนี้แล้ว
เคตะก็ยังไม่กลับมาสักที
ผมไม่อยากจะลุกไปเปิดไปสักเท่าไร
เพราะคิดว่าความมืดแบบนี้มันก็เหมาะกับตัวผมในตอนนี้ดี
แต่ว่านั่งอยู่คนเดียวมืดๆแบบนี้มันก็ออกจะน่ากลัวอยู่
ผมก็เลยค่อยๆลากตัวเองขึ้นเพื่อนเดินไปเปิดไฟ
ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงดังขึ้นที่หน้าประตู
หัวใจผมเต้นรัวขึ้นมาทันทีเมื่อคิดว่าเคตะคงกลับมาแล้ว
ผมไม่รู้ว่าที่หัวใจเต้นเร็วแบบนั้นเพราะกลัวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
หรือดีใจที่เขากลับมาแล้วกันแน่
รู้เพียงว่าตอนนั้นสองขาของผมรีบพาผมเพื่อไปเปิดประตูทันที
“กลับมาแล้วเหร.....”
พูดยังไม่ทันจบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของผมก็ดับวูบลงทันทีเมื่อผมเห็นใครอีกคนที่ไม่ใช่เคตะอยู่ตรงนั้นด้วย
สีหน้าของเคตะเองก็ดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นผมออกมาเปิดประตูให้
วูบนึงที่หัวใจของผมหยุดเต้นไปพร้อมกับความเงียบที่เกิดขึ้น
ก่อนที่ใครคนนึงจะส่งเสียงขึ้น
“เอ่อ...สวัสดีค่ะ
เรียวเฮคุง”
สาวสวยตรงหน้าทักทายผม
ผมคงไม่ต้องบอกใช่มั้ยครับว่าใคร
เธอคงอ่านบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับเคตะได้ก็เลยรีบชิงพูดขึ้น
“ขอโทษที่มารบกวนนะคะ
คือฉันแค่มาเอาของที่ลืมไว้น่ะค่ะ”
“....................”
ผมยังไม่ทันพูดตอบอะไรเธอ
เคตะก็รีบแทรกขึ้น
“เอ่อ..งั้นรีบเข้าไปเอาเถอะ
เดี๋ยวคนขับรถจะรอนาน”
“ค่ะ” เธอตอบรับ
แล้วทั้งสองคนก็เดินผ่านผมเข้าไปในบ้าน
โดยที่ผมยังคงยืนแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าประตู
ไม่นานนักทั้งคู่ก็เดินกลับออกมา
ผมเห็นถุงใบสีชมพูเจ้าปัญหานั่นในมือของเธอ
แล้วคำถามทุกอย่างที่ผมนั่งคิดอยู่ทั้งวันก็ได้คำตอบสักที
ขณะเดียวกันก็มีคำถามอื่นอีกมากมายผุดขึ้นมาแทนที่
“ขอโทษที่มารบกวนนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
เธอโค้งให้ผม
ก่อนจะหันไปขอบคุณเคตะพร้อมกับทำท่าจะรีบเดินไป
“ผมลงไปส่งนะ”
คำพูดของเคตะมันบาดความรู้สึกของผมจนน้ำตาแทบไหล
ทั้งๆที่มันก็แค่น้ำใจเล็กๆน้อยๆ
จริงๆแล้วถ้าผู้ชายคนนี้ไม่มีน้ำใจขนาดจะเดินลงไปส่งผู้หญิงสักคนขึ้นรถในเวลาดึกๆแบบนี้
ผมก็คงรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ใช้ไม่ได้แน่ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ
รถก็จอดอยู่แค่หน้าบ้านนี่เอง
ฉันไปก่อนนะคะ
ขอบคุณค่ะ”
เธอโค้งให้อีกครั้งก่อนจะวิ่งลงบันไดไป
เคตะหันกลับมาปิดประตูห้อง
แล้วห้องก็กลับลงสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผมเองก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ
ความรู้สึกหลายอย่างมันสับสนจนผมไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้
ผมคิดว่าเคตะเองก็คงอยู่ในอาการพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
“เอ่อ....”
สุดท้ายเขาก็ทนความเงียบนั้นไม่ไหว
“เขาลืมของไว้ที่สตูดิโอน่ะ
ฉันก็เลยรับฝากไว้
เท่านั้นเอง...”
“..................”
ผมไม่ตอบ
ไม่อยากฟังคำแก้ตัวด้วยเพราะผมรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง
ถึงความจริงมันอาจจะเจ็บปวด
แต่มันคงไม่เจ็บเท่ากับการโกหก
“ฉันถามอะไรสักคำได้มั้ย?”
“...............”
“พวกเรา...เป็นอะไรกันแน่?”
“....ท...ทำไม..ถามแบบนั้นล่ะ?”
เขาถามย้อนกลับ
ผมไม่ตอบ
แต่จ้องตาเขากลับ
“ก็....ก็...เป็น....”
เขาคงไม่รู้
ว่าความลังเลของเขาเสียดแทงความรู้สึกของผมแค่ไหน
“ก็เป็นคนรักไม่ใช่เหรอ?”
“.....................”
ผมไม่ตอบเหมือนเดิม
แค่พยักหน้าเบาๆ
“ถามทำไมเหรอ?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มขึ้นเมื่อเห็นผมทำท่าจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“แค่ไม่แน่ใจน่ะ” ผมตอบ
“หมายความว่าไง”
“หมายความว่าฉันไม่รู้สึกว่าสิ่งที่นายทำ
คือสิ่งที่คนรักกันจะทำให้กันน่ะสิ”
เสียงผมสั่นพร้อมๆกับที่หยอดน้ำใสๆค่อยๆร่วงหล่นจากดวงตา
“แล้ว...คนรักกันเขาต้องทำยังไงล่ะ?
นายอยากให้ฉันทำยังไงนายถึงจะพอใจ?”
“..........ถ้าสิ่งที่ฉันบอกให้นายทำ
มันต้องฝืนความรู้สึกนาน
ฉันก็ไม่ต้องการมันหรอก”
.....ฉันแค่อยากให้นายแสดงออกมาจากใจของนาย
นายเคยทำได้
นายต้องรู้สิ...
เว้นเสียแต่ว่า...ใจนายจะไม่เหมือนเดิม...
ผมยกสองมือขึ้นปิดหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตา
ผมกลั้นมันไว้ไม่ได้อีกแล้ว
.........ไม่ไหวแล้ว....ทำไมการรักคนเพียงคนนึง
จากที่มันเคยทำให้ผมเป็นสุขที่สุด
แต่ทำไมตอนนี้ผมถึงรู้สึกเหนื่อย
และทรมานขนาดนี้.....
“อย่าร้องไห้สิ
บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้”
เคตะยื่นแขนมากอดร่างของผมไว้
....ทั้งๆที่มันทรมาน
แต่ผมก็ปฏิเสธมันไม่ได้
ผมรู้ตัวดีว่าผมอยู่โดยปราศจากเคตะไม่ได้
ผมปล่อยมือสองมือนี้ของเขาไปไม่ได้จริงๆ...
ผมกอดเคตะกลับทั้งๆที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
“หยุดร้องไห้เถอะนะ”
เสียงทุ้มๆยังกระซิบอยู่ข้างหู
มันช่วยให้ผมนิ่งลงได้เยอะ
สองแขนของเคตะค่อยๆคลายออก
เขาก้มหน้าลงมองผม
ยิ้มให้แล้วก็ถามว่า
“ตกลงเรายังเป็นเหมือนเดิมนะ?”
ผมพยักหน้าเบาๆไม่พูดอะไรตอบ
แล้วเขาก็กอดผมไว้อีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทนเจ็บปวดแบบนี้ไปอีกแค่ไหน
แต่ถ้าเขายังไม่คิดจะปล่อยมือจากผม
ผมก็จะไม่มีวันปล่อยเขาไปเช่นกัน
2B Continued
Endless
Story…Chapter14#Dont wanna hear you say…
สุดท้ายเมื่อคืนผมก็ไม่ได้กลับบ้าน
เช้าวันถัดมา
ทั้งผมทั้งเคตะต่างก็แยกย้ายกันไปเรียน
ผมเข้าเรียนไปทั้งๆที่สมองยังไม่ค่อยทำงาน
ในหัวยังคิดเรื่องเมื่อคืนซ้ำไปซ้ำมา
ถึงผมกับเคตะจะไม่ได้ลงเอยด้วยการทะเลาะกันหรือยังไง
แต่สุดท้ายผมก็ยังคงต้องกอดเก็บเอาความรู้สึกไม่มั่นคงนี้ไว้คนเดียวต่อไปเรื่อยๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะทนสภาพนี้ต่อไปได้นานแค่ไหน
“เรียวเฮ
เลิกเรียนแล้วไปหาอะไรกินด้วยกันมั้ย?”
เพื่อนในห้องถาม
แต่เวลานี้ผมไม่มีอารมณ์จะไปสังสรรค์อะไรกับใครที่ไหนหรอก
ถึงจะรู้ว่ามันอาจช่วยให้ผมลืมเรื่องบ้าๆพวกนี้ลงได้บ้าง
“ขอโทษนะอากิระ
ฉันจะไปห้องสมุดน่ะ
ไว้คราวหลังละกัน”
ผมฝืนยิ้มให้
ไม่อยากให้เพื่อนๆคิดว่าผมกำลังมีเรื่องไม่สบาย
แล้วก็เดินออกจากเรียนไป
หลังจากแยกตัวออกมาจากเพื่อนๆ
ผมก็ไปนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ห้องสมุดคนเดียวจนเกือบเย็น
“เย็นป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย”
ผมก้มลงมองหนังสือตรงหน้าแล้วก็เพิ่งรู้สึกว่าทำงานไปได้ไม่ถึงไหน
“เฮ้อ....”
ผมถอนหายใจเซ็งๆ
รวบหนังสือทั้งหมดขึ้นแล้วก็ลุกออกจากที่นั่น
ขณะที่ผมกำลังเดินเอื่อยๆออกมาจากห้องสมุด
ใครบางคนก็วิ่งมาชนผมเข้าอย่างจังจนผมล้ม
หนังสือในมือล่วงหล่นไปหมด
“ขอโทษนะ”
ใครบางคนที่ชนผมหันมาตะโกนขอโทษโดยไม่ได้หยุดวิ่ง
ท่าทางเขาคงจะรีบมาก
ผมไม่ได้นึกโมโหอะไรหรอก
แค่รู้สึกว่า..ซวยจริง..เท่านั้น
“ลุกไหวมั้ย?”
เสียงใครบางคนดังขึ้นตรงหน้าพร้อมยื่นมือมาให้
ผมยื่นมือไปจับแล้วลุกขึ้นโดยไม่ได้มองหน้าเขา
จนกระทั่ง...
“ขอบคุณนะ”
ผมเอ่ยขอบคุณ
เงยหน้ามองคนตรงหน้าแล้วก็เป็นต้องร้องเสียงหลง
“...ฮิ....ฮิโรกิคุง??”
“ไม่ได้เจอกันนานนะ
เรียวเฮสบายดีรึเปล่า?”
เขาว่าพลางยื่นหนังสือที่ผมทำตกให้
ผมยื่นมือไปรับ
ไม่ได้ตอบคำถามเขา
แต่กลับถามอย่างอื่นแทน
“ทำไม??
ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
...อะไรเนี่ย..ผมงงไปหมดแล้ว...
“นายเนี่ย..นอกจากเคตะแล้วคงไม่สนใจคนอื่นเลยสินะ”
เขาพูดยิ้มๆแต่ทำเอาพูดไม่ออก
จะปฏิเสธก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
เพราะผมก็เป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นก็ได้
ฉันล้อเล่นน่ะ”
“แล้วตกลงนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ?”
“ก็เพราะฉันเรียนที่นี่น่ะสิ”
เขาตอบสั้นๆ
แต่ทำผมเหวอไปชั่วขณะ
“ห๊า!!!” ...อะไรเนี่ย
ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หลงนึกว่ามีเข้าเรียนมหาลัยมาโดยไม่มีเพื่อนร่วมโรงเรียนเก่าเลยสักคนซะอีก...
“ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆสินะ”
ฮิโรกิคุงพูดตามด้วยเสียงถอนหายใจเบาๆ
“ฉันเรียนอยู่คณะวิศวะน่ะ
เรียนคนละตึก
ก็เลยไม่เคยเจอกันเลย”
“เอ่อ..ฉันขอโทษ
ฉันไม่รู้จริงๆ
แล้วทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ?”
“ฉันก็ว่าจะโทรหานายหลายทีแล้วล่ะ
แต่ก็ไม่กล้าโทร
กลัวว่า....”
เขาเงียบไปพักนึง
“จะสร้างปัญหาให้พวกนายน่ะ”
“เอ่อ....”
ผมอึ้งไปอีกรอบ
ไม่รู้จะตอบยังไง
ผมรู้ว่าเขาหมายถึงผมกับเคตะ
ถ้าฮิโรกิคุงโทรมาหาผมจริงๆแล้วเคตะรู้
เขาจะว่ายังบ้าง...
ถ้าเป็นตอนนี้
จะเป็นยังไงเคตะก็คงไม่สนใจแล้วล่ะมั้ง...
“ยังรักกันดีอยู่สินะ” เขาถาม
“ก็......”
ผมพูดไม่ได้เต็มปากว่ายังรักกันดี
ฮิโรกิคุงเห็นท่าทีของผมก็คงจะสังเกตุได้
“เอ๋?
มีปัญหากันเหรอ?”
“อืมม...ก็นิดหน่อยน่ะ”
ผมพูดอะไรออกไปนะ
ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องบอกฮิโรกิคุงสักหน่อย
“มีอะไรปรึกษาฉันได้นะ” เขาพูดเบาๆ
แสดงท่าทีเป็นห่วง
“ถ้านายไม่รังเกียจ”
“ขอบคุณนะ”
ผมยิ้มบางๆตอบให้
“แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก”
“งั้นเหรอ...” เขาว่าเบาๆ
ก่อนจะพูดต่อ
“แล้ว....ถ้าจากนี้ไปฉันจะโทรหานายบ้าง....จะได้รึเปล่า?”
ผมเงียบไปนิดนึงก่อนจะเงยหน้าตอบ
“ได้สิ
เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”
ผมรู้ว่านั่นอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ฮิโรกิคุงอยากได้ยินที่สุด
แต่ผมก็คิดได้ดีที่สุดแค่นั้น
“เรียนหนักเหรอ
หอบหนังสือเยอะแยะเชียว”
เขาเปลี่ยนมาพูดเรื่องอื่นแทน
“อ๋อ
ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก
แค่ยืมหนังสือที่ห้องสมุดมาทำรายงานน่ะ
อยากรีบทำให้เสร็จๆเท่านั้นเอง”
ผมตอบไปตามจริง
“เหรอ....พอจะว่าง...ไปด้วยกันรึเปล่า?”
“..............”
ผมยังไม่ทันตอบ
ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองตาเขา
....ทำไม....กับคนที่ผมรักที่สุด
ผมถึงไม่รู้สึกถึงความห่วงใยได้เท่ากับที่ผู้ชายคนนี้มีให้นะ....
สุดท้ายผมก็มานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟตามคำชวนของฮิโรกิคุง
จะว่าไป...มันทำให้ผมนึกถึงเมื่อก่อน
ผมเคยไม่อยากกลับบ้านแล้วก็มาเจอฮิโรกิคุงโดยบังเอิญเข้า
ก็เลยมาร้านกาแฟด้วยกันแบบนี้
แต่พอเคตะรู้เข้าก็เป็นเรื่องเป็นราวยกใหญ่
ถ้าเป็นตอนนี้..ต่อให้ผมจะไปไหนกับใคร
เคตะก็คงไม่สนใจจะรับรู้อะไรทั้งนั้นแล้วละมั้ง...
“เออใช่
นายมีเพื่อนที่คณะชื่อคางิโมโตะ
อากิระใช่ปะ?”
จู่ๆคนตรงหน้าก็เอ่ยถึงชื่อเพื่อนคนนึงของผมที่เขาไม่น่าจะรู้จักได้เลย
“??
นายรู้จักอากิระเหรอ?” ผมถาม
“ยิ่งกว่ารู้จักอีก
หมอนั่นเป็นญาติฉันเอง
ตอนฉันรู้จากหมอนั่นว่าเป็นเพื่อนกับนาย
ฉันก็ตกใจเหมือนกัน
โลกมันกลมเนอะ”
เขาพูดยิ้มๆทำให้ผมอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
“นั่นสิ
โลกกลมจริงๆด้วย
อากิระน่ะเป็นเพื่อนที่ฉันสนิทมากที่สุดที่คณะเลยล่ะ”
ผมว่าไปตามเรื่อง
“ดีแล้วล่ะ
หมอนั่นเป็นคนดี
ฉันจะได้ฝากให้ช่วยดูแลนายด้วย”
“................”
ผมนิ่งไปนิดนึง
ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรตอบออกไป
แล้วจู่ๆโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นพอดี
RRRRRRRRRR
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
พอเห็นชื่อปลายสายที่โทรมา
ผมก็ยิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฉันขอตัวเดี๋ยวนะ”
ผมบอกับฮิโรกิคุงแล้วก็รีบวิ่งออกมายืนคุยโทรศัพท์หน้าร้าน
“ฮัลโหล”
ผมปั้นเสียงตัวเองให้ร่าเริงที่สุด
ที่จริงแค่อีกฝ่ายโทรมาผมก็ดีใจแล้ว
แต่ก็ใช่ว่าความสบายใจที่ฝังลึกอยู่จะเลือนหายไปได้ง่ายๆ
แต่ตั้งแต่เมื่อคืนตอนที่เคตะเอ่ยปากว่าเรายังเป็นเหมือนเดิม
ผมก็ให้สัญญากับตัวเองว่าจะเลิกทำตัวเศร้าซึม
และเลิกร้องไห้ต่อหน้าเคตะอีก
ผมเชื่อว่าอย่างน้อยมันจะช่วยยืดเวลของเราต่อไปได้อีกไม่มากก็น้อย
“คิดถึงจัง”
ผมพูดกรอกไปตามสาย
จริงอยู่ที่ผมคิดถึงเขาอยู่
แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบเดียวกับที่ผมพยายามสื่อออกไปเลยสักนิด
“..............”
ไม่มีเสียงตอบกลับมา
ทำเอาผมใจไม่ดีหนักขึ้นไปอีก
“ฮัลโหล
เคตะ?
มีอะไรเหรอ?”
“เรียวเฮ
คือฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายน่ะ
คืนนี้ฉันจะโทรไปหานะ”
“อื้อ
ได้เลย
กี่โมงล่ะ” ผมถาม
“เอ่อ...ฉันต้องทำงานอีก
อาจจะดึกหน่อยน่ะ...” เขาตอบ
“โอเค
ไม่เป็นไร
ดึกแค่ไหนก็จะรอ
ตั้งใจทำงานนะ”
“งั้นคืนนี้ค่อยคุยกันนะ”
“อื้ม
คิดถึงนะ”
ผมย้ำคำสุดท้ายอีกครั้งก่อนจะวางสายไป
แล้วค่อยเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ
“เคตะโทรมาเหรอ?”
ฮิโรกิคุงถามทันทีที่ผมนั่งลง
“..เอ่....อ......”
“เห็นท่าทางนายดีอกดีใจ
ดูแค่นี้ก็รู้แล้วล่ะ”
เขาพูดยิ้มๆ
ไม่ได้แสดงท่าทีเจ็บปวดอะไร
ผมก็ได้แต่หวังว่าลึกๆแล้วเขาคงไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร
ผมรู้ว่าการรักใครสักคนแล้วไม่ได้รักความรักตอบแบบเดียวกัน
มันเจ็บปวดแค่ไหน
ถ้าเป็นไปได้
ผมก็ไม่อยากจะเห็นหรือทำให้ใครต้องเจ็บปวดแบบนั้นเลย
พวกเรานั่งคุยเรื่อยเปื่อยที่ร้านอยู่สักพักนึงก่อนจะแยกย้ายกันกลับ
ฮิโรกิคุงเสนอตัวมาส่งผมถึงบ้าน
แต่ผมปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาต้องมาลำบาก
พอกลับถึงบ้าน
ผมก็จัดการอาบน้ำ
อ่านหนังสือ
ทำนู่นนี่ให้เสร็จก่อนเที่ยงคืน
เพราะคิดว่าเคตะคงจะโทรมาหลังเวลานั้น
ผมอยากทำตัวให้ว่างๆเอาไว้ตอนที่เขาโทรมา
รู้สึกตัวอีกทีผมก็ได้แต่นั่งจ้องนาฬิกาบนหน้าปัดมือถือ
รอว่าเมื่อไหร่จะดึกพอที่เคตะจะโทรมาสักที
ที่จริงผมเหนื่อยแล้วก็ง่วงจนตาแทบจะปิดอยู่แล้ว
แต่ไม่ว่ายังไงผมก็จะรอคุยกับเขาให้ได้
....01:48AM….
ผมลืมตาขึ้นมองนาฬิกา
....ง่วงจัง....ดึกป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย....
จนแล้วจนรอด
โทรศัพท์ผมก็ยังไม่ส่งเสียงดังสักที
ผมก็ได้แต่รอ...จนเผลอหลับไป...
RRRRRRRRRRR
เสียงโทรศัพท์ดังปลุกผมให้ตื่น
ผมรีบคว้ามันขึ้นรับทันที
ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่ากี่โมง
รู้แต่ว่ามันเลยตีสองมาแล้ว
พรุ่งนี้ผมยังต้องมีเรียนแต่เช้า
“ฮัลโหล”
ผมปั้นเสียงใสทั้งๆที่ง่วงสุดๆ
“ขอโทษที่โทรมาดึกนะ
หลับไปรึยัง?”
“ไม่เป็นไรๆ
ยังไม่หลับหรอก” ผมโกหก
“งั้นเหรอ?”
เขาพูดตอบแค่นั้น
“ทำงานเหนื่อยมั้ย?”
“อ...อืม..ก็นิดหน่อยน่ะ”
“งั้นเดี๋ยวคุยเสร็จแล้วต้องพักผ่อนมากๆนะ” ผมตอบกลับ
“นี่...เรียวเฮ...........”
เขาเรียกชื่อผม
แค่นั้นผมก็จับความรู้สึกแปลกๆขึ้นได้แล้ว
“หืม?”
“..............................”
เขาเงียบไปพักใหญ่
ใจผมเต้นแรงขึ้นมาทันที
คำๆนึงผุดขึ้นในใจของผม
ช่วงไม่กี่เสี้ยววินาทีผมได้แต่ภาวนาอย่าให้เขาพูดมันออกมาเลย
“มีอะไรเหรอ?”
ผมยังแกล้งถามด้วยน้ำเสียงใส
ทั้งๆที่ใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
ปลายนิ้วผมเย็นจนแทบรับความรู้สึกอะไรไม่ได้
“....เรียวเฮ.....เราเลิกกันเถอะ”
“........................................”
คำที่ผมไม่ได้อยากได้ยินที่สุด
แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีวันนี้สินะ
ทั้งๆที่ผมเตรียมใจไว้แล้ว
เพียงแต่ไม่คิดว่า...จะได้ยินเร็วขนาดนี้...
“อืม
เข้าใจแล้ว” ผมตอบสั้นๆ
ไม่ถามไม่ร้องขออะไรทั้งสิ้น
เมื่อเคตะตัดสินใจแบบนี้แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะรั้งเขาไว้อีก
“ขอโทษนะ”
“โทรมาจะพูดแค่นี้สินะ
งั้นฉันวางแล้วนะ
พรุ่งนี้ฉันมีเรียนแต่เช้า”
น้ำเสียงผมแข็งขึ้นทันที
แต่ไม่มีน้ำตาร่วงลงมาสักหยด
“เดี๋ยวสิ..
นายจะไม่ถามเหตุผลเหรอ?”
เขารั้งผมไว้
“ถ้านายอยากจะพูด
ฉันก็จะฟัง” ผมตอบกลับ
ทั้งๆที่ผมไม่อยากฟัง
ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว
ถ้ามันจะต้องจบลงจริงๆ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรมันก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมอีกแล้ว
“ฉันไม่อยากทำให้นายเจ็บปวดอีกแล้ว”
“...................”
“ฉันเคยสัญญาว่าจะไม่ทำให้นายร้องไห้
แต่ฉันกลับทำให้นายร้องไห้ไปไม่รู้เท่าไร.......ฉันเสียใจนะ....”
“จบรึยัง?”
“เอ่อ...ฉันคิดว่าคงมีคนดูแลนายได้ดีกว่าฉัน
ขอโทษนะเรียวเฮ....”
“แค่นี้ใช่มั้ย?”
ผมยังคงพูดจาเย็นชากลับ
“อืม”
เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน
แค่นั้นแล้วผมก็วางสายลงทันที
เก็บโทรศัพท์
ปิดไฟ เข้านอน
แล้วก็หลับไปในทันที....
2B Continued
แทบจะสำลักความรักของทั้ง 2 คนนี้จริง ๆ 555+
