2007/Jan/20

Endless Story…Chapter15#Tear

 

แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ ยังไม่ทันตั้งสติอะไรได้ทั้งนั้น จู่ๆน้ำใสๆก็ไหลออกจากหางตาทั้งสองข้าง

...นี่เราร้องไห้ทำไมกัน....

ผมยังคงนอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น ค่อยๆตั้งสติ หาที่มาของน้ำตาที่ยังไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง แล้วก็หวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

....เมื่อวาน...เรา...เลิกกับเคตะแล้ว....

แค่คิดขึ้นในใจคนเดียว แต่คำว่า เราเลิกกัน ก็ตอกย้ำให้น้ำตาไหลอาบลงมาได้อีก

...นี่เราไม่ได้ฝันงั้นเหรอ....

....เมื่อคืน...เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ...

...เราเลิกกันแล้วจริงๆเหรอ...

...เลิก....กันแล้ว....

.......
....ไม่มีเคตะอีกแล้ว.....

 

น้ำใสๆยังคงไหลอาบจนแก้มทั้งสองข้างของผมเปียกไปหมด ผมไม่มีแรงแม้แต่จะพยายามทำให้ตัวเองหยุดร้อง ได้แต่ปล่อยให้มันรินไหลไปอย่างนั้น

.....เจ็บ.....

....ทำไมถึงเจ็บปวดขนาดนี้นะ....

....แค่ไม่มีเคตะ....

....ทำไมจะต้องเจ็บขนาดนี้....

....เจ็บจนไม่รู้จะทำยังไง....

....ไม่รู้ว่า....จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง....

 

กว่าน้ำตาจะหยุดไหล เวลาก็ผ่านไปหลายชม. ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยร้องไห้ได้นานขนาดนี้มาก่อน ผมคิดอยากจะลุกขึ้นจากเตียงนอน แต่ผมไม่มีแรงเลยสักนิด

....กี่โมงแล้วนะ...

ผมมองหาโทรศัพท์มือถือที่ผมมักจะวางไว้ข้างหมอนแทนนาฬิกาปลุก ทันทีที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาได้ มันก็ตอกย้ำผมอีกครั้งว่าเมื่อคืน......

.....เคตะโทรมา ผมคุยกับเขาทางโทรศัพท์...

...แล้วพวกเราก็....

.....เลิกกัน.......

ทั้งๆที่พยายามอยู่นานให้น้ำตาหยุดไหล พอคิดขึ้นมาได้อีกน้ำใสๆที่น่าจะหมดไปแล้วก็พาลไหลลงมาอีกครั้ง

 

ผมดึงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ทำได้แค่นั้น ไม่มีแรงจะลุกขึ้นยืนต่อ ผมมองนาฬิกาอีกรอบ เลยเวลาที่จะต้องไปเรียนแล้ว ถึงจะไปทันก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินทางไป ต่อให้ไปถึงก็คงไม่มีกะจิตกะใจจะเรียน

ผมได้แต่ปล่อยตัวเองให้นั่งเหม่อ น้ำตายังคงไหลๆหยุดๆเป็นพักๆ ผมร้องไห้จนรู้สึกเหนื่อย ไม่เคยคิดเลยว่าการร้องไห้จะทำให้เหนื่อยได้ขนาดนี้

 

เวลายังคงเดินไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมยังไม่มีเรี่ยวแรงจะหยิบจับอะไรทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือปล่อยให้น้ำตาไหลรินไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะหยุดไปเอง แต่ก็ดูเหมือนมันจะไม่ยอมหมดง่ายๆ

 

จู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมรีบหยิบขึ้นมาดูชื่อจากปลายสาย ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นเคตะได้เลย แต่ผมก็ยังหวังจะให้เป็นอย่างนั้น...

ฮัลโหลเรียวเฮ? เป็นไงมั่ง ผมรับสายแต่ไม่พูดอะไร อีกฝ่ายก็เลยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

.....................

ฉันรู้เรื่องจากเคตะแล้วนะ นายไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?

....ริว...... ผมร้องเรียกชื่อเพื่อน แล้วน้ำตาที่ทำท่าจะหยุดก็ไหลลงมาอีก เสียงร้องไห้ของผมดังผ่านโทรศัพท์ไปถึงริวอิจิ

นายเป็นอะไรมากรึเปล่า? เดี๋ยวฉันไปหาที่บ้านนายดีมั้ย? น้ำเสียงของเขาบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงผมมาก

.....ริว....ฉัน..... ผมพูดอะไรไม่ออก ยิ่งร้องไห้มากเท่าไรก็ยิ่งเหนื่อยจนไม่มีแรงพูดเท่านั้น ที่สำคัญผมไม่รู้จะบรรยายความเจ็บปวดตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดได้ยังไงด้วย

เดี๋ยวฉันไปหานายเดี๋ยวนี้เลยนะเรียวเฮ แค่นี้นะ พูดจบก็วางสายไปเลย

ที่จริงผมไม่ได้อยากรบกวนให้ริวอิจิมาหา แต่ถ้าได้ร้องไห้กับใครสักคน ก็น่าจะรู้สึกดีขึ้นกว่านี้...

 

ไม่นานนักเสียงออดก็ดังขึ้นหน้าบ้าน ผมพยายามออกแรงที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อพาตัวเองไปที่ประตู ผมไม่ได้มองดูก่อนด้วยซ้ำว่าคนที่มาใช่ริวอิจิรึเปล่า

ผมเปิดล็อคประตูแล้วเดินหันหลัง พาตัวเองกลับไปนั่งที่เตียง ปล่อยให้แขกเป็นฝ่ายเปิดประตูเข้ามาเอง

เรียวเฮ......

ผมไม่ได้หันไปตามเสียงเรียก ผมแค่รับรู้จากเสียงนั้นว่านั่นคือริวอิจิ

..................................

เขาไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ผมนั่งลงที่เตียง แล้วก็มานั่งลงข้างๆ

หยดน้ำใสๆค่อยร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำตามันถึงไม่หมดสักที

มือของริวอิจิยื่นมากุมมือที่ไร้ความรู้สึกของผมไว้ แล้วมันก็ช่วยเร่งให้น้ำตาผมไหลรินลงมามากขึ้นจนผมหยุดเสียงสะอึกสะอื้นไม่ได้

ไม่เป็นไรนะเรียว..... เสียงกระซิบเบาๆ แต่ผมรับรู้ได้ถึงความห่วงใยทำให้ผมยิ่งหยุดร้องไห้ได้ยากขึ้น

ริว ผมหันไปซบหน้าอกของเพื่อนแล้วร้องไห้ไม่หยุด

ริวอิจิแค่กอดร่างที่สั่นเทาของผมไว้ตลอดโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่แค่นี้แหละ...ที่ผมต้องการจากเพื่อน แค่ใครสักคนรับรู้ และเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของผมได้โดยที่ผมไม่ต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูด

 

ในที่สุดผมก็น้ำตาก็ค่อยๆหยุดไหล ผมรู้ดีว่าอีกเดี๋ยวมันก็คงจะไหลลงมาได้อีกทุกเมื่อ ริวอิจิค่อยๆคลายอ้อมกอดออกเมื่อเห็นว่าผมหยุดสั่นแล้ว

ขอโทษนะริว.... ผมเพิ่งจะพูดกับริวอิจิเป็นคำแรก คนเอาแต่ใจอย่างผมช่างเป็นเพื่อนที่แย่ที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับผมเสมอ

ขอโทษทำไม นายไม่ผิดสักหน่อย เขายิ้มให้ ร้องไห้ไปเถอะ ถ้ามันช่วยให้นายลืมความเจ็บปวดพวกนั้นได้

เขาพูดแค่นั้นผมก็ทำท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีก

ริว....เคตะเขา.....

อย่าพูดอีกเลยเรียวเฮ ปล่อยมือเถอะนะ รั้งเอาไว้ก็มีแต่จะเจ็บปวด

หยดน้ำตาค่อยๆร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง ริวอิจิก็เลยดึงผมไปกอดไว้อีกครั้ง

ร้องไห้ให้พอ แล้วลืมมันเถอะนะเรียว ถึงไม่มีเคตะ นายก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว จำไว้ว่าฉันยังเป็นเพื่อนนายเสมอ

ผมพยักหน้าเบาๆทั้งที่ยังถูกเพื่อนกอดไว้อยู่

ผมรู้ดีว่าริวอิจิเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ แต่เวลานั้น...หรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้...

...สำหรับผมแล้ว ไม่มีใครมาแทนเคตะได้...

....แค่ไม่มีเคตะแค่คนเดียว โลกทั้งโลกก็ไม่มีความหมาย...

 

ริวอิจินั่งปลอบจนผมหยุดร้องไห้ได้อีกครั้ง ผมค่อยๆรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อยก็ตั้งสติได้มากขึ้น  

ร้องจนตาบวมหมดแล้ว เขาแกล้งแซว

ก็ร้องตั้งแต่เช้าไม่ได้หยุดเลย เหนื่อยนะเนี่ย จะหยุดก็หยุดไม่ได้ ผมว่า

ฮะๆๆๆ ตลกจัง

ไม่ขำสักหน่อย

แล้วนายกินอะไรรึยัง

....ยัง.... ถ้าริวอิจิไม่ถามผมก็คงไม่ทันนึกว่าตั้งแต่เช้ามา ผมยังไม่ได้กินอะไรเลย นี่มันก็เกือบจะเย็นแล้ว

ไอ้บ้า เดี๋ยวก็ได้หิวตายก่อนหรอก เขาว่าพลางลุกขึ้นยืนทันที นายรอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปซื้ออะไรมาให้กิน ว่าแล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้านไป...

 

...ไม่นานริวอิจิก็กลับมา ท่าทางเหนื่อยหอบของเขาทำให้ผมรู้ว่าเขาต้องรีบวิ่งไปกลับเพื่อซื้อข้าวมาให้ผม

ขอบคุณนะริวอิจิ ผมว่าพลางรับกล่องข้าวที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ วางลงที่โต๊ะ แล้วก็หยิบแก้วน้ำส่งให้ริวอิจิ

ขอบใจ เขารับแก้วน้ำไปดื่มจนหมด หิวแล้วกินกันเหอะ

ริวอิจิเขาซื้อข้าวมาเผื่อตัวเองด้วย ผมไม่รู้หรอกว่าเขาหิวจริงๆ หรือแค่ซื้อมากินเป็นเพื่อนผม แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ผมก็รู้สึกขอบคุณเขามากจริงๆ

ผมค่อยๆฝืนกินข้าวจนหมด ทั้งๆที่หิว แต่ไม่อยากกิน แต่จะไม่กินก็ไม่ได้

ไม่ต้องกินหมดก็ได้นะ ริวอิจิว่า เขาคงรู้ว่าผมกินไม่ค่อยลง ฉันแค่อยากให้นายกินอะไรบ้างเท่านั้นเอง

ไม่เป็นไรหรอกริว ฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว ก็หิวเหมือนกัน ผมไม่อยากให้ริวอิจิเสียน้ำใจที่อุตส่าห์รีบออกไปซื้อมาให้ ก็เลยพยายามกินข้าวให้หมด

ริวอิจิที่กินข้าวของตัวเองเสร็จไปนานแล้ว นั่งมองผมกินข้าวเงียบๆ ไม่พูดอะไรสักคำ

อิ่มแล้วละ ในที่สุดก็กินหมดสักที อร่อยจัง ผมยิ้มให้

...ขอบใจนะ เขาว่า

พูดอะไรของนาย ฉันต่างหากที่ต้องขอบใจนาย อุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อน แถมยังซื้อข้าวมาให้กินอีก... จู่ๆน้ำตาก็จะไหลออกมาอีก

...ทำไมคนที่ผมอยากให้เข้าใจผมมากที่สุดแบบนี้ เขาถึงไม่เคยเข้าใจอะไรเลย...

...ขอบ..ใจ..นะ.. ผมว่าพลางกลืนหยดน้ำตาที่ไหลอาบลงมาอีกครั้ง

มืออุ่นๆของเขายื่นมากุมมือของผมไว้แน่น

ไม่ต้องขอบใจหรอกเรื่องแค่นี้เอง อย่าลืมว่าฉันยังเป็นเพื่อนนายเสมอ

อื้ม.... ผมพยายามยิ้มตอบ ทั้งๆที่น้ำตายังไหลไม่หยุด

นี่ ฉันซื้อนี่มาด้วย ริวอิจิยิ้มพลางหยิบกล่องสตรอเบอร์รี่สีแดงสดยื่นให้ ของโปรดนายใช่ไม่ล่ะ?

..อื้ม...ขอบใจ

ริวอิจิยิ้มบางๆตอบให้  ...........เข้มแข็งไว้นะเรียวเฮ....

อื้ม....

2B Continued

 

Endless Story…Chapter16#Good-bye

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดมิด แม้จะมีแสงเพียงเล็กน้อยแต่สัมผัสรอบตัวบอกให้รู้ว่าผมนอนอยู่มี่เตียงในห้องนอนของตัวเอง

ผมค่อยๆตั้งสติอีกรอบ ความรู้สึกเจ็บปวดในใจที่สมองยังหาสาเหตุมาบอกให้ไม่ได้ ราวกับเป็นความฝันที่ตื่นมาแล้วเรามักจำไม่ได้ว่าฝันอะไร หลงเหลือเพียงความรู้สึกอย่างใดอย่างนึงเท่านั้น

สัมผัสเปียกชื้นที่แก้มบอกให้ผมรู้ว่าตัวเองร้องไห้ไปมากเพียงใด แต่ทั้งๆอย่างนั้น ทันทีที่รู้สึกตัว น้ำตาก็ยังไหลออกมาได้อีก

อีกสิ่งนึงที่ผมเพิ่งรู้สึก สัมผัสอุ่นๆที่ปลายนิ้วมือ ผมมองด้วยดวงตาที่ยังคงเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา คนที่กุมมือผมไว้ขณะหลับอยู่ข้างเตียง

.....เคตะ....
ผมเผลอนึกชื่อคนที่คิดถึงที่สุด ก่อนจะมองเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนๆนั้นที่ทำผมเจ็บปวดที่สุด หากแต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่างหาก

.....บ้ารึเปล่า...เคตะจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง....

....ใช่แล้ว....

......ไม่มีเคตะอีกแล้ว....

..................

........

.....เจ็บ....

ความรู้สึกแรกทันทีที่ผมคิดถึงคนๆนั้น

.....แต่ว่า.....มันจบแล้วล่ะ....

ที่ผ่านมาผมทนมาอยู่ได้ตั้งนาน
ทนเจ็บ
....
ทนฝืน
....
ทน..เพื่อสถานะของ
คนรัก ที่ผมคงจะคิดไปเองคนเดียว
ทน..เพื่อแค่อยากได้ยินว่า"รักกัน"
ที่ไม่ได้ออกมาจากใจ
ทน..เพื่อวันนี้
วันที่ผมคงจะเจ็บเป็นครั้งสุดท้าย
.
...แต่ผมไม่รู้ว่าจะต้องทนเจ็บแบบนี้ไปอีกยาวนานแค่ไหน....

 

อ้าว เรียวเฮ ตื่นแล้วเหรอ? ริวอิจิคงตื่นเพราะได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันดัง

อ..อืมม ผมรีบยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาถึงจะรู้ดีว่าเช็ดไปมันก็ไม่ได้จะหยุดไหลอยู่ดี

ร้องไห้อีกแล้วเหรอ...

...ขอโทษนะ....

มืออุ่นๆของริวอิจิบีบมือของผมเบาๆเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้  อย่าขอโทษฉันเลย นายไม่ผิดหรอก ร้องไห้ไปเถอะ ถ้ามันช่วยนายได้

........................ ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาแทนคำตอบ ....นายกลับไปก็ได้นะ มันดึกแล้ว

ไม่ละ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนนาย

............. ผมไม่พูดอะไรตอบอีก ที่จริงผมไม่ได้อยากรั้งตัวริวอิจิไว้ แต่ถ้าเขาอยู่เป็นเพื่อนก็คงจะดีกว่าอยู่คนเดียว ถ้าต้องอยู่คนเดียวอีก ผมก็คงต้องคิดถึงเคตะ แล้วก็ต้องร้องไห้ไม่หยุดอีก

เกิดมาผมไม่เคยร้องไห้ได้มากมายขนาดนี้มาก่อน

...ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะสามารถร้องไห้ได้มากถึงขนาดนี้...

...ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้...

...เพียงเพราะแค่....คนคนเดียว....

.....ลาก่อน....

.....เคตะ....

 

เช้าวันถัดมาผมกับริวอิจิต่างแยกย้ายไปมหาลัยของตัวเอง

ไปเรียนไหวแน่นะ ริวอิจิถามย้ำนักย้ำหนา ท่าทางเป็นห่วงผมมาก

อื้ม ไม่เปนไรแล้วละ ผมยิ้มน้อยๆตอบ

ก่อนออกจากบ้านผมยืนมองหน้าตัวเองในกระจก รอยช้ำใต้ดวงตาบ่งบอกให้รู้ว่าดวงตาคู่นี้ถูกใช้งานมาหนักแค่ไหน ผมปั้นยิ้มให้ตัวเอง รู้ว่ามันหลอกตัวเองไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้หลอกสายตาคนอื่นได้เท่านั้น...

ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ ระวังตัวด้วยละ

อื้ม ขอบใจนายมากนะ

บาย ริวอิจิยกยกมือโบกลาก่อนเดินแยกไปคนละทางกับผม

เรียวเฮ... ทั้งๆที่เดินแยกกันมาแล้ว จู่ๆเขาก็เรียกชื่อผม

ผมหันหลังกลับไปมองหน้าเขางงๆ ไม่ได้ส่งเสียงตอบเพราะรู้สภาพตัวเองดีว่าไม่สามารถตะโกนเสียงดังออกไปได้

เข้มแข็งไว้นะ ริวอิจิตะโกนกลับมาพร้อมส่งยิ้มให้

อื้ม ผมยิ้มตอบ ก่อนเราทั้งคู่จะหันหลังกลับแยกย้ายกันไปคนละทาง

 

เรียวเฮ เมื่อวานไม่มาเรียน ไม่สบายเหรอ? อากิระเพื่อนที่คณะถามเสียงดังแข่งกับเสียงโหวกเหวกในโรงอาหารของมหาลัย

..อืม..เป็นไข้นิดหน่อยน่ะ ผมโกหกไปเพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องเล่า อากิระไม่เคยรู้เรื่องอะไรของผมกับเคตะเลยสักนิด อย่างเดียวที่ผมเคยบอกเขาก็คือผมมีคนที่คบกันอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่บอกไปก็เพราะจะได้ใช้เป็นข้ออ้างเวลาถูกชวนไปนัดบอดก็เท่านั้นเอง

งั้นเหรอ...ดูนาย...ตาบวมๆนะ...นอนไม่พองั้นเหรอ?

เอ่อ...อืมม ผมเออออไปตามนั้น หวังว่าเขาจะไม่คิดว่าผมร้องไห้มาทั้งวันทั้งคืน

ตอนนั้นเอง ใครสักคนก็เข้ามาแทรกวงสนทนาของเรา

เฮ้ หวัดดี เสียงร่าเริงดังขึ้นตรงหน้าผม ด้านหลังของอากิระ

อ้าว? มาได้ไงวะ อากิระหันไปยิ้มให้ ก่อนจะหันกลับมาทางผม เออนี่ เรียวเฮ นายรู้จักกับฮิโรกิแล้วใช่ปะ

...อ...อืม.. ผมตอบ ก่อนจะหันไปทางฮิโรกิ

ได้ข่าวว่าเมื่อวานไม่มาเรียน ไม่สบายเหรอเรียวเฮ? เจอหน้าปุ๊บก็ถามไถ่ทุกข์สุขก่อนเลย

อืม แต่ไม่เป็นไรแล้วละ ผมยิ้มบางๆตอบ

เออนี่ ฮิโรกิ นายอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนเรียวเฮเลยละกันนะ พอดีฉันโดนอาจารย์เรียกไปคุยน่ะ งั้นฉันไปก่อนนะ พูดเองเออเองคนเดียวเสร็จก็ลุกจากที่นั่งไปเลย

เดี๋ยวสิอากิระ ทั้งผมทั้งฮิโรกิคุงเรียกแต่ดูเหมือนเพื่อนผมจะไม่สนใจเลย ผมไม่รู้ว่าเขาจงใจจะลุกไปเพื่อให้ผมอยู่กับฮิโรกิคุงแค่สองคนรึเปล่า

เฮ้อ...อะไรของมันเนี่ย ฮิโรกิคุงบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันมาทางผม นายสบายดีนะ?

อื้ม ผมแกล้งยิ้ม แต่ก็พูดตอบไปแค่นั้น

....งั้นเหรอ??.........นาย....ร้องไห้มารึเปล่า?......

............... ได้ยินเขาถามอย่างนั้นผมก็นิ่งไปพักใหญ่ เอ่อ...ก็เมื่อวานอยู่บ้านทั้งวัน ก็เลยดูหนังแล้วก็ร้องไห้น่ะ ผมรีบแต่งเรื่องขึ้นมาอ้าง ฮะๆ ตลกเนอะ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงสักหน่อย แค่ดูหนังก็ร้องไห้แล้ว

............................... ฮิโรกิคุงไม่พูดอพไรตอบ แต่กลับทำหน้าซีเรียส ผมรู้ว่าผมคงโกหกไม่เก่งพอ หรือไม่อย่างนั้นก็แปลว่าฮิโรกิคุงดูผมออกไปหมด

RRRRRRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นขัดจังหวะ ผมนึกขอบคุณที่ช่วยผมออกจากสถานการณ์แบบนี้ได้ แต่ทันทีที่เห็นชื่อจากปลายสาย ผมก็แทบจะหยุดหายใจ

.....เคตะ....

มือของผมกำโทรศัพท์ไว้แน่น ขณะเดียวกันก็สั่นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจ

.......จะโทรมาทำไมอีก.....

.......ผมไม่มีอะไรจะต้องคุยกับเขาอีกแล้ว....

....ในเมื่อ....ทุกอย่างมันจบลงแล้ว....

ผมไม่รับสาย ปล่อยให้มันดังจนฮิโรกิคุงต้องเอ่ยปากถาม

ไม่รับเหรอ?

อ...อ๋อ...เมลล์น่ะ ผมกดวางสายทิ้ง แล้วแกล้งทำเป็นอ่านเมลล์แบบลวกๆ

งั้นเหรอ

วางสายไปได้ไม่ทันไร โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นเมลล์จริงๆ

....ขอโทษนะ.......จากเคตะ....

แค่ข้อความสั้นๆ แต่ผมแทบจะหยุดหายใจ ผมพยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลลงมาอีก ไม่อยากจะร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น

มีอะไรรึเปล่า? ฮิโรกิคุงถามเมื่อเห็นผมนิ่งเงียบไป

อ..ไม่มีอะไรหรอก... ผมรีบปฏิเสธ ขอโทษนะฮิโระกิคุง ฉันมีธุระนิดหน่อย ไปก่อนนะ พูดเสร็จผมก็คว้ากระเป๋าเดินออกมาทันที

 

RRRRRRRRRR

ฮัลโหล เรียวเฮเหรอ? ปลายสายพูด

ริว....เคตะโทรมาหาฉัน.. ผมเล่าให้ฟังเพราะเวลานี้คนกลางที่อยู่ระหว่างผมกับเคตะมีเพียงริวอิจิเท่านั้น ที่สำคัญเขาเป็นเพื่อนคนเดียวที่ผจะคุยเรื่องนี้ได้

ฉันรู้....พอเจอหน้าปุ๊บมันก็ถามถึงนายก่อนเลย

แล้วนายว่าไงไปบ้าง? ผมถามกลับ เสียงหัวใจผมเต้นแรงขณะที่รอฟังคำตอบ

ผมไม่อยากให้เคตะรู้ว่าผมร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังที่ต้องเสียเขาไป ไม่อยากให้รู้ว่าผมอ่อนแอขนาดไหน ทั้งๆที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่รู้

ขณะเดียวกัน อีกใจนึงผมก็อยากให้เขารับรู้ทุกอย่างและรู้สึกผิดที่ทำคนที่รักเขามากที่สุดเสียใจแค่ไหน

ฉันไม่ได้ว่าอะไรหรอก ตัวมันเองคงรู้ดีอยู่แล้ว

...................... ผมนึกขอบคุณริวอิจิ

มันเป็นห่วงนายนะ เขาพูดกลับมาเบาๆ

ฝากบอกเขาด้วยละกัน ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก พูดเสร็จผมก็วางสายไป

....ใช่....ผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆเพราะเรื่องแค่นี้หรอก...

.....ไม่มีวัน....

2B Continued

 

Endless Story…Chapter17…#(You ruin)My Everything

 

มืออันไร้เรี่ยวแรงของผมค่อยๆไขกุญแจเพื่อเปิดประตูบ้าน หลังเลิกเรียนผมก็ตรงกลับบ้านทันทีเพราะรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปเตร็ดเตร่ที่ไหนอีก แต่ถึงแม้จะอยากกลับให้ถึงบ้านไวแค่ไหน ขาผมก็ไม่มีแรงจะก้าวสักเท่าไร กว่าจะถึงบ้านก็ใช้เวลาไปไม่น้อย

ผมเดินผ่านประตูเข้าไปในห้องโดยไม่ได้เปิดไฟ แสงสว่างไม่มีความจำเป็นกับผม ในเมื่อทั้งสมองและหัวใจมันมืดสนิทขนาดนี้ ต่อให้ห้องสว่างแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ผมวางกระเป๋าลงกับพื้น แล้วทิ้งร่างลงนอนบนเตียง น้ำใสๆค่อยๆเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง

.....จะร้องไห้อีกทำไมนะ...

....จะไปเสียน้ำตาให้คนพรรค์นั้นทำไม...

....ร้องไห้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา....
....ร้องไห้ไป เคตะก็ไม่กลับมา...
....ในเมื่อ....ทุกอย่างมันพังหมดแล้ว........

ถึงแม้ในใจผมจะห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ แต่ร่างกายกลับไม่สามารถบังคับให้น้ำตาหยุดไหลได้เลย

.....พอได้แล้ว...เลิกร้องสักทีเหอะ......

ยิ่งร้องไห้เท่าไร ผมก็ยิ่งคิดถึงคนๆนั้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นเท่านั้นด้วย

.....ทำไม....

....ทำไมฉันถึงต้องรักนายมากมายขนาดนี้ด้วย....

...แล้ว...ทำไม...

....ทั้งๆที่ฉันรักนายถึงขนาดนี้....

.....ทำไมนายถึงต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วย....

........ทำไม......

 

เวลายังหมุนผ่านไป...น้ำตาค่อยๆแห้งไปเอง ผมดึงตัวเองให้ลุกขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

....ไม่อยากเปิดไฟ...

....ไม่อยากมองเห็นอะไรทั้งนั้น...

...ไม่อยากเห็นหน้าตัวเองตอนนี้...

....ไม่อยากรับรู้ถึงความทรงจำต่างๆที่เคยมีให้ห้องนี้....

....ไม่อยากเห็นรูปถ่ายที่วางอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ...

...ไม่อยากเห็นกองนิตยสารที่มีรูปผู้ชายคนนั้นขึ้นปก...

....ไม่อยากคิดถึงอีกแล้ว....

.....ไม่อยากรัก....อีกแล้ว....

....ลืมเขาซะเถอะนะเรียวเฮ...

....ลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด...

....ในเมื่อเขาทำลายมันลงไปแล้ว...

....เศษซากที่หลงเหลืออยู่มันก็ไม่มีความหมาย...

 

ผมลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปที่วางตั้งอยู่ ต่อให้ปิดตาผมก็ยังนึกภาพนั้นออก รูปวันงานฉลองจบการศึกษาที่ผมถ่ายคู่กับเคตะที่โรงเรียน

ผมหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา แล้วน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาอีก

....ไม่.....

....ฉันไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว....

 

ผมดึงรูปออกจากกรอบ ฉีกมันทิ้งด้วยสองมือที่สั่นไหว ผมไม่แน่ใจตัวเองว่าควรจะทำแบบนี้รึเปล่า แต่ถึงอย่างนั้นรูปใบนั้นก็มีเส้นสีขาวคาดกลางระหว่างผมกับเคตะไปแล้ว เหมือนเป็นการบอกให้รู้ว่า เราไม่มีวันกลับมายืนเคียงข้างกันได้อีก เหมือนกับรูปใบนี้ที่คงไม่มีวันจะต่อติดได้เหมือนเดิมอีกแล้ว....

ผมรื้อของทุกอย่างออกมา ของขวัญวันเกิด คริสต์มาส วาเลนไทน์ ทุกอย่างที่ได้จากเคตะ ผมเคยรักษามันเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้มันไม่เหลือค่าอะไรอีกแล้ว เมื่อคนที่ให้ไม่มีใจเหลืออยู่ ของพวกนี้ก็เป็นแค่วัตถุชิ้นนึงที่ไม่มีค่าอะไรเลย เก็บเอาไว้ก็มีแต่จะทำให้พาลคิดถึงคนๆนั้นอีก

ผมโยนรูปถ่าย นิตยสารและของพวกนั้นลงในถัง

....จบกันสักที....

ไม้ขีดจุดไฟถูกโยนตามลงไปในถัง แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆแปรสภาพเป็นเพียงเถ้าถ่านสีดำ

....ขอให้ความรักที่ฉันเคยมีให้นายมอดไหม้ไปเหมือนกับของพวกนี้เถอะนะ....

....ฉันจะไม่คิดถึงนายอีกแล้ว.....

..................

......

...

........ลาก่อน.............เคตะ......

 

ผ่านไปหลายวัน ผมกลับไปเรียนหนังสือเหมือนปกติโดยมีริวอิจิคอยโทรมาเช็คความเป็นไปทุกวัน วันนี้ก็เช่นกัน

ฮัลโหล ริวเหรอ?” 

ว่าไง เลิกเรียนรึยัง?” 

เลิกแล้ว กำลังจะกลับบ้าน ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงถึงได้โทรมาทุกวัน ถ้าไม่มีริวอิจิสักคน ผมก็ไม่รู้ป่านนี้ตัวเองจะยังฟูมฟายอยู่รึเปล่า หรือผมอาจจะทำอะไรโง่ๆลงไปแล้วก็ได้

ว่างมั้ย? ไปกินข้าวกัน

อืมม..... ผมคิดอยู่นิดนึง ถึงจะรีบกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไร ไปก็ได้

โอเค งั้นเจอกันที่ชิบุย่านะ

เดี๋ยวริว ผมเรียกเขาไว้ก่อนที่จะวางสาย

อะไรเหรอ?”

เอ่อ...คือ...หมอนั่นคงไม่ได้มาด้วยนะ ที่จริงผมน่าจะรู้ดีว่าริวอิจิคงไม่ทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในเมื่อเขาก็ยังเป็นเพื่อนของเคตะอยู่

อ๋อ ไม่ต้องห่วงหรอก หมอนั่นมันเลิกเรียนเสร็จก็ไปทำงานแล้วละ

โอเค ผมยิ้มออกมาอย่างโล่งอก งั้นเดียวเจอกันนะ แล้วก็วางสายไป

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะเจอหน้าเขาเลยหรอกนะ ใจนึงผมอยากเจอเขาแทบตาย อยากจะทำทุกอย่าง แม้จะต้องร้องไห้อ้อนวอนแค่ไหน เพียงแค่ขอให้เรากลับมาเหมือนเดิม แต่อีกใจ.....

......ผมกลัว.....

กลัวที่จะต้องเจอหน้าเขาแล้วรับรู้ว่า...เขาไม่เหมือนเดิม...

....เขาไม่ได้รักเราอีกแล้ว...

แบบนั้น สู้อย่ากันอีกเลยซะยังดีกว่า

.....คิดบ้าๆอยู่ได้...

 ...ไหนบอกว่าจะไม่คิดถึงหมอนั่นอีกแล้วไง....

.....คิดจะตัดใจแล้วก็ต้องตัดให้ได้สิเรียวเฮ...

 

ขณะที่สองขาของผมกำลังพาตัวเองไปสถานีรถไฟ ผมก็ได้แต่คิดถกเถียงกับตัวเองอยู่ในหัวตลอดเวลา

ที่จริง...ต้องบอกว่าผมคิดมาตลอด ตั้งแต่วันที่เราเลิกกันต่างหาก

ไม่รู้เหมือนกัน ว่าวันไหน เมื่อไร ผมจะเอาเรื่องนี้ออกไปจากสมองได้สักที

....หรือว่า.....มันอาจจะ....ไม่มีวันนั้นเลยก็ได้....

เรียวเฮ....เรียวเฮ เสียงใครบางคนเรียกชื่อผมซะดัง เหม่ออะไรอยู่ เรียกตั้งนานแน่ะผมหันไปหาต้นตอของเสียงที่คุ้นหู ฮิโรกิคุงนั่นเอง เลิกเรียนแล้วใช่มั้ย?”

อืม ผมตอบเบาๆ

กินข้าวรึยัง? ไปกินด้วยกันมั้ย?”

เอ่อ...ขอโทษนะ ฉันมีนัดแล้วน่ะ” 

อ...อ้าว? งั้นเหรอ?” ดูเขาผิดหวังไม่น้อย นัดกับเคตะล่ะสิ ผมหยุดกึกไปนิดนึงตอนที่เขาพูดชื่อเคตะออกมา

ไม่ใช่หรอก....

เอ๋???”

ไม่ใช่เคตะหรอก ฉัน..... ผมหยุดไปนิดนึง ก่อนจะพูดต่อ เลิกกับเขาแล้ว” 

ผมรู้ว่าการที่ผมจะรักหรือเลิกกับเคตะ มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องป่าวประกาศ ผมไม่ได้พูดเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง หรือเปิดโอกาสให้ใครทั้งสิ้น ผมแค่ไม่ได้คิดว่าจะต้องปิด ในเมื่อมันเป็นความจริง

งั้น....เหรอ.... ท่าทางเขาตกใจมากทีเดียว อย่างนี้นี่เอง.... ผมคิดว่าเขาคงหมายถึงเพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้ผมดูซึมๆเศร้าๆ แล้วก็ตาบวมๆช่วงหลายวันมานี้ แล้ว...นาย...โอเครึเปล่า?” 

อืม ผมยิ้มบางๆตอบ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ไม่ต้องห่วง

เหรอ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ” 

 

ฮิโรกิคุงเรียนอยู่ที่เดียวกับฉันด้วยละ ผมเพิ่งมีโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ริวอิจิฟัง

หา!!! จริงดิ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย

ฮะๆๆ ขนาดฉันยังไม่รู้เลย เพิ่งจะเจอกันเมื่ออาทิตย์ก่อนเอง ตอนเจอกันฉันยังตกใจเลย

แล้วช่วงนี้เจอกันบ่อยปะ?” ริวอิจิถามต่อ

ก็บ่อยนะ บังเอิญเขาดันเป็นญาติกับเพื่อนที่คณะอีก เดี๋ยวก็เลยชอบมาหาบ่อยๆ ผมก็เล่าไปเรื่อย

แล้ว......... ริวอิจิพูดแล้วจ้องให้ผมพูดต่อ

แล้วอะไรล่ะ ก็แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอก” 

จริงเหรอ นายไม่มีแต่หมอนั่นอาจจะมีนะ” 

...ผมรู้... ฮิโรกิคุงดูมีใจให้ผมตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลายแล้ว พอมาเจอที่มหาลัยอีก เขาก็ยังดูเหมือนเดิม

แต่มันก็แค่นั้นแหละ....

เวลานี้ผมไม่มีใจจะให้ใครอีกแล้ว....
คิดมากน่ะ ผมพยายามพูดปัดๆไป

.......เคตะล่ะ??.......

...เคตะเป็นยังไงบ้าง?...

....เขาไปเรียนรึเปล่า?..

...เขาพูดถึงฉันบ้างึเปล่า?...

...เขาเสียใจ..อย่างที่ฉันเป็นบ้างรึเปล่า??...

ผมอยากจะถามออกไป อยากรู้เรื่องเคตะ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง อยากได้ยินเรื่องราวทุกอย่าง แต่ผมไม่กล้าถามออกไป ไม่กล้าให้ริวอิจิรู้ว่าผมยังรัก ยังคิดถึงเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออย่างไร ริวอิจิก็เอ่ยปากเรื่องนี้ขึ้นมาพอดี

นี่.....เคตะน่ะ.... ริวอิจิเปรยขึ้นเบาๆ ดูท่าทีว่าผมจะสนใจฟังหรือจะพูดตัดบท

ส่วนตัวผม ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ผมก็หยุดกึกขึ้นมาทันที ผมไม่ได้ทำท่าสนใจอยากรู้อยากเห็นนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่าปรามเพื่อนเลยเช่นกัน

มันเป็นห่วงนายมากนะ ฝากให้ฉันโทรมาคุยกับนายทุกวัน แต่ที่จริงถึงจะไม่บอกฉันก็อยากโทรหานายอยู่แล้วละ

....ฝากโทรมาเหรอ...

...เพื่ออะไร?? ถ้าไม่ได้โทรมาเอง จะมีประโยชน์อะไร...

ผมนึกด่าเขาอยู่ในใจ แต่ที่จริงจะว่าไปก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยโทรมา ที่จริงเขาโทรมาแล้วผมไม่รับเองต่างหาก

เป็นห่วงตอนนี้ แล้วจะได้อะไรขึ้นมา ผมย้อนกลับ

เออ ฉันก็ไม่เข้าใจมันเลย ท่าทางมันก็เสียใจนะ ไม่รู้ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ด้วย

....ใช่....ทำไมจะต้องทำอย่างนี้ด้วย....

....เพื่ออะไร....

....เพื่อให้ฉันเจ็บปวด จะเป็นจะตายอย่างนั้นเหรอ...

....นายพอใจที่เห็นฉันเป็นแบบนี้อย่างนั้นเหรอ...

...ที่นายบอกว่าไม่อยากเห็นฉันร้องไห้ ไม่อยากเห็นฉันเสียใจ...

....แล้วนายบอกได้มั้ยว่าที่ฉันเป็นอยู่นี่คืออะไร...

ว่าแต่นายเหอะ ไม่เป็นอะไรแล้วแน่นะ ริวอิจิถามมาถึงตัวผมบ้าง

อืม ก็...ไม่รู้สิ... ผมตอบไปตามตรง ที่จริงตอนนี้ผมก็ดีขึ้นเยอะ ไม่ได้เอาแต่ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนอีกแล้ว แต่ก็ยังมีบางเวลาที่น้ำตายังไหลออกมาทุกครั้งที่มีอะไรมาทำให้นึกถึงวันเวลาเก่าๆ

เหรอ....งั้น...เอาเป็นว่าถ้ามีอะไร นายเรียกตามตัวฉันได้ตลอดนะ” 

อืม ขอบใจ ผมยิ้มตอบ

แต่ว่า...เดี๋ยวฮิโรกิมันคงมาช่วยดามอกนายให้แหละนะ ฉันว่า แล้วก็วกกลับมาเรื่องฮิโรกิคุงอีกรอบ

เอ๊ย ไม่เกี่ยวสักหน่อย อย่าไปพูดพาดพิงถึงคนอื่นสิ” 

แล้วเราก็นั่งคุยไปเรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียว ข้างนอกร้านกาแฟที่เรานั่งอยู่ก็มืดซะแล้ว....

2B Continued

Endless Story…Chapter18#Moving on (without you)

 

นี่ นายมีธุระอะไรต่อรึเปล่า? ผมถาม

ไม่นิ ทำไมเหรอ?

ป่าวหรอก... ผมตอบเบาๆ แค่....ไม่อยากกลับบ้าน

กลับบ้านไปก็ต้องอยู่คนเดียว พออยู่คนเดียวก็ต้องคิดถึงเคตะ พอคิดถึงเคตะก็ต้องร้องไห้อีก

ไปบ้านฉันมั้ยล่ะ?

................. ผมหยุดนิ่งไปนิดนึง เพราะที่ริวอิจิพูดมันออกจะนอกความคาดการณ์ของผมไปหน่อย ก็...ถ้านายไม่ว่าอะไร แต่ยังไงผมก็รับคำชวนของเขาอยู่ดี ก็ผมไม่อยากกลับบ้านไปอยู่คนเดียวจริงๆนี่นา

จะว่าอะไรล่ะ ถ้าไม่อยากให้ไปก็ไม่ชวนหรอกเว๊ย

ฮะๆๆ นั่นสินะ

 

ออกจากร้านกาแฟ นั่งรถไฟมาสักพักก็ถึงบ้านของริวอิจิ จะว่าไปผมเคยมาบ้านริวอิจิน้อยครั้งมาก สาเหตุก็เพราะมัวแต่ไปขลุกอยู่กับเคตะซะตลอด ไม่น่าแปลกใจที่ผมแทบจะไม่มีเพื่อนคนอื่นเลย

รบกวนหน่อยนะ

เจ้าของบ้านเปิดประตูให้ ผมเดินเข้าไปวางของลงกับพื้น นั่งลงที่เตียง สักพักริวอิจิก็เดินมา ยื่นแก้วน้ำผลไม้ให้

ขอบใจนะ ผมรับแก้วมาถือไว้ ก่อนจะพูดต่อ ไม่มี...เบียร์เหรอ?

ริวอิจิมองตาผมปริบๆ แล้วก็หันหลังเดินไป ไม่พูด ไม่ถาม ไม่ห้าม ไม่อะไรทั้งสิ้น แล้วเขาก็หยิบเบียร์ออกจากตู้เย็นมา ยื่นให้ผมกระป๋องนึง เปิดกินเองอีกกระป๋องนึง

ปกติผมไม่ใช่คนชอบดื่มเหล้า ผมคิดว่าตอนนี้ริวอิจิคงเข้าใจความรู้สึกของผมดี เวลานี้ผมแค่อยากดื่มให้เมาเป็นบ้าเป็นหลังดูสักครั้ง มันอาจจะช่วยให้ผมลืมความเจ็บปวดพวกนี้ได้บ้าง ...แค่ไม่กี่นาทีก็ยังดี...

ขอบใจ ผมตอบเบาๆ ก่อนจะเปิดมาดื่มบ้าง

.................
...........

..................

....

..

กระป๋องเปล่าวางเต็มพื้นระเกะระกะ ผมไม่รู้ว่าตัวเองดื่มไปมากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆผมว่าตัวเองคงเมามากแล้ว

ฉันเกลียดมัน เกลียดเคตะ เกลียดที่สุด ผมไม่รู้ว่าตัวเองตะโกนบ้าอะไรออกไป

โอเคๆ ฉันรู้แล้ว ริวอิจิพูดเออออตามผมโดยไม่ห้าม ไม่ปราม ไม่ขัดอะไรทั้งสิ้น

นายคอยดูนะริว ชาตินี้ฉันจะไม่มีวันญาติดีกับมันอีกเด็ดขาด ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสค่อยๆเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น

....ยิ่งรักมาก ก็ยิ่งเกลียดมาก... จะพูดแบบนี้ก็คงไม่ผิดสักเท่าไร

ฉันเกลียดนาย เคตะ ผมร้องตะโกนเหมือนจะย้ำกับตัวเองให้...เลิกรัก...เขาสักที

......ถ้าผมเกลียดผู้ชายคนนั้นได้ ผมคงไม่ต้องเจ็บปวดอีก.....

 

ออดดด....

เสียงออดดังหน้าประตู ริวอิจิก็เลยผละจากผมเพื่อไปดู เดี๋ยวมานะ

ผมยังคงนั่งดื่มเหล้าคนเดียวต่อ ปล่อยให้เจ้าของบ้านไปเปิดประตูคนเดียว

ใครมาเวลานี้เนี่ย? เสียงริวอิจิบ่นดังตามมาด้วยเสียงประตูเปิดออก แล้วจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรต่ออีกเลย

 

เฮ๊ย นายมาทำไมตอนนี้วะ? ริวอิจิกระซิบเบาๆใส่คนตรงหน้า

โทษที ฉันอยากคุยกับนายหน่อย

ไม่ใช่ตอนนี้ว่ะ เรียวเฮอยู่ที่นี่นะ

................ร...เรียว...อยู่นี่เหรอ......

 

ผมไม่รู้ว่าใครมา ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน รู้แต่ว่าริวอิจิไปที่ประตูนานแล้ว ผมก็เลยค่อยๆฉุดลากตัวเองให้ลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซไปหา ใครเหรอริว? เอริจังเหรอ? ผมถามไปทั้งๆที่น่าจะรู้ว่าเอริจังไม่ควรจะมาหาเวลาดึกดื่นแบบนี้แล้ว

อ..ไม่มีไรหรอกเรียว... ริวอิจิทำท่าลุกลนพลางจะปิดประตูไม่ให้ผมเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่มันก็ไม่ทันซะแล้ว

เค...ตะ.... ผมเรียกชื่อร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตู แล้วน้ำใสๆก็ไหลลงมาทั้งๆที่ผมพยายามกลั้นมันไว้แล้ว

เรียว... เขาเรียกชื่อผมได้แค่นั้น แล้วผมก็รีบวิ่งหลบเข้าไปในห้องอย่างเดิม

เดี๋ยวเรียวเฮ ดูเหมือนเขาพยายามจะเดินตามเข้ามา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกริวอิจิห้ามไว้

ไม่ต้องหรอกเคตะ

แต่ว่า...

ฉันว่านายอย่าดีกว่า

แต่....

แล้วฉันจะโทรหานายทีหลังนะ นายกลับไปเถอะ

เสียงปิดประตูดังขึ้น ผมหวังว่าเคตะจะกลับไปแล้ว สักพักริวอิจิก็เดินกลับเข้ามา ผมนั่งกอดเขาร้องไห้อยู่ข้างเตียง ทั้งๆที่ไม่ได้อยากร้องไห้เลย ตัวผมสั่นโดยที่ผมห้ามไม่ได้ ผมนึกสภาพตัวเองไม่ออกเลยว่ามันจะดูน่าสมเพชแค่ไหน

ริวอิจินั่งลงตรงหน้า เอื้อมมือมากอดร่างที่สั่นเทาของผมไว้

ฉันขอโทษนะเรียวเฮ ไม่คิดว่ามันจะมาตอนนี้

ผมยังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนไม่สามารถพูดอะไรได้ ผมอยากจะบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของริวอิจิเลยสักนิดเดียว

นายเกลียดหมอนั่นไม่ใช่เหรอ แล้วนายจะร้องไห้ ยอมเสียน้ำตาให้มันอีกทำไม

....ฉ.....ฉัน...เก..ลี..ย..ด.....เกลีย..ด....เค...ตะ...ที่...สุด..... ผมพยายามใช้แรงทั้งหมดพูดประโยคนั้นออกมาเตือนตัวเองอีกรอบ ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วตัวเองรู้สึกอย่างนั้นรึเปล่า

....ผมเกลียดเขา.....

....เกลียดมาก....

....แต่ถึงอย่างนั้น....ผมก็ยังรักเขามากด้วย....

............................

........

......เมื่อไรฉันจะเลิกรักนายได้สักทีนะเคตะ.......
..........................

..........

...
............

...

 

ผ่านไปหลายวัน ผมกลับไปเรียนหนังสือตามปกติอย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมา หลายวันที่ผ่านมานี้ผมพยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมา เตือนตัวเองในสิ่งที่ต้องทำ ในเมื่อเวลายังคงเดินไป ตัวผมเองก็คงต้องก้าวต่อไป ...แม้ว่าแต่ละย่างก้าวจะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม....

RRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมนั่งเหม่ออยู่ในห้องสมุด ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าเป็นริวอิจิ เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาเปนคนเดียวที่คอยโทรมาหาผมทุกวัน

.....ถ้าเคตะเป็นห่วงเป็นใยบ้างแบบนี้บ้าง ก็คงจะดี....

ช่วยปิดเสียงโทรศัพท์ แล้วก็ออกไปคุยข้างนอกด้วยนะคะ เสียงพนักงานสาวในห้องสมุดดังตามมา

ข..ขอโทษครับ ผมรีบคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งออกไปคุยนอกระเบียง

โทรมากวนรึเปล่า?

ไม่หรอก นายมากกว่า อุตส่าห์โทรมาทุกวัน เดี๋ยวเอริจังก็เข้าใจผิดหรอก ผมแกล้งแซวเล่น

โอ๊ย ไม่ต้องห่วงยัยนั่นหรอก ห่วงตัวเองดีกว่าน่า

อืมมม.... ผมตอบเบาๆ จากนั้นก็คุยกันไม่กี่คำ แล้วก็วางสายไป เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกวัน

ผมพับมือถือเก็บใส่กระเป๋ากางเกง มองนาฬิกาแล้วก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง

ได้เวลากลับบ้านแล้วสินะ ถึงผมจะไม่อยากกลับไปสักเท่าไร แต่ผมก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีกเหมือนกัน

เรียวเฮ เรียวเฮ เสียงใครบางคนเรียกชื่อ ขณะที่ผมกำลังจะเก็บของบนโต๊ะใส่ลงกระเป๋า

ฮิโรกิคุง ผมเงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ก่อนเขาจะเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าผม

เอ๋? เป็นอะไรไปรึเปล่า? สีหน้าเศร้ากับรอยช้ำใต้ดวงตาคงเด่นเกินที่จะพ้นสายตาของผู้ชายคนนี้ได้

ผมมองหน้าเขาก่อนจะค่อยๆวางของลงกับโต๊ะอีกครั้ง อืมม..ก็.....

มีอะไรปรึกษาฉันได้นะ.....

.................... ผมไม่ตอบ ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง ผมรู้ว่าปัญหาของผมมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเล่าให้ฮิโรกิคุงฟังเลยสักนิด

...เรื่อง....เคตะสินะ.... เสียงทุ้มต่ำของเขา แทรกความรู้สึกเจ็บปวดแทนผมไว้ด้วย

ผมพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

ฉันไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนี้เลยนะ

ผมยังคงไม่พูดอะไรตอบ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว ทั้งๆที่รู้ว่าฮิโรกิคุงคิดยังไงกับตัวเองบ้าง แต่ก็ยังเอาเรื่องนี้มาคุยกับเขา

เรียวเฮน่ะ เหมาะกับหน้าเวลายิ้มมากกว่านะ

มืออุ่นๆยื่นมาจับมือผมไว้ ก่อนจะบีบมันเบาๆ .....เป็นฉัน....ไม่ได้เหรอ?...

2B Continued

 

Endless Story…Chapter19#Never Ever

 

......เป็นฉันไม่ได้เหรอ.....

ผมรู้สึกเหมือนเสียงของฮิโรกิคุงดังก้องอยู่ในหัว

ผมสัมผัสได้ถึงไออุ่นและแรงบีบเบาๆที่หลังมือ

ก่อนที่ฮิโรกิคุงจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้... ใกล้จนเหลือพื้นที่ห่างกันไม่กี่เซนต์

เอ่อ.... ผมรีบชักมือออก พร้อมกับหันหน้าหนีไปทางอื่น .....ขอโทษ.....

เอ่อ...ไม่หรอก ฉันต่างหาก...

............. ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่หลบสายตามองไปทางอื่นแทน

แต่ว่า...นายคงรู้อยู่แล้ว ฉันจริงจังนะ

....คือ...ฉัน.... ผมพูดต่อได้ไม่กี่คำ นิ้วเรียวๆก็ยกขึ้นมาทาบริวฝีปากผมไว้

ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ฉันรู้ว่านายไม่ได้คิดกับฉันแบบนั้น

ผมดีใจสำหรับความรู้สึกที่ฮิโรกิคุงมีให้ แต่ขณะเดียวกันผมก็เจ็บปวดแทนเขาด้วย

ขอโทษนะ ...ตอนนี้...ฉันรักใครไม่ได้แล้วละ...

เวลานี้ผมไม่มีใจจะไปรักใครอีกแล้ว ผมรู้ว่าการรักใครสักคนแล้วไม่ได้รักความรักตอบในแบบที่ตัวเองต้องการมันทรมานแค่ไหน ผมไม่อยากเห็นใครเป็นแบบนั้น ที่สำคัญผมไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องเสียใจแบบเดียวกับที่ผมเป็น ผมไม่ได้รังเกียจฮิโรกิคุง แต่ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีทางรักเขาได้อย่างที่เขารักผมแน่ๆ

อย่าขอโทษเลย นายไม่ผิดหรอก... ....แค่อยากให้นายรู้ไว้ ว่าฉันยังรอนายอยู่เสมอ....

 

.............................
...........................

........

.............

....................

......

เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ...

ชีวิตของผมก็ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากเคตะ

ผมได้แต่หวังว่าสักวัน ความ