2007/Mar/30

Endless Story…Chapter22…# A Wall

 

มายืนทำอะไรคนเดียวตรงนี้ ใครบางคนวางมือบนไหล่ผมเบาๆ ผมหันไปตามเสียงเรียกที่คุ้นหูแล้วยิ้มบางๆให้ ฮิโรกิคุงนั่นเอง ไปนั่งด้วยกันมั้ย? เขาเลื่อนมือลงมาจับมือผมแทน

อืม ผมตอบรับเบาๆ ปล่อยให้เขาจูงผมไปนั่งที่โต๊ะ

...นี่เรามาที่นี่ทำไมนะ....

ผมเพิ่งนึกได้ว่าผมไม่น่าจะตื่นเต้นอะไรกับไอ้งานเลี้ยงรุ่นนี่เลย เพื่อนสนิทสมัยม.ปลายของผมก็มีแค่เคตะกับริวอิจิ หรืออย่างมากก็นับฮิโรกิคุงด้วยอีกคน

ที่จริงผมคงไม่ได้นึกอยากมานี้เลย ถ้าเพียงผมรู้ว่าเคตะจะไม่มา...

ผมนึกพลางยกแก้วเบียร์ตรงหน้าขึ้นดื่ม

เรียวเฮ อย่าดื่มมากเลย นายดื่มไม่เก่งนะ ฮิโรกิคุงว่า

นานๆทีน่ะ ผมหันไปยิ้ม

นั่นสิ นานๆเจอเพื่อนทีไม่เห็นเป็นไรเลย ฮิโระกิน่ะเป็นห่วงเรียวเฮคุงมากไปแล้ว สาวน้อยที่นั่งโต๊ะเดียวกันว่า ผมไม่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัวหรอก รู้แค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องของฮิโรกิคุง

กรี๊ดดดดดดดดดด เคตะคุงงงงง

เคตะ มาแล้วเหรอ????? ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อผู้ชายคนนั้นดังมาจากหน้าร้าน พร้อมกับเสียงกรี๊ดของสาวๆ ตามด้วยเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำของตัวผมเอง

ผมนั่งนิ่งไม่พูดอะไรสักคำ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงพวกนั้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปตรงหน้า

ชายร่างสูง หน้าตาแบบเดียวกับที่ผมเห็นตามหน้านิตยสาร คนที่ผมอยากเจอมาตลอด

หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นอีกราวกับว่ามันจะรัวขึ้นแล้วหยุดเต้นลงในที่สุด

ผมรีบหลบสายตาลงมาก่อนที่เขาจะสบตากับผมได้ มือข้างนึงยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอีกรอบ ก่อนที่ผมจะเอนลงซบไหล่คนข้างๆ

เรียวเฮ เฮ้? เมาแล้วเหรอ??

ผมคิดว่าร่างสูงคงจะได้ยินด้วย

เอ่อ แค่มึนๆน่ะ ขอโทษที ผมเกาะแขนฮิโรกิคุงไว้ พลางดึงตัวเองขึ้น

ที่จริงผมไม่ได้เมาอะไรขนาดนั้นหรอกนะ ผมแกล้งทำเป็นอย่างนั้น เผื่อว่าเคตะจะมองอยู่

........อย่าถามผมเลยนะ ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น...

ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

ผมอยากให้เขารู้ว่า ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้อยู่โดยไม่มีเขาไม่ได้อย่างที่ผมเคยเป็น

ผมอยากให้เขาเข้าใจว่า ผมไม่จำเป็นต้องมีเขาอีกแล้ว

เขาไม่มีค่าอะไรสำหรับชีวิตของผมอีกแล้ว....

.....ผมรู้...

...ว่าทุกอย่างที่ผมทำไป มันตรงข้ามกับความเป็นจริงทุกอย่าง...

แต่ผม...ก็ห้ามตัวเองไม่ได้.....

ฉันไปห้องน้ำเดี๋ยวนะ ผมว่าขณะดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

ให้ฉันพาไปมั้ย? ฮิโรกิคุงรีบยื่นมือมาพยุงผมไว้ แต่ว่า...

ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก เดี๋ยวมานะ ผมยิ้มตอบแทนคำขอบคุณ ก่อนจะเดินไปห้องน้ำคนเดียว

....เฮ้อ...ทำบ้าอะไรอยู่นะเรา...
...เขาคงไม่ได้มาสนใจหรอก...

....คงไม่ได้มองมาด้วยซ้ำ...

ผมยืนจ้องหน้าตัวเองในกระจกตรงอ่างล้างมือ

เฮ้อ....

ผมรู้ว่าที่ผมทำมันผิดต่อฮิโรกิคุง เหมือนผมหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อเรียกความสนใจจากเคตะ

ทั้งๆที่ผมรู้ว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง แต่เวลานี้ผมกลับหยิบยื่นมันให้กับคนที่หวังดีกับผมมากที่สุด

ผมนี่มันเลวจริงๆ....

....เฮ้อ..... ผมถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้องน้ำ แต่แค่หันมาด้านข้าง สายตาผมก็ไปหยุดลงที่ชายร่างสูงคนนึง ผมไม่รู้เลยว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร

เรียว....

...................................... ผมไม่ได้ตอบ เพราะผมนึกคำพูดอะไรไม่ออกเลย ผมรู้แต่ว่าเสียงหัวใจมันดังเอามากๆ

เป็นไงบ้าง สบายดีเหรอ? เขายิ้มบางๆถาม

อืม..ก็ดี ผมตอบสั้นๆแค่นั้น แล้วก็ทำท่าจะเดินออก ฉันไปก่อนนะ

เดี๋ยว มือใหญ่ๆคว้าข้อมือของผมไว้ ทำให้ผมต้องเหลียวกลับไป

ปล่อยเถอะ ผมว่าเบาๆ พยายามคุมเสียงตัวเองให้เยือกเย็นที่สุด

เขายอมปล่อยมือผมแต่โดยดี นายยังโกรธฉันอยู่สินะ

...........ไม่หรอก ผมแกล้งหันไปยิ้มให้ เรื่องมันนานมาแล้ว ฉันไม่เก็บมาคิดแล้วละ

....ฉันโกหก...

.....ต่อให้นานแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยลืมมันลงได้เลย...

...ถ้าฉันไม่พูด นายจะเข้าใจฉันบ้างมั้ย...

จริงเหรอ เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังว่าผมจะคิดแบบนั้นจริงๆ

.....อ....อืม... ผมก็ยังคงยืนยันคำโกหกนั้นต่อไป

ถ้าอย่างนั้น....พวกเรา...........

ขอโทษนะ เพื่อนๆที่โต๊ะรออยู่ ผมจงใจขัดขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดอะไร

ผมกลัวที่จะฟัง

ฉันกลับไปที่นั่งก่อนนะ พูดเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำหนีออกมาเลย

หน้าประตูห้องน้ำ ผมก็เห็นใครบางคนยืนรออยู่ด้านนอก ไม่ใช่ใครที่ไหนอีกนั่นแหละ...

ฮ...ฮิโรกิคุง... ผมปั้นหน้าตัวเองไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไง พูดไปก็เหมือนกับแก้ตัว ก็เลยเลี่ยงด้วยการเดินกลับมานั่งที่เดิมทันที

ไม่นานนักฮิโรกิคุงก็เดินกลับมานั่งข้างๆผมอย่างเดิม

ผมไม่รู้ว่าเขาเข้าไปคุยอะไรกับเคตะรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ผมอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย

เรียวเฮ เป็นอะไรรึเปล่า? สีหน้าไม่ดีเลย ทั้งๆที่เขาคงได้ยินเรื่องที่ผมพูดกับเคตะหมดแล้ว แต่เขาก็ยังแสดงอาการเป็นห่วงผมเหมือนเดิม

เอ่อ...ฉันอยากกลับบ้าน ผมพูดไปตามตรง

งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งนะ

อย่าเลย ฮิโรกิคุงอยู่กับเพื่อนๆเหอะ ฉันกลับเองได้ ผมปฏิเสธ แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าผมไม่อยากรบกวนเขาจริงๆ

ไม่ได้หรอก ฉันจะปล่อยให้นายกลับบ้านคนเดียวแบบนี้ได้ยังไง ยิ่งเจ้าอากิระรู้เข้ามันยิ่งเอาฉันตายแน่ๆ

ผมหันไปยิ้มขำๆกับข้ออ้างของเขา ขอบคุณนะ

แล้วผมก็ออกจากงานนั้นไปโดยมีฮิโรกิคุงไปส่งถึงที่บ้าน

สุดท้ายแล้ว ผมก็ได้เห็นหน้า ได้คุยกับเคตะแค่ไม่กี่คำ

....เราคงไม่มีทางทำอะไรให้มันดีขึ้นไปมากกว่านี้ได้แล้วสินะ....

....ยอมรับความจริงเถอะเรียวเฮ...

.....ทุกอย่างไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว....

...ผม...เป็นคนสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นมันด้วยสองมือของผมเอง....

 

เรียวเฮ!” ใครบางคนยืนรอผมอยู่หน้าตึกหลังเลิกเรียน คนๆเดิมที่มักจะมายืนรอผมเลิกเรียนแทบทุกวัน ไม่ว่าผมจะเลิกเรียนเช้าหรือค่ำแค่ไหน

ฮิโรกิคุงไม่มีเรียนรึไง มารอฉันได้ทุกวันๆแบบนี้ ผมแกล้งแซว

พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากให้มารองั้นสิ

เปล่าๆ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่มารอรับแถมยังไปส่งถึงบ้านแทบทุกวันแบบนี้ ฉันเกรงใจนายน่ะ ผมว่า

หลังๆมานี้ฮิโรกิคุงอาสาไปส่งผมที่บ้านเกือบทุกวันจนผมเคยชินกลับบ้านเองคนเดียวไม่เป็นซะแล้วมั้งเนี่ย แถมวันนี้ก็เลิกดึกด้วย ปล่อยให้นายรอตั้งนาน)

ไม่เห็นต้องเกรงใจเลย ฉันเต็มใจนี่นา นานเท่าไรฉันก็รอได้ เขายิ้มให้ ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่ แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าตอบกลับไปยังไงก็เลยทำเป็นเดินหันไปทางอื่น

ถ...ถ้างั้นก็กลับเหอะ เดี๋ยวนายจะกลับถึงบ้านดึก ผมว่าแล้วก็ออกเดินนำ ก่อนที่ขายาวๆจะก้าวตามมา

ว่าแต่ อากิระล่ะ? ฮิโรกิคุงถาม พักนี้ไม่เห็นหน้าเลย

อ...เอ...คือว่า...มันก็รีบไปรับแฟนมันเหมือนกันน่ะ อ๊ะ!!!” ผมตั้งใจจะหาข้ออ้าง สาเหตุที่อากิระไม่เดินลงตึกมาพร้อมผม เพราะมันจงใจปล่อยให้ผมลงมาเจอฮิโรกิคุงเองคนเดียว แต่ว่าปากหนอปาก พูดว่า ก็ ออกไปแบบนี้จะแปลว่าผมกับฮิโรกิคุงก็เป็นแฟนกันเหมือนกันน่ะสิ ....บ้าจริง....

ผมแอบเหลือบมอง เห็นเขายิ้ม สายตาอบอุ่น มันอดทำให้ผมรู้สึกผิดเรื่องเมื่อคืนก่อนไม่ได้

.......ทั้งๆที่ผมทำแบบนี้ ก็ยังรักผมอย่างนั้นเหรอ.......

...ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่ฮิโรกิคุงคิดหรอก...

หลายครั้งที่ผมอยากจะพูดออกไป แต่ก็ไม่กล้าพอ ที่สำคัญ ผมกลัวว่ามันจะยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด

ผมไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองควรจะทำยังไงดี

นี่ คิดอะไรอยู่น่ะ หน้าเครียดเชียว

อ...อ้อ...เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก คิดถึงเรื่องรายงานน่ะ ผมก็แก้ตัวไปเรื่อย นี่ผมกลายเป็นคนพูดจาโกหกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรนะ

เรียนหนักเหรอ?

อ...อืม ก็นิดหน่อย...

มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกนะ มือเรียวลูบหัวผมเบาๆอย่างเอ็นดู ยิ่งเขาใจดีกับผมมากเท่าไร ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าผมไม่มีใจให้ฮิโรกิคุงเลย แต่ว่าเขาจะรับได้เหรอ ถ้ารู้ว่าผมยังคิดถึงคนอื่นอยู่ตลอด

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งรู้สึกเศร้าแทนเขา แล้วก็รู้สึกมากขึ้นเท่านั้นด้วย

เอ้า ถึงแล้ว เร็วจังเนอะ เขาหันมายิ้ม เมื่อเดินถึงบ้านผมแล้ว

ขอบคุณที่มาส่งนะ จะเข้ามาก่อนมั้ย? เดี๋ยวนี้ผมไม่ลังเลที่จะเชิญเขาเข้าบ้านแล้วล่ะ เพราะไม่มีคนที่มีสิทธิ์มาห้ามผมอีกแล้วนี่นา

ขอบใจนะ เขายิ้มบางๆให้ แต่วันนี้มันดึกแล้ว นายไปพักผ่อนดีกว่า

อ..อืม...งั้นก็เจอกันพรุ่งนี้นะ

 

ผมเดินเข้าห้องตัวเองโดยไม่เปิดไฟ ทิ้งตัวลงบนที่นอน ทอดสายตาออกไปยังเพดานของห้องที่ไร้แสงสว่าง

.......เหนื่อยจัง.....
การได้อยู่กับฮิโรกิคุงมันก็มีความสุขดีหรอก แต่พอกลับถึงบ้าน ผมจะรู้สึกเพลียๆทุกครั้ง

...อาจจะเป็นเพราะ...ต่อหน้าเขา ผมต้องฝืนเป็นในสิ่งที่ผมไม่ได้เป็นจริงๆ...
ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ฮิโรกิคุงต้องการ ถ้าเขารู้เขาก็คงรู้สึกไม่ดีแน่

แต่ว่า....มันก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ผมไม่สามารถบังคับตัวเองได้....

ผมปิดตาลงช้าๆ ภาพของใครบางคนปรากฏขึ้นแทนที่ฮิโรกิคุง

....ทำไม....ทำไมจะต้องเป็นนายด้วย....

.....เมื่อไรนายจะออกไปหาความคิดของฉันได้สักที....

..................................

RRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัด

ใครโทรมาเนี่ย.....

ผมนึกอยากจะปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้น แต่ก็รำคาญเสียงมัน สุดท้ายก็เอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู

แล้วชื่อที่ผมเห็นปรากฏอยู่บนหน้าจอก็ทำให้ผมหลุดจากความคิดเมื่อครู่ทันที

..........เคตะ...........

2B Continued

 

Endless Story...Chapter23…#A Call

 

RRRRRRR

เสียงหัวใจดังรัวพร้อมกับเสียงจากโทรศัทพ์ที่ถูกกำไว้แน่นด้วยปลายนิ้วเย็นเฉียบ

ผมได้แต่ปล่อยมันอยู่อย่างนั้น เพราะไม่กล้าพอที่จะรับ จนกระทั่งระบบฝากข้อความเริ่มทำงาน

ผมคิดว่าอีกฝ่ายคงจะตัดใจและวางวายไป แต่ว่า...ผมกลับได้ยินเสียง...

เสียงที่ทำให้หัวใจผมราวกับจะหยุดเต้นซะให้ได้

........เรียว....

....นี่ฉันเอง...........เคตะ............

มือของผมเริ่มสั่นเร็วแบบเดียวกับหัวใจ

ผมคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง ร่างกายกับหัวใจเริ่มทำงานไม่ประสานกันซะแล้ว

...ปี๊บ...
เสียงกดรับโทรศัพท์ดังขึ้น ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านิ้วผมเคลื่อนไปที่ปุ่มรับสายตอนไหน

.......เรียวเหรอ?... เสียงเดิมพูดตอบกลับมา ท่าทางเขาคงแปลกใจไม่น้อย

....ซวยล่ะ ต้องรับแล้วสิเรา...

ฮ....ฮัลโหล..... ผมพยายามอย่างที่สุด ไม่ให้เสียงตัวเองสั่น

ฉันเองนะ เสียงของเคตะเองก็ฟังเยือกเย็นไม่แพ้กัน ไม่เหมือนน้ำเสียงอบอุ่นที่ผมเคยได้ยินเลยสักนิด

อืม ผมตอบสั้นๆ ขณะเดียวกันก็พยายามให้ตัวเองหายจากอาการตื่นเต้นบ้าๆนี่สักที

โทรมากวนรึเปล่า?

เปล่า

ง...งั้นเหรอ...

มีอะไรเหรอ? ผมเริ่มเป็นฝ่ายพูดบ้าง เมื่อคุมตัวเองให้ใจเย็นลงได้บ้างแล้ว

ไม่มีอะไรหรอก พอดีวันก่อนได้คุยกับนายแค่นิดเดียว นายก็กลับไปซะก่อน

ก็อยากมาสายเองนิ ผมว่า

ขอโทษนะ ติดงานน่ะ

ไม่เห็นต้องขอโทษฉันสักหน่อย

ไม่หรอก ฉันโมโหตัวเองมากกว่า.....

......... ผมไม่ตอบอะไร ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร

...ทั้งๆที่ตั้งใจจะไปเจอนาย....

........................ ทั้งๆที่พยายามให้หัวใจหยุดสั่นได้แล้วแท้ๆ พอได้ยินคำพูดพวกนี้ มันก็กลับมาสั่นจนผมรู้สึกทรมานได้อีกครั้ง

แต่...อย่างน้อยก็ได้คุยกับนายนิดนึง แค่นี้ก็ดีใจแล้วล่ะ

......อืมม...... ผมก็ยังคงพูดอะไรตอบไม่ถูกต่อไป

ผมคิดว่าเขาคงจะอยากคืนดีกับผมในฐานะเพื่อน ก็เขาเป็นคนทิ้งผมไปนิ จะมาขอให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก็คงตลกแล้วล่ะ ผมรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ฉันอยากขอโทษนาย

....ขอโทษงั้นเหรอ...
....แค่คำว่าขอโทษ มันจะทำให้ฉันหายเจ็บเหรอ มันจะทำให้ฉันหลุดจากกำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาได้เหรอ...

นายรู้มั้ยว่าฉันร้องไห้ไปมากแค่ไหน

.....................
เกิดมาฉันไม่เคยร้องไห้ได้มากมายขนาดนั้นเลยนะ

เพราะอย่างนั้นฉันถึงอยากขอโทษนายไง

นายรู้มั้ยว่าฉันเจ็บแค่ไหน

รู้สิ

.................... ผมเงียบไปนิดนึง

....ไม่หรอก นายจะรู้ได้ยังไง....

.....ถ้านายรู้ นายจะทำแบบนั้นกับฉันเหรอ...

เพราะฉันเอง...ก็เจ็บ...ไม่แพ้นายเหมือนกัน....

...............

ผมงงไปหมดแล้ว นี่เขาหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ผมก็ไม่กล้าถามอะไรออกไปอยู่ดี

ช่างเถอะ ลืมมันซะดีกว่า ผมนี่บ้านะ ทั้งๆที่ตัวเองยังลืมมันไม่ได้ ยังมีหน้าจะไปบอกให้เขาลืมอีก ฉันไม่ได้โกรธนายแล้วละ

ผมเคยโกรธเขามาก ในวันที่เขาทิ้งผมไป

แต่....นี่มันก็ผ่านมานานเท่าไรแล้ว

ถึงผมจะยังไม่ลืมความเจ็บปวดที่เคยมี แต่ผมก็ไม่อยากจะคิดแค้นเคืองเขาไปตลอดหรอก

ถึงตอนนี้แล้ว ถ้าผมยกโทษให้เข้าได้ บางทีผมอาจจะหลุดออกจากกรอบบ้าๆที่ผมสร้างขึ้นมาเองก็ได้

นาย....ไม่โกรธฉันแล้วจริงๆนะ

อืม.........

...ใช่...ฉันควรจะโกรธตัวเองมากกว่า ที่ลืมนายไม่ลงสักที...

จริงนะ ผมรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงยินดีในคำพูดนั่น

....อ....อืม.... ผมตอบอย่างไม่แน่ใจ ลึกๆแล้วผมก็ยังไม่สามารถยกโทษให้เขาได้ทั้งหมดหรอก ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม

....นายพูดน้อยจังนะ... ไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อนเลย

ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ก็มันไม่เหมือนเมื่อก่อนจริงๆนี่นา ผมสวนกลับ

อืม...มันก็จริงของนาย...

........................ แล้วผมก็เงียบไปอีก พลอยทำให้เคตะพูดอะไรไม่ออกไปด้วย ผมไม่รู้ว่าเราเงียบไปนานแค่ไหน แต่ถึงจะเป็นเวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่มันก็น่าอึดอัดเอามากๆ

...นี่... แล้วเคตะก็ต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็น

หืม?

พวกเรา....เป็นเพื่อนกันได้มั้ย?

....................................... ผมเงียบไปพักใหญ่ รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปเสี้ยววินาที

ลึกๆแล้วผมคงยังหวังจะขอให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งๆที่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีทาง

ขอโทษนะ ถ้าฉันพูดอะไรเห็นแก่ตัว แต่ฉันอยากพูดคำนี้กับนายมาตลอดเลย

....................................... ....แค่....เพื่อน....สินะ.....

...ไม่ได้....งั้นเหรอ? เขาถามเมื่อเห็นผมไม่ตอบสักที

....ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ผมตอบ

แน่นอนอยู่แล้วว่าผมไม่มีทางปฏิเสธแน่ๆ ต่อให้ใจจริงแล้วผมอาจจะอยากเป็นมากกว่านั้นหรือไม่ก็ตาม

งั้นฉันถือว่านายไม่ปฏิเสธนะ ถึงเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่นิสัยชอบรวบรัดตัดความเข้าข้างตัวเองแบบนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน

...ก็ตามใจสิ...

เย้~” เขาร้องดีใจเสียงดังซะจนผมตกใจ

....ดีใจ...ขนาดนั้นเลยเหรอ....

ผมไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงกับอาการดีใจของเขาดี

สรุปว่าเรากลับมาเป็นเพื่อนกันนะ ถ้างั้นไว้ฉันโทรมานายอีกได้เปล่า? เขาถามนู่นนี่อีก

อืม ผมก็ตอบได้แค่นี้เหมือนเดิม

ถ้างั้นไว้ฉันค่อยโทรมาหาอีกนะ ไม่รบกวนแล้วละ เดี๋ยวฉันต้องไปทำงานต่อเหมือนกัน บทจะวางสายก็พูดลากันดื้อๆ

อืม... แต่ผมก็ไม่มีคำพูดอื่นจะตอบ

ไปนะ บ๊ายบาย

บาย

 

ผมโยนโทรศัพท์ทิ้งลงบนที่นอน แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ในสมองเหมือนเป็นสีขาวโพลน ผมรู้สึกว่าสภาพตัวเองเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน

....เมื่อกี้...มันอะไรกัน...

....ฝันไปรึเปล่า....

....เคตะ...โทรมา...เหรอ....

...เมื่อกี้ที่เราคุยด้วย....ใช่เคตะ....จริงๆเหรอ....

ผมไม่รู้แม้แต่ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี รู้แค่ว่าหัวใจยังคงสั่นเป็นจังหวะเข่นเดียวกับปลายนิ้วมือของผมเอง

ผมทิ้งตัวลงนอนกับเตียง ถอนหายใจช้าๆ เผื่อว่ามันจะทำให้หัวใจเลิกสั่นบ้าๆสักที

.....เพื่อนเหรอ....

....สุดท้ายเราก็เป็นได้แค่นี้สินะ....

..แต่ว่า...ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ...

ที่ผ่านมาผมเคยลองคิดกับตัวเองอยู่หลายหน ว่าที่ผมยังคิดถึงเคตะอยู่เป็นเพราะผมอยากกลับมาคบกับเขาแบบเดิมอีกรึเปล่า

ผมไม่เคยให้คำตอบตัวเองได้เลย

แต่ที่ผมรู้อยู่อย่างนึงก็คือ...ต่อให้เรากลับมาคบกัน ผมก็ไม่สามารถรักเขาได้ทั้งหมดอย่างที่ผมเคยมีให้เขาได้หรอก..

...มัน...ไม่มีแล้วละ...

ไม่ใช่กับแค่เคตะหรอกนะ

ต่อจากนี้ไปไม่ว่าผมจะรักใคร ผมก็คงไม่สามารถรักคนๆนั้นได้หมดทั้งใจอีกแล้ว

เพราะใจของผมที่เคยถูกทำลายไป มันไม่มีวันกลับคืนมาเหมือนเดิมอีกแล้ว....

2B Continued

 

Endless Story…Chapter24…#Fake

 

เย้.....สอบเสร็จซะที ปิดเทอมแล้ว จะเที่ยวให้สะใจเลย เสียงอากิระดังขึ้นทันทีที่เดินออกจากห้องสอบ

อย่าเพิ่งรีบดีใจไปเลย ยังเหลือทำรายงานอีกไม่ใช่เรอะ ต้องส่งภายในอาทิตย์นี้ด้วย

โธ่ นายนี่ อย่าทำเสียเส้นได้ปะ เขาทำหน้าเซ็งทันทีที่ผมพูดถึงรายงาน

พูดเพราะเป็นห่วงหรอกนะ ผมยิ้มให้ ก็ถ้าไม่เตือน ผมกลัวว่ามันจะเอาแต่ไปเที่ยวกะแฟนจนลืมซะก่อน

ไม่ต้องมายิ้มหวานให้ฉันหรอก นู่น...คนอยากให้นายยิ้มให้ยืนรออยู่นู่นแน่ะ เขาชี้นิ้วออกไปนอกตึก ผมหันมองไปตามปลายนิ้วนั่น เห็นคนๆนึงยืนรออยู่ที่เดิมๆ ที่ๆเขามักมายืนรอทุกวัน ฉันไปเลยละกันนะ อากิระว่าแล้วก็โบกมือลาไปเลย สงสัยจะรีบไปรับแฟน เฮ้อ...ผมละหมั่นไส้มันจริงๆ แต่ก็อดอิจฉาแฟนมันด้วยไม่ได้ มีแฟนทั้งรักทั้งหวงขนาดนี้

...ดีจังน้า...

เป็นไง? ทำข้อสอบได้เปล่า? คนตรงหน้าถามทันทีที่ผมเดินมาถึงตัวเขา

ก็พอไหวละ ตอนนี้ห่วงเรื่องรายงานที่เหลือดีกว่า ผมว่า แล้วฮิโรกิคุงล่ะ?

ฉันเหรอ.....ก็หวังว่าจะไม่ตกละนะ เขายิ้มเจื่อนๆให้

คุยกันไม่กี่คำ พวกเราก็เดินกลับบ้าน โดยมีเขาเดินมาส่งถึงบ้านผมอย่างเคย ผมชวนเขาเข้ามาพักดื่มอะไรในบ้านนิดหน่อย แต่เข้ามานั่งคุยกันได้ไม่นานนักก็เย็นแล้ว

กินข้าวด้วยกันไม๊ ผมว่า

ไม่ละ เกรงใจนายน่ะ                        

คนที่ต้องเกรงใจมันฉันต่างหาก ให้นายมาส่งทุกวันเลย ถือว่าเลี้ยงข้าวขอบคุณละกันนะ ปิดเทอมแล้วนายคงไม่ได้เดินมาส่งฉันหลังเลิกเรียนแล้วละ

เขายิ้มบางๆ ก่อนจะตอบตกลง เอางั้นก็ได้

แต่ไปๆมาๆก็ไม่เชิงว่าผมทำอาหารให้เขากินหรอก เหมือนช่วยกันทำมากกว่า พอกินเสร็จไม่นาน เขาก็กลับไป

........เฮ้อ.................... พอฮิโรกิคุงกลับไปแล้ว ผมก็ทิ้งตัวเองลงบนที่นอน

ผมไม่รู้นะ ว่าตอนนี้ ผมกับฮิโรกิคุงเป็นอะไรกัน

ผมไม่รู้ด้วยว่าเขาคิดยังไง

จะให้บอกว่าเป็นคนรัก... เราก็ไม่เคยคุยอะไรกันแบบนั้น....

แต่การที่เขามาส่งผมที่บ้านทุกวันแบบนี้ ไม่รู้สินะ...ผมว่าถ้าเป็นแค่เพื่อนก็คงไม่ทำหรอก...

ที่รู้ๆก็คือ...ทุกวันนี้ เขากลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตผมไปแล้ว ถ้าช่วงปิดเทอมไม่ได้เจอกัน ผมก็คงเหงาๆเหมือนกัน....

.......ช่างมันเหอะ....จะเป็นอะไรก็ช่าง....แบบนี้แหละดีแล้ว....

ผมคิดแบบนั้น แล้วก็ลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะเพื่อทำรายงานเจ้าปัญหาที่ยังเหลืออยู่
......................

.............

......

.

โอ๊ยยยย เบื่อจะตายอยู่แล้ว ผมบ่นกับตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา ห๊า จะเที่ยงคืนแล้วเหรอเนี่ย??

ว่าแต่ พอเห็นโทรศัพท์แล้ว เลยพาลทำให้ผมคิดถึงบางอย่างขึ้นมา

ตั้งแต่วันนั้น เคตะก็ไม่ได้โทรมาอีกเลย

นี่มันก็เกือบจะอาทิตย์นึงแล้ว

จริงๆแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจกับมันหรอกนะ แต่พอรู้สึกตัวอีกที ทุกคืนผมก็จะนั่งรอ...ว่าเขาจะโทรมารึเปล่า....

...คืนนี้ก็คงเป็นอีกคืนนึง ที่ไม่ได้ต่างจากทุกคืน..

ผมก็ทำได้แค่นั่งรอโทรศัพท์ที่ไม่รู้ว่ามันจะดังเมื่อไร

สุดท้ายก็ต้องเข้านอนไปทั้งๆที่ไม่มีใครโทรมา...

ผมวางโทรศัพท์กลับที่เดิม ก่อนจะก้มหน้าทำรายงานต่อ แต่แล้ว...
RRRRRR

จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี ผมรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นเร็ว ทั้งๆที่ผมยังไม่รู้เลยว่าใครโทรมา

ผมยื่นมือออกไปหยิบมันขึ้นก่อนจะดูชื่อปลายสายที่โทรมา

....ทาจิบานะ เคตะ....

....เฮ๊ยยย จริงอ่ะ....

หัวใจผมเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก กับอีแค่โทรศัพท์ไม่รู้ทำไมผมต้องตื่นเต้นขนาดนั้นด้วย

ฮ...ฮัลโหล ผมกดปุ่มรับสายทั้งๆที่ในสมองยังเป็นสีขาวโพลน

ฮัลโหล ฉันเองนะ หลับรึยัง? เขาพูดเสียงเรียบๆแต่มันไม่ได้ช่วยให้ผมสงบลงได้เลย

ยัง ผมตอบสั้นๆ พยายามไม่ให้เขารับรู้ถึงอาการตื่นเต้น ซึ่งผมว่าผมคงทำได้ดีทีเดียวละ

ทำอะไรอยู่?

ทำรายงานอยู่

ยังไม่ปิดเทอมเหรอ? เขาถามต่อ

ก็เหลือแค่รายงาน สอบเสร็จแล้ว.............. ผมเงียบไปพักนึง ก่อนจะถามเขากลับบ้าง แล้วนายล่ะ?

อืม..สอบเสร็จแล้วเหมือนกัน วันนี้ก็เลยมาทำงาน

อ่อ... ผมตอบสั้นๆ

แปลกนะ เมื่อก่อนผมสามารถคุยกับเคตะได้อย่างสบายใจ แต่เดี๋ยวนี้ ผมรู้สึกเหมือนมีกำแพงหนาๆมาขวางกั้นเราไว้ ผมไม่สามรถพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปได้ กลับกัน ผมกลับพูดหรือแสดงในสิ่งที่ตรงกันข้ามออกไป อย่างเช่นเวลานี้ที่ผมคุยกับเขาราวกับว่าจริงๆแล้วผมไม่ได้อยากคุยกับเขา เพียงแต่แค่คุยไปอย่างนั้นเอง

สิ่งนึงที่ผมรู้สึกได้ตอนนั้นก็คือ..จากนี้ไป ผมกับเคตะ จะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

ผมรู้ว่าไอ้กำแพงหนาๆที่ว่านั่น ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะพังมันลงยังไง

ผมกลัวกับการที่ต้องเจ็บปวด จนไม่กล้าให้ใครข้ามมาได้อีกแล้ว

ขอโทษนะ ที่ไม่ได้โทรมาเลยตั้งแต่วันนั้น เขาว่านั้น ผมไม่รู้ว่าเขาขอโทษด้วยเหตุผลอะไร ผมมีสิทธิอะไรจะไปโกรธที่เขาไม่ได้โทรมา...

ขอโทษทำไม? ไม่เห็นต้องขอโทษเลย ...ก็ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน...

อ...อืม...นั่นสินะ..พูดยังกับว่านายจะรอให้ฉันโทรมา

....................... ผมเงียบไป แต่เสียงหัวใจกลับเต้นรัว ก็ที่เขาพูดมา มันตรงกับความจริงที่ผมเป็นน่ะสิ  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป

เออ...นี่.... พอผมเงียบไป เขาก้เลยเป็นฝ่ายเริ่มพูดต่อ

หืม?

น...นาย...คบกับใครอยู่รึเปล่า?

................... ผมเงียบไปอีกรอบ ไม่รู้ว่าเขาจะถามแบบนั้นไปเพื่ออะไร ถามทำไมน่ะ?

เปล่า...ก็แค่อยากรู้.......................... เขาเงียบไปนิดนึงก่อนจะพูดต่อ คิดว่านายคบกับฮิโรกิอยู่น่ะ ก็เลยถามดู

แล้วจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ ผมถามกลับ ในใจลึกๆคิดว่ามันจะต้อนให้เขาพูดอะไรในใจออกมาได้บ้าง

....ทำไมล่ะ...ก็เพื่อนกันนิ คำตอบของเขาทำผมแทบหยุดหายใจ

...ยังไงมันก็แค่เพื่อนอยู่ดี...

...นี่เราหวังอะไรบ้าๆอยู่เนี่ย...

อย่าพูดเรื่องฉันเลย พูดเรื่องของนายดีกว่า คบกับยุระจังอยู่ไม่ใช่เหรอ? ผมว่า

อ...เอ่อ....คือ.....เรื่องนั้นมัน....

กับเพื่อนไม่ต้องปิดก็ได้มั้ง ผมพูดต่อ

ไม่ได้จะปิด แต่....

เอาอีกแล้ว ผมคิดเข้าข้างตัวเองมากไปรึเปล่า แต่ทุกคำที่เขาพูดมันทำให้ผมคิดไปเองว่าเขายังคิดอะไรกับผมอยู่ ผมไม่กล้าบอกหรอกนะ ว่ามันคือรัก

เอาเหอะ ผมรีบตัดบทก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ มันไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้วละ

ใช่..มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย...ที่สำคัญ ผมไม่อยากได้รับรู้หรอกนะว่า เวลานี้เขาจะรักอยู่กับใคร ผมไม่อยากฟัง

...อืม...ก็จริง เขาพูดตอบเบาๆ ก็เรา...ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นา...

ผมรู้

รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน

แต่พอมันออกมาจากปากของเคตะแล้ว มันยิ่งตอกย้ำผมหนักลงไปอีกว่า เราไม่ได้รักกัน แล้วก็คงจะไม่มีวันกลับมารักกันได้อีกแล้ว

อืม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอือออตามเขาไปราวกับไม่ได้คิดอะไร ซึ่งเขาก็คงรับรู้ไปตามนั้น เขาคงไม่รู้หรอกว่า ข้างในผมเป็นยังไง

จะเข้านอนรึยัง? ดึกแล้วนะ จู่ๆเขาก็เปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ดีเหมือนกัน

อืม ก็ใกล้ละ ผมตอบ เวลานี้ผมคงไม่มีอารมณ์จะมานั่งทำราบงานต่อแล้วละ

อืม

งั้นแค่นี้นะ

ผมรู้สึกแปลกๆขึ้นมา เหมือนว่าผมไม่อยากวางสาย ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา รู้ทั้งรู้ว่าถ้าคุยต่อไป ผมก็ได้แต่พูดจาไม่ตรงกับใจออกไปอีกก็เท่านั้น

อืม ผมก็ทำได้แค่ตามน้ำไป ถ้าเขาอยากจะวางสาย ผมก็จะวาง

ฝันดีนะ

อืม ผมตอบไปแค่นั้น จากนั้นสายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปโดยฝ่ายนั้น

ผมพับโทรศัพท์ลงเก็บ จากนั้นก็ปิดไฟเข้านอนไป

สุดท้ายแล้ว คืนนี้ก็ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างทุกคืนที่ผ่านมา ผมใช้เวลาข่มตาอยู่นานกว่าจะนอนหลับได้ในที่สุด

2B Continued

 

Endless Story…Chapter25…#Fact

 

ขอบคุณที่มาส่งนะ ผมยิ้มบอกขณะเดินมาส่งฮิโรกิคุงที่หน้าประตู

ขอบคุณนายต่างหากที่เลี้ยงข้าว มาฝากท้องบ้านนายทุกวันเลย คราวหน้าไปกินข้างนอกกัน ฉันเลี้ยงเอง

ฮะๆๆ ไม่ใช่จะให้ฉันไปกินข้าวบ้านนายหรอกเหรอ? ผมหัวเราะ

ไม่ได้หรอก ขืนไปบ้านกินที่บ้านฉัน สุดท้ายนายคงได้เป็นคนทำแน่ๆ เพราะถ้าให้ฉันทำรับรองว่าไม่ได้กินแหงๆ คนตรงหน้าพูดเขินๆ

ฮะๆๆๆ

งั้นเอาไว้ฉันค่อยโทรมาคุยอีกทีละกันนะ

อื้มม ผมพยักหน้า ดึกแล้ว กลับดีๆนะ

บาย

 

หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งทำรายงานอยู่ทั้งอาทิตย์ ผมก็ได้ปิดเทอมเหมือนคนอื่นบ้าง แต่รู้สึกตัวไม่ทันไร อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมอีกแล้ว แถมขึ้นปีสองแล้ว ผมว่าผมคงไม่มีเวลามาเที่ยวเล่นอย่างตอนนี้แล้วละ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมก็เลยตั้งใจจะสนุกกับวันหยุดที่เหลืออยู่น้อยนิดนี่ให้เต็มที่

ตอนนี้ทุกวันของผมก็ต้องมีฮิโรกิคุงอยู่ในนั้นเสมอ เราเจอกันแทบทุกวัน ต่อให้ไม่เจอ เขาก็ต้องโทรมา เป็นแบบนี้ทุกวัน จนผมชินซะแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้คุยกับเขาผมคงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป

ผมปิดประตูบ้านลง กลับเข้ามานั่งในห้อง แล้วก็คว้าหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอ่านไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีก็จะขึ้นวันใหม่อยู่แล้ว

ตายล่ะ จะเที่ยงคืนแล้วเหรอเนี่ย ผมว่าขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา แล้วก็โยนมันลงที่เตียง แล้วรีบวิ่งไปอาบน้ำก่อนจะกลับมาที่ห้องอีกที

RRRRRRR

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ผมกำลังออกจากห้องน้ำ ผมรีบวิ่งกลับมาที่เตียงเพื่อรับสายทั้งๆที่ยังไม่ได้ดูว่าใครโทรมา ผมไม่ได้คิดถึงใครที่ไหน นอกเสียจากว่าจะเป็นฮิโรกิคุง

ฮัลโหล

....ฮัลโหล... เสียงจากปลายสายเบากว่าที่เคย ที่สำคัญมันไม่ใช่เสียงของฮิโรกิคุงที่ผมคุ้นเคยดี แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเป็นใคร

.....เค..ตะ...

...ขอโทษที่โทรมาดึกๆ นอนรึยัง

ยังหรอก มีอะไรเหรอ ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ หลังจากที่ตั้งสติไม่ให้ตื่นเต้นอะไรเกินไปได้แล้ว

ไม่มีแล้วโทรมาไม่ได้เหรอ

เปล่า....

ก็แค่..อยากคุยด้วยน่ะ เขาพูด แล้วหัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นอีก กับไอ้แค่คำพูดที่อาจจะไม่ได้หมายความอย่างที่ผมคิด

ดึกๆแบบนี้อ่ะนะ? ผมแกล้งพูดเล่นเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร ผมไม่อยากให้เขารู้หรอกว่าเขายังมีความหมายอะไรกับผมเกินว่าเพื่อนหรือคนรู้จัก อ้อ..ลืมไป นายมันพวกมนุษย์กลางคืนนี่เนอะ ผมหัวเราะเบาๆ

ว่าแต่ฉัน นายเองก็พอกันไม่ใช่เหรอ เขาตอบ

ก็ไม่เท่านายหรอกน่าผมย้อนกลับ

แล้วทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่นอน เขาคงเห็นว่าผมเถียงคำไม่ตกฟาก ก็เลยเปลี่ยนเรื่องซะ

อ่านหนังสือ ฉันไม่อยากให้คนที่ไม่เคยนอนก่อนตีหนึ่งตีสองมาว่าว่าฉันนอนดึกหรอกนะ

ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย

ยังไม่ได้ว่า แต่ก็คิดอยู่ว่าจะว่าใช่มั้ยล่ะ

ผมนึกขำที่จับทางเขาได้ทัน การได้ต่อล้อต่อเถียงกับเขา ทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อน ช่วงเสี้ยวเวลานึงที่ผมเผลอคิดไปว่าเรากำลังกลับมาเป็นเหมือนอย่างเมื่อก่อน แม้ในใจผมจะยังต้องเก็บความรู้สึกเจ็บปวดไว้ข้างใน แค่ผมไม่แสดงมันออกมา บางทีผมอาจจะไม่ต้องแกล้งทำเย็นชาใส่เขาอย่างที่ผ่านมาก็ได้

บางที...จากนี้ไป เราอาจจะเป็นเพื่อนกันได้

คงถึงเวลาที่ผมจะยอมรับมันได้สักที

เถียงเก่งเหมือนเดิมนะนายเนี่ย ว่าอะไรหน่อยไม่ได้เลย

เหมือนเดิม? จำได้ด้วยเหรอว่าฉันเคยเป็นยังไง? ผมแกล้งถามไปเล่นๆ ไม่คิดว่าเลยคำตอบที่ได้ยินจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป...

จำได้สิ....จำได้..หมดทุกอย่างที่เกี่ยวกับนาย

...................

ผมพูดอะไรไม่ออก

มันอาจจะเป็นคำพูดที่ไม่ได้มีความหายอะไรอย่างเคยก็ได้ แต่ผมก็ไม่สามารถหยุดคิดไปไกลได้

...ง..งั้น...เหรอ... ผมว่า หลังจากพยายามกลั้นอาการสั่นของหัวใจเอาไว้ งั้นที่เขาบอกว่านอนดึกจะทำให้สมองไม่ดี ก็ไม่จริงน่ะสิ แล้วก็แกล้งพูดเล่นไปนอกเรื่องซะ

ฮะๆๆ ไม่รู้สินะ เขาหัวเราะตอบ

...................................... ส่วนผมก็เงียบไป ถึงจะทำเป็นไม่คิดอะไร แต่หัวใจผมก็ไม่หยุดสั่นลงได้ง่ายๆ

ถ้าจะให้พูดตรงๆก็....

ฉันไม่เคยลืมนายเลยสักวัน....

ไม่มีใครมาแทนที่ที่เคยเป็นของนายได้เลย....

........................................... ผมไม่ตอบ รู้สึกเหมือนหัวใจมันสั่นแรงจนผมกลัวว่ามันจะหยุดเต้นเอาลงดื้อๆ

สมองของผมว่างเปล่าเกินกว่าจะคิดอะไรได้

นี่ผมคงฝันอยู่สินะ มันไม่ใช่ความจริงหรอก ไม่ใช่หรอก

ฉันไม่ได้บอกนายเพื่อขอให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมหรอกนะ เสียงผ่านสายโทรศัพท์ที่ดังอยู่ข้างหู ปลุกให้ผมกลับมารับรู้ความจริงอีกครั้งว่าผมไม่ได้ฝัน แล้วความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมวาดฝันไว้ด้วย ฉันคิดว่าฉันคงไม่มีสิทธิ์ เพียงแต่อยากให้นายรับรู้ไว้... เท่านั้นเอง...

....เท่านั้น....

...แค่บอก....เท่านั้น...

...นายบอกฉันแล้ว...มันจะมีความหมายอะไรงั้นเหรอ....

...ถ้านายไม่คิดจะทำให้มันเป็นจริง แล้วนายจะบอกฉันไปเพื่ออะไร....

ผมได้แต่นึกน้อยใจ จนถึงเวลานี้เขาก็ไม่เคยเข้าใจผมเลย

แต่ผมก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับมัน จริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะผมเองที่ไม่เคยจริงใจกับหัวใจตัวเองเลย การที่เคตะจะมองไม่ออก มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก

ไม่ใช่แค่เคตะหรอก บนโลกทั้งใบก็คงไม่มีใครเข้าใจผมได้

...เวลานี้ผมเพิ่งเข้าใจ ว่าผมเองที่เป็นคนปิดกั้นตัวเองออกจากคนอื่น...

มาบอกเอาป่านนี้ นายคงไม่อยากฟังแล้วสินะ เขาพูดต่อเบาๆ

.....ขอโทษนะ....ฉันปวดหัว ขอไปนอนก่อนนะ ผมตัดบทเอาดื้อๆ เวลานั้นผมคิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกแล้ว ต่อให้คุยกันต่อไป ผมก็คงพูดอะไรไม่ออกอยู่ดี

อะ..ขอโทษ นี่มันดึกแล้วนี่นา หลับฝันดีละกันนะ

บาย ผมบอกลาสั้นๆ แล้วก็วางสายไปอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็ปิดไฟเข้านอนทันที

 

หลายวันผ่านไป มหาลัยก็เปิดเทอมอีกครั้ง แค่เปิดเรียนไม่ทันไร งานก็เริ่มสุมหัว ทั้งผมทั้งฮิโรกิคุงต่างก็วุ่นวายเรื่องเรียนจนแทบไม่ได้เจอหน้ากันเลย

....ขอโทษนะ วันนี้ต้องอยู่ทำงานกับเพื่อนๆอีกแล้ว กลับบ้านคนเดียว ระวังตัวด้วยนะ....ฮิโรกิ...

ข้อความจากฮิโรกิคุงที่คอยส่งมาให้ทุกวัน นับวันก็เริ่มน้อยลงๆ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะตัวผมเองก็เรียนหนักไม่แพ้กัน บางครั้งแค่จะตอบเมลล์สั้นๆ ผมยังไม่มีเวลา

ขณะเดียวกัน โทรศัพท์จากเคตะที่มักจะโทรเข้ามาตอนดึกๆ ก็เริ่มหายไปเช่นกัน

วุ่นๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดอะไรให้รกสมองอีก

RRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจากมหาลัย แม้แสงอาทิตย์จะลับไปแล้ว แต่เสียงที่ดังออกมาจากรั้วมหาลัยทำให้รู้ว่ายังมีคนอยู่ในนั้นอีกไม่น้อย

ฮัลโหล ผมรับสาย หลังจากมองดูชื่อปลายสายที่หน้าจอ ริวเหรอ?

พูดตรงๆผมแทบไม่ได้คุยกับริวอิจิเลย ผมไม่รู้เลยว่าเขาเป็นยังไง ทำอะไรอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่างน้อยผมก็เชื่ออย่างนั้น

เรียว...นาย....เป็นยังไงบ้าง เสียงที่ได้ยินฟังดูไม่ค่อยสบายใจนัก จนผมรู้สึกไม่ดีไปด้วย

ทำไม? มีอะไรเหรอริว? ผมถาม

แปลว่า...นายยังไม่รู้เรื่องสินะ เขาพูด หรือถ้านายไม่ได้คิดมากก็ดีไป

นายพูดเรื่องอะไรน่ะ ผมงงไปหมดแล้ว แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ว่ามันต้องเกี่ยวกับเคตะแน่ๆ มีเรื่องอะไรเหรอ? ผมชักใจไม่ดีเลย

เอ่อ....ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันเข้าใจอะไรผิดไปเอง ช่างเหอะ นายสบายดีก็ดีแล้ว ฉันแค่โทรมาถามดูเฉยๆ จู่ๆเขาก็แกล้งหัวเราะแล้วบอกว่าไม่มีอะไร

ริว...มีอะไรก็พูดมาสิ ผมตอบด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ถ้ามันเกี่ยวกับเคตะจริง ถ้าริวอิจิคิดว่าผมจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องที่เขาว่า ผมก็คงจะเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ แต่ผมก็แกล้งทำใจแข็งไปอย่างนั้น

.....ที่จริง นายไม่รู้อาจจะดีกว่า ฉันไม่น่าโทรมาเลย

ถ้านายคิดว่ามันเกี่ยวกับฉัน ขนาดที่นายโทรมาแบบนี้ ฉันก็น่าจะรู้ไว้นะ ผมว่า

อืมม...มันก็จริงของนาย เอาเป็นว่านายไปดูเองดีกว่า ฉันไม่อยากเล่าเท่าไร

เราคุยกันต่อไม่กี่คำ เขาก็วางสายไป พร้อมกับย้ำว่าถ้ามีอะไรให้โทรหาได้ตลอดเวลา ฟังแล้วไม่ชวนให้รู้สึกสบายใจสักเท่าไรหรอก

 

ผมเดินออกจากมหาลัยเพื่อนั่งรถไฟกลับบ้าน โดยแวะร้านหนังสือตามที่ริวอิจิบอก

นิตยสารเกี่ยวกับข่าวซุบซิบในวงการวางเรียบรายอยู่หลายเล่ม ปกติผมไม่ค่อยจะหยิบมันขึ้นมาดูหรอก หนึ่งในจำนวนนั้น มีเล่มนึงที่มีชื่อ เคตะ ทาจิบานะ ขึ้นหน้าปก ตัวใหญ่เด่นสะดุดตา บอกให้รู้ว่าเป็นสกู้ปข่าวใหญ่ประจำฉบับ และบนหน้าปกเดียวกัน ชื่อที่พิมพ์ตัวใหญ่เด่นไม่แพ้กันก็คือ ยูระ มิซากิ

 

2B Continued

 

Endless Story …Chapter26…#End

ผมหยิบนิตยสารตรงหน้าขึ้นมาด้วยอาการลังเล แต่ผมก็รู้ดีว่าต่อให้ผมไม่รับรู้มันตอนนี้ ผมก็ต้องหาทางรู้ให้ได้ในสักวัน จะรู้ตอนไหนมันก็ไม่ต่างกันอยู่ดี

ผมเปิดมันออกดู ไม่ได้อ่านรายละเอียดสักเท่าไร อ่านแค่พาดหัวข่าวตัวใหญ่ๆ ก็พอจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ถ้าจะให้ผมเล่าให้ฟังง่ายๆสั้นๆล่ะก็ เป็นข่าวว่าเคตะกับยูระไปเที่ยวออนเซนด้วยกัน โดยมีภาพปาปารัซซี่มาลงประกอบเหมือนกับข่าวซุบซิบทั่วไป ต่อให้ไม่อยากเชื่อแต่มีภาพยืนยันแบบนี้ยังไงก็คงต้องเชื่อ

ผมวางหนังสือนั่นลงที่เดิม เดินออกจากร้าน แล้วก็กลับบ้าน

ผมจำไม่ได้เลยว่าหลังจากนั้นผมนั่งรถไฟกลับบ้านมายังไง รู้สึกตัวอีกที ผมก็มานั่งอยู่ในห้องของตัวเองซะแล้ว

ผมเปิดลิ้นชักที่โต๊ะเขียนหนังสือ ยื่นมือลงไปข้างใต้สุดเพื่อหาบางอย่าง สิ่งที่ผมเจอคือไดอารี่เล่มเก่าที่ผมเริ่มเขียนตั้งแต่ย้ายมาเรียนม.ปลายที่นี่

ที่ผ่านมาผมพยายามทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเคตะ เพื่อที่ผมจะได้ลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาไปซะ แต่ผมยังเก็บไดอารี่นี้ไว้ เพราะผมคิดว่าผมไม่ได้เขียนมันเพื่อระลึกถึงเคตะเท่านั้น เรื่องราวอื่นๆอีกมากมายที่ถูกบันทึกลงไปในไดอารี่เล่มเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นกว่าครึ่งนึงของทั้งเล่มก็ยังเต็มไปด้วยความทรงจำที่เกี่ยวกับเคตะ ในเมื่อผมทิ้งของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาไปแล้ว เวลานี้สิ่งเดียวที่จะทำให้ผมระลึกถึงความทรงจำที่ผ่านมาได้จึงมีเพียงไดอารี่เล่มนี้เท่านั้น

ผมค่อยๆเปิดมันออกช้าๆ ตัวหนังสือหงิกๆงอๆที่ผมเขียนด้วยอาการรีบร้อน แต่แค่เห็นก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเมื่อตอนนั้นได้ ความตื่นเต้น ดีใจ เสียงหัวใจที่รัวเหมือนตีกลอง ความเหงา ความเศร้า จนกระทั่งหยดน้ำตา ผมเคลื่อนปลายเบาๆสัมผัสกับหน้ากระดาษที่เป็นรอยย่น ตัวหนังสือเลือนลางไปเล็กน้อยเพราะคราบน้ำตาเมื่อครั้งนั้น เวลานี้กระดาษหน้าเดิมกำลังเปื้อนคราบน้ำตารอยใหม่ พร้อมกับตัวหนังสือที่บิดเบือนไปอีก

ผมปิดสมุดลงแล้วขว้างมันลงบนพื้นห้อง ก่อนที่น้ำตาจะหลั่งพรั่งพรูออกมา

.....ทำไม....ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย....

....สุดท้ายแล้ว ก็มีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องเสียใจ....

ฉันไม่เคยลืมนายเลยสักวัน...

...ไม่มีใครมาแทนที่ที่เคยเป็นของนายได้เลย...

คำพูดของเคตะเมื่อวันก่อนไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองของผมอีกครั้ง

....นายจะบอกฉันไปเพื่ออะไร...
...ในเมื่อข้างกายนาย ไม่มีที่สำหรับฉันอีกแล้ว....

....นายคิดว่าแค่นี้ฉันยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย....

....ฉัน...ไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้นหรอกนะ......

 

ผมยังคงไปมหาลัยเหมือนปกติทุกวันโดยเก็บกลั้นความเจ็บปวดไว้ภายใน ผมไม่ได้โทรหาริวอิจิเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าผมฟูมฟายแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะหลอกสายตาใครยังไง ผมก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อยู่ดี สมองของผมยังคิดถึงเคตะตลอดเวลา

RRRRRRRR

เรียวเฮเหรอ นี่ฉันเองนะ เสียงคุ้นหูที่ผมไม่ได้ยินมาหลายวันมากๆ บอกตามตรงผมเองก็วุ่นๆกับหลายๆเรื่องจนลืมคิดถึงเขาคนนี้ไปเลย

ฮิโรกิคุง? ไม่ได้คุย ไม่ได้เจอหน้ากันนาน พอโทรมาทีผมก็เลยรู้สึกแปลกๆ

อื้อ ขอโทษนะที่โทรมากะทันหัน ว่างรึเปล่า?

ขอโทษนะ กำลังจะเข้าเรียนพอดี ไว้ฉันจะโทรกลับละกัน ผมตอบ

อืม ไม่เป็นไร งั้นไม่รบกวนละ บาย เขาพูดสั้นๆ น้ำเสียงเรียบๆแล้วก็วางสายไป ผมซึ่งกำลังรีบไม่ทันได้สังเกตว่ามันฟังดูผิดจากฮิโรกิคุงที่ผมรู้จักมาตลอด

ถ้าให้พูดตรงๆ ผมคงเอาใจใส่เขาไม่ดีพอ ถึงได้ไม่เคยรับรู้อะไรเลย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมทำร้ายเขาไปมากแค่ไหนกันนะ....

 

หลังเลิกเรียนผมโทรกลับไปหาฮิโรกิคุง

ฮัลโหล มีอะไรเหรอ? ผมถาม

เรียวเฮ...คือฉัน...มีเรื่องจะบอกนาย.... เสียงเขาฟังดูรู้ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

ม...มีอะไรเหรอ??

คือฉัน...จะไปเรียนต่อเมืองนอกละ....

...................... ผมนิ่งเหมือนสมองไม่สั่งการไป2-3วิ ก่อนจะออกอาการตกใจ ห๊า??? ไปเรียนที่ไหน เมื่อไร ยังไง??

อเมริกา...เดือนหน้า...

......... ผมเงียบไปอีกรอบ

ขอโทษนะที่เพิ่งมาบอก คิดว่าอยากรอให้มันชัวร์ก่อน...อีกอย่าง....ฉันไม่รู้จะบอกนายยังไง...

อ..อืมม..ฉันเข้าใจ ผมตอบเบาๆ

อ๊ะ โทษทีนะเรียวเฮ เดี๋ยวฉันต้องไปหาอาจารย์อีก แค่นี้ก่อนนะ แล้วจะโทรไปใหม่

อืม บาย แล้วผมก็วางสายไปแค่นั้น

 

RRRRRRRRRRR

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งยามดึก ผมรีบรับสายเพราะคิดว่าเป็นฮิโรกิคุง แต่ว่าเสียงที่ได้ยินกลับเป็น...

ฮัลโหล... ฉัน....เองนะ...เคตะ เสียงที่ทำผมใจสั่นทุกครั้งที่ได้ยิน

..อืม.. ผมตอบแค่นั้น

...ยังไม่นอนเหรอ เขาถาม

ถ้าคิดว่านอนแล้วจะโทรมาทำไม ผมถามย้อน

..อืม..ก็จริงของนาย เขาตอบแล้วหัวเราะเบาๆ

ว่างโทรมาได้ด้วยเหรอ? ผมถาม

ทำไมถามแบบนั้นล่ะ? เขาไม่ตอบแต่ถามคำถามอื่นแทน

ก็..... ผมเห็นว่าเขากำลังวุ่นวายเรื่องข่าวกับยูระ ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น แต่คิดอีกที อย่าพูดอะรให้มากความน่าจะดีกว่า ช่างเหอะ ไม่มีอะไรหรอก

...อืม...ว่าแต่นาย..เป็นยังไงบ้าง เขาเปลี่ยนมาถามเรื่องผมแทน ปีสองแล้วนิ ท่าทางจะเรียนหนัก

..ก็นิดหน่อย ผมตอบสั้นๆ

เหรอ...อย่าหักโหมมากนะ

อืม

ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมเขาจะต้องทำเหมือนมีเยื่อใยกับผม ทั้งๆที่เขา..ก็มีคนอื่นมาแทนที่ผมไปแล้ว

...ทำแบบนี้...มันมีความสุขดีแล้วเหรอ...

ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ผมพูดขึ้นมา

...ห...หา.... เคตะคงจะอึ้งไปไม่น้อย หมายความว่าไง?

ที่เรา..คุยกันแบบนี้น่ะ....นายมีความสุขดีแล้วเหรอ ผมถามออกมาตรงๆ

แน่นอน ผมไม่ได้พูดเพื่อให้เขาเลิกคุยกับผมซะ ลึกๆแล้วผมดีใจด้วยซ้ำที่เรายังคุยกันได้

แต่ที่ผมเจ็บ คือการที่เราคุยกันโดยต้องเก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้ข้างใน

เขาพูดว่าเขาไม่เคยลืมผมเลย

ซึ่งผมเองก็เช่นกัน

ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น...ทำไมเราต้องใส่หน้ากากเข้าหากันด้วย

...ทำไมถึงทำอย่างที่ใจต้องการไม่ได้....

จริงอยู่ ผมเองก็ไม่เคยทำ หรือพูดอะไรตรงกับใจเลยสักครั้ง

แต่ถ้าจะให้ผมต้องเป็นคนเอ่ยปากให้เคตะกลับมารักผม ผมคงไม่ทำ

ผมไม่อยากเป็นคนถูกปฏิเสธอีกแล้ว

ขอโทษนะ...ที่ฉันมันหยิ่งเกินไป...

.................................... เคตะนิ่งไปสักพัก มันเงียบจนผมรู้สึกใจหาย ผมรู้ดีในวินาทีนั้น ว่าสิ่งที่เขาจะพูดกลับมาต้องไม่ใช่สิ่งที่ผมหวังจะได้ยินจากปากของเขาแน่ๆ เข้าใจแล้ว....ถ้านายต้องการแบบนั้น....

............ คราวนี้เป็นฝ่ายผมเองที่เงียบไป

ถ้ามันทำให้นายพอใจ ฉันก็จะออกไปจากชีวิตนายซะ ขอแค่นายบอกมา

............................. ผม...พูดอะไร..ไม่ออก รู้แค่ว่าปลายนิ้วมือมันเย็น มือผมเริ่มสั่น แล้วหัวใจก็เต้นรัวเหมือนทุกที

พวกเรา...คงจบกันแค่นี้สินะ....

............................. ผมยังคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมรู้ว่าถ้าพูดอะไรมาตอนนี้ เสียงจะต้องสั่น แล้วน้ำตาก็ต้องเริ่มไหลแน่ๆ

ลาก่อน ดูแลตัวเองล่ะ คำพูดสุดท้ายที่ผมได้ยิน น้ำเสียงนั้นฟังดูเย็นชาจนผมรู้สึกหนาวขึ้นมา ก่อนที่สายโทรศัพท์จะถูดตัดไป

...ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด...

ลาก่อน.... ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วๆจนขนาดที่ตัวเองเกือบจะไม่ได้ยิน แล้วหยดน้ำใสๆก็ร่วงลงมาจากดวงตา

พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ไม่ว่าวันไหน ก็จะไม่มีผู้ชายชื่อทาจิบานะ เคตะอยู่ในชีวิตของผมอีกแล้ว...

.....

..............

......................

.............

....

..

 

จิบะคุง รบกวนแก้เอกสารนี้แล้วก๊อปให้ผม50ชุดก่อนสิบโมงเช้าพรุ่งนี้นะ เสียงรุ่นพี่คนนึงบอกพร้อมยื่นแผ่นซีดีกับเอกสารอีกปึกนึงให้ผม

ครับ ผมได้แต่รับคำสั้นๆ โดยไม่มีปากเสียงอะไร

เวลาผ่านไปเร็วมากๆ ผมจิบะ เรียวเฮ ตอนนี้เป็นนศ.จบใหม่ กำลังเพิ่งเราชีวิตคนทำงานที่บริษัทแห่งนึงอยู่ครับ

ผมรับงานมาตั้งหน้าตั้งตาทำจนถึงเวลาเลิกงาน

เรียวเฮยังไม่กลับเหรอ? เพื่อนร่วมงานตะโกนถาม

ยังแก้งานไม่เสร็จอ่ะ กลับกันไปก่อนได้เลย ผมตอบ

โทษที งั้นไปก่อนนะ

ผมโบกมือลาเพื่อนๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป....

ฮ้า...เสร็จสักที ผมพูดกับตัวเอง พลางมองดูนาฬิกา ห๊ะ ดึกป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย

รู้สึกตัวอีกทีรอบตัวก็ไม่เหลือใครอยู่แล้ว....มีแค่ผมกับห้องทำงานสลัวๆ

ทุกครั้งที่อยู่คนเดียว ผมมักจะคิดถึงใครบางคนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

....นาย...ทำอะไรอยู่นะ....

...คิดถึงฉันบ้างรึเปล่า...

....โลกของนายที่ไม่มีฉัน มันเป็นยังไงบ้าง...

...นายกำลังมีความสุขดีรึเปล่า?...

ที่จริงแล้วผมไม่อยากรู้ ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากเห็นว่าเขากำลังมีความสุข....กับโลกใบนั้น...ที่ไม่มีผมอยู่....

ผม...ไม่ใช่คนดี...ขนาดนั้นหรอก....

 

ฮิโรกิ...

วันนี้ทำงานจนดึกอีกแล้ว

นายละเป็นไงบ้าง ใกล้จะกลับญี่ปุ่นแล้วใช่มั้ย อย่าลืมของฝากละ

อ้อ..แล้วก็พาแฟนกลับมาให้เห็นหน้าด้วยนะ

แค่นี้ก่อนนะ

...เรียวเฮ

ผมกดส่งอีเมลล์บนหน้าจอคอมก่อนจะปิดเครื่อง ปิดไฟ เดินออกจากตึก

 

...วันนี้...ฉันก็คิดถึงนายอีกแล้ว...เคตะ...

 

…Fin…

 

Ps. ในที่สุดก็แต่งจบจนได้ ขอโทษนะคะ ไม่รู้อ่านแล้วงงๆรึเปล่า แถมยังจบแบบคาใจมากๆ แต่ไม่ได้ตั้งใจจะให้จบด้วยดีตั้งแต่แรกแล้วอ่ะค่ะ (คนแต่งมันโหด)

ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่อ่านนะคะ เป็นฟิกเรื่องที่ใช้เวลานานมากกกกกกกกกกกกกกกก ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามอ่านกันเป็นปีๆ thx a lot ค่ะ

 

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
#22
เคตะโทรมาแล้วๆ
หรือว่าจะมารื้อฟื้นความสัมพันธืเนี่ย น่าสงสัยๆ
ว่าแต่เคตะก็ยังพูดดีกับเรียวเฮอยู่นะเนี่ย
ต้องรออ่านตอนต่อไปแล้ว โหะๆ
น่าสงสารฮิโรกิจัง เป็นคนดีมากๆเลย แต่ก็นะ........ เรื่องนี้นายมันไม่ใช่พระเอกอะ
ปล.รอตอนต่อไปจ้า
#1  by  FeiHuan (203.118.97.137) At 2007-03-31 21:21, 
#22

งืมงืม เย้ๆ มาต่อแล้ว ^^
ฮิโรกิคุงยังเปนคนดีเหมือนเดิม
เคตะเดินเข้ามาซะนึกภาพออกเลยนะคะ
สาวๆกรี๊ดด คงจะเท่ห์น่าดู เหอเหอ
ใจร้ายที่สุดเลยแกร..
อยากรู้จังว่าเคตะจะพูดอะไรกับเรียวเฮตอนที่อยู่ในห้องน้ำอ่ะ
นู๋เรียวก็ใจแข็งโคดด
ยังรักเขาอยู่แท้ๆ ท่าทางเคตะก็เหมือนกันน่าจะกลับไปหากันเนอะๆๆพี่ปิงขรา
(ไซโคให้พี่ปิงแต่งให้มันดีกันเร็วๆ..)

หมั่นไส้เคตะจริงๆค่ะ -*-
แกมันหล่อ เลือกได้นิ่ เง้อออ
สงสารเรียวเฮ๊.. มารักกันมะ?

ปล. อีกนานกว่าจะมาต่อเหรอคะ ว้า~
#2  by   (203.113.61.107) At 2007-03-31 23:55, 

ตายล่ะ เคตะที่จะเลิกกับอายะเพราะรักเรียวเฮเหรอ พึ่งรู้ (ความจริงปรากฎ)

เอาเข้าไป พี่เริ่มมั่วละ
#3  by  nunun At 2007-04-02 15:58, 
#23
โอ้ว เคตะโทรมาขอเป็นเพื่อนหรอ
แน่ใจนะว่าเป็นแค่เพื่อน
รู้สึกว่าเรียวจะตื่นเต้นเกินไปนะเนี่ย

ต้องรอต่อไปแล้วว่าจะคืบหน้ายังไง
มาต่อเร็วๆนะจ๊ะ
#4  by  FeiHuan (202.5.87.150) At 2007-04-06 20:36, 
#23

โฮกกก อีตาถึกนี่..
เป็นเพื่อนงั้นเร๊อออ.. ประโยคสิ้นคิดมากเคตะเอ้ย
(ให้ตาย ยิ่งอ่านยิ่งงง...)
ท่าทางจะไม่ใช่แค่เรียวเฮมั้งรอให้เคตะกลับมารักกันอีกครั้ง
อีทางนี้มันลุ้นแทบตายย
เมื่อไหร่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมฟระ
เดี๋ยวฮิโรกิก็คาบไป...หรอก
เร็วๆหน่อยนะเคตะ ...(เร็วๆหน่อยนะพี่ปิงตางหาก)

ไปละค่ะ รีบมาต่อนะค้า
ปล.อยากบีบคอไอ้ถึกมากกก
#5  by  Kai_W-inds. (203.113.61.108) At 2007-04-08 21:34, 
rib rib ma tae na
#6  by  link totoro (219.215.146.250) At 2007-04-12 09:50, 
#24
ป๊าดดด อยากจะเอาหักโขกพื้น
เพื่ออะไร..? เคตะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
เพื่อนเหรอ..? เกลียดคำนี้จ๊างงง(เอามือปิดหน้า น้ำตาไหล)
แต่ว่า สุดยอดเลยค่ะ เรียวเฮตอกกลับได้ เจ็บแสบมากก แต่เราก็สะใจ ฮ่าฮ่า(หัวเราะแบบชั่วร้ายสุดๆ)

อืมม จากชื่อตอน..และเนื้อเรื่องที่อ่านๆมา

เคตะยังคงรักเรียวเฮอยู่อย่างแน่นอนนน

ฮ่าฮ่า

..แล้วเราก็จากไป
ปล.ฝากบอกเคตะหน่อยนะคะพี่ปิง ว่าคำว่าเพื่อนน่ะมันเชยไปแล้ว เลิกใช้สักที กรี๊ดดด (เคยเจอแบบนี้อ่ะเด่ะ ก้าก/เคตะ)
#7  by  Kai_W-inds. (203.113.61.107) At 2007-04-23 22:59, 
#24
โอ้ว สั้นจริงๆอะ
สั้นจังเลยนะตอนนี้
แบบรุสึกเคตะอยากจะพูดอะไรสักอย่าง เฮ้อออออออออ เมื่อไหร่จะเคลียร์กันได้สักทีเน้อ
มาต่อเร็วๆนะจ๊ะ
#8  by  FeiHuan (210.203.182.111) At 2007-04-27 19:13, 
อ่า...เพิ่งจะมาเจอเรื่องนี้ แต่อ่านรวดเดียวแล้วมาเม้นตอนนี้ ขอโทษนะฮับผม

จะลงแดงตาย...อะไรของเคตะเค้ากันเนี่ย ทำอย่างนี้ได้ยังไงกัน อยากจะบีบคอให้ตายคามือนัก นิสัยไม่ดี นิสัยเสีย อ๊ากกกกก -*-(ทึ้งหัว)
สงสารเรียวเฮอ่า เคตะน่ะ ลืมๆไปเถอะ แล้วหันไปหาฮิโรกิซะ ให้เคตะได้รู้สำนึกมั่ง ชิชะ
เคตะโทรมาหาเรียวเฮ แล้วพูดอะไรที่มันกำกวมให้ความหวังคนอื่นดีเนอะ เหอะ!! จริงๆตัวเองก็ไม่อยากให้เป็นแค่เพื่อนหรอกใช่มั๊ย มันมีเหตุผลใช่ป่าว เคตะ

อยากอ่านต่อมากๆเลยนะฮับ แบบว่าลุ้นมากกกกก ยังไงก็จะรอนะฮับ เอาใจช่วยฮับ สู้ๆ
#9  by  kei-chan (125.27.138.0) At 2007-09-21 20:02, 
-25-

พี่ปิงอ้า...งือออออ
ค้างอีกแล้ววว
ป๋าทำตัวหน้าหมั่นไส้อีกแล้ว
ไม่รักกันแล้วทำแบบนี้ทำไม
แต่ยังไงก็ช่างเหอะ มันก็เปนพระเอก
ให้อภัยก็ได้
...
ตอนจบ ค้างนะเนี่ย ค้างมากเลยยย
รีบมาต่อนะคะขอร้องงงงงงงงงงงงงงง
#11  by  Kai_W-inds. (203.113.61.107) At 2007-09-27 00:05, 
โอ้เย~ อ่านได้แล้ว

O[]O
เคตะ...เคตะยังรักเรียวเฮแล้วไปบอกเลิกเขาทำไมอ๊ะ แย๊กกกกกก น่าจับมาหักคอซะจริง แล้วยังจะอ้อมแอ้มทำไม ทำไมไม่บอกไปตรงๆเลย เรียวเฮเขาน้อยใจแย่ T^T

มีเรื่องอะไรอีกแล้วอ่ะทีนี้
เคตะกับยูระ ต้องมีข่าวอะไรแน่ๆ แต่งงานกันเหรอ? เหอๆๆ เอาล่ะสิ สงสารเรียวเฮจังเลยง่า TT^TT

รออยู่นะง้าบผม สู้ๆครับ (^v^)V
#12  by  kei-chan (125.27.128.142) At 2007-09-27 13:20, 
ได้โปรด Please... กลับมาต่อเถอะ!! นะ TT^TT อยากจะร้องไห้ โถ่อิเคะอย่าให้เจอนะ!! แม่จะกระโดดกัดกล้ามหลุดเลย!!!

เรื่องนี้ฮิโระที่รักเป็นคนดีมากๆเลยตัว ^O^ เค้าเริ่มปลื้มหล่ะ คริๆ ไม่ได้มาเป็นอะไรกับอากิระที่รักกว่าของเค้าก็พอ!!
#13  by  Light_Akira (58.9.74.62) At 2007-09-29 00:28, 
เพิ่งเม้นครั้งแรกคะ แหะๆ

รวบยอด อ่านแล้วสงสารเรียว

มาเปนแฟนกะเค้าแทนดีก่านะ55+

สนุกคะ แล้วมาต่อนะคะ
#14  by  ryoheiaisu At 2007-10-04 15:12, 
#26
เม้นทืได้ซะที sad smile
แหะแหะ กว่าจะเม้นท์ได้ลืมซะแระ เด่วกลับไป่อ่านเรื่องใหม่
แล้วตกลงเคตะกะนางแบบคนนั้น...?
พี่ปิงจบเรื่องได้ขัดใจมากก อยากให้ได้กัน เอ่อ หมายถึงสมหวังน่ะ 55
ความรุ้สึกแบบนี้ ให้ความรุ้สึกเหมือนเปนความรู้สึกของพี่ปิงเองเลยนะ ใจแข็งจังอ่ะ.. ทั้งตัวละคร ทั้งคนแต่งเลยยยยย
แล้วนี่จะไม่แต่งอีกแร้วใช่ป่ะ เคะเรียว เนี่ยย
ถ้าแต่งเรื่องอื่น บอกน้า
#15  by  Kai_W-inds. (118.174.147.50) At 2008-03-14 15:41, 

<< Home